สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ขอบคุณท่าน จขกท. ครับ
มีสาระดี ๆ มาฝากทุกวันเลย
เทคโนโลยีที่พัฒนาใช้ในกิจการอวกาศ และกลายมาเป็นนวัตกรรมในปัจจุบันนี้ยังมีอีกมาก ผมขอเสริมให้อีก 8 รายการนะครับ
1. Light-Emitting Diodes (LEDs) (ปี 2000 , 2005)
NASA ได้พัฒนา LED ในย่านแสงสีแดงให้ใช้ในการทดลองปลูกพืชในสถานีอวกาศ , กระสวยอวกาศ
และต่อมาทางบริษัท Quantum Devices ได้นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ชื่อว่า WARP-10
ซึ่งรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ข้อต่ออักเสบ และยังทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้เลือด
ไหลเวียนดีขึ้น WARP-10 ยังใช้กับกำลังพลในกองทัพเพื่อใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ
สำหรับทหารในแนวหน้า ปัจจุบันนี้กำลังพัฒนาไปเป็นรุ่น WARP-75 สำหรับรักษาอาการทางกระดูก
และโรค Parkinson อีกด้วย
กลไกการรักษาด้วยแสง LED นี้ เรียกว่า Light therapy ทำงานโดยแสงจาก LED สีแดง
ในย่านใกล้ Infrared จะส่งผ่านลงไปถึงระดับ Cells และถูก absorb โดย mitochondria
ทำให้เกิดการกระตุ้นให้มีการ metabolism ที่มากขึ้น Cells ต่าง ๆ จะรักษาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
อาการปวดจะลดลงอย่างรวดเร็วครับ

2. Infrared Ear Thermometers (ปี 1991)
เครื่องวัดอุณหภูมิแบบ Infrared ได้มีการพัฒนาร่วมกันระหว่าง NASA กับบริษัท Diatek Corp.
อุปกรณ์แบบนี้ใช้หลักการของการแผ่รังสีของวัตถุดำ (Black body radiation) โดยได้พัฒนา
sensor ที่เรียกว่า Thermopile รับการแผ่รังสีจากวัตถุที่ต้องการวัดอุณหภูมิ ซึ่งจะแผ่ออกมา
ในย่าน Infrared และแปลค่าออกมาเป็นอุณหภูมิแสดงค่าเป็นตัวเลขครับ หลักการนี้จะเหมือนกับ
การแผ่รังสีจากวัตถุอวกาศที่มีอุณหภิต่าง ๆ กัน ตั้งแต่วัตถุที่เย็นจัดจนแผ่รังสีในย่านคลื่นวิทยุ
จนถึงวัตถุที่มีพลังงานสูงที่แพร่คลื่นในย่าน Gamma

3. ยาง Radial รถยนต์ (ปี 1976)
NASA และ บริษัทยางรถยนต์ Goodyear ได้ร่วมพัฒนาวัสดุพิเศษที่มีความแข็งแกร่งกว่าใยเหล็กกล้าถึง 5 เท่า
เพื่อใช้กับระบบร่มลงจอดของยานสำรวจ Vikings วัสดุนี้มีโครงสร้างโมเลกุลที่แข็งแกร่งมากเทียบกับน้ำหนัก
ต่อมาทาง Goodyear ได้นำวัสดุนี้ไปใช้กับยางรถยนต์ ทำให้มีอายุการใช้งานมากกว่ายางทั่วไปถึง 20,000 กิโลเมตร

4. Chemical and smoke detector (ปี 2007)
ทาง NASA ได้พัฒนา sensor ตรวจจับสารแขวนลอยที่ไวต่อค่า pH โดยนำไปใช้ในอากาศยาน
และ กระสวยอวกาศ เพื่อตรวจจับควัน หรือ ไอทางเคมีที่ผิดปกติ ต่อมาทางบริษัท Intelligent Optical Systems (IOS)
ได้นำไปต่อยอดวิจัยผลิตออกมาเป็น sensor สำหรับตรวจจับการใช้อาวุธเคมี และได้กลายมาเป็น sensor
ตรวจจับไฟไหม้ ตรวจจับแก้สบิวเทน โพรเพน (แก้สหุงต้ม) ที่ใช้ในบ้านเรือนปัจจุบันครับ

5. Solar cell (ปี 1997)
NASA ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งเอกชน และ ภาครัฐรวม 28 ราย เรียกว่า
Environmental Research Aircraft and Sensor Technology (ERAST)
ได้วิจัยและพัฒนา Solar cell สำหรับอากาศยานไร้คนขับซึ่งบินที่บินด้วย Altitude สูงมาก
ต่อมาพันธมิตรทั้ง 28 รายนั้นก็ได้พัฒนาเป็น Solar cell เพื่อใช้ตามบ้านเรือนทุกวันนี้

6. Water Purification (ปี 1995 , 2006)
ทีมวิศวกรของ NASA ได้ร่วมมือกับหลายบริษัทวิจัยเรื่องการ recycle น้ำ โดยสร้างอุปกรณ์
ชนิดหนึ่งที่สามารถ recycle น้ำเสียทุกประเภทจากการใช้งานบน ISS เช่น ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำล้างหน้า
ล้างเครื่องมือ นำไปเข้าอุปกรณ์ recycle กลับมาเป็นน้ำดื่มได้ และต่อมาทางบริษัทพันธมิตรก็ได้นำเทคโนโลยีนี้
ไปผลิตต่อยอดอุปกรณ์ในระบบ Water Purification ให้กับหลายพื้นที่ของโลกที่ยังขาดแคลนน้ำครับ

7. Enriched Baby Food (ปี 1996 , 2008)
NASA ได้เคยให้ทุนสนับสนุนการวิจัยสูตรอาหารสำหรับการเดินทางในอวกาศเป็นเวลานาน
โดยใช้สารสกัดจากสาหร่ายบางสายพันธ์ ต่อมา อาหารสูตรนี้ก็ได้มีการวิจัยต่อยอดมาอีก
จนมีการค้นพบสารสกัด DHA (Docosahexaenoic acid) และ ARA (Arachidonic acid)
ซึ่งเมื่อนำมาเติมลงในนมผง ทำให้นมนั้นมีคุณสมบัติคล้ายนมแม่มากที่สุด และยังได้
มีการเติม DHA - ARA ลงในอาหารเด็กในหลายสูตรมาก ๆ จนถึงปัจจุบันครับ

8. Freeze Drying Technology (ปี 1976 , 1994)
จากการวางแผนเดินทางในอวกาศเป็นระยะเวลานาน ทาง NASA ได้ร่วมมือกับ Nestle คิดค้นวิธีการ
Freeze drying นี้ขึ้นมาสำหรับเตรียมอาหารของนักบินอวกาศในรูปแบบพกพาได้ง่าย น้ำหนักเบา
การ freeze drying นี้ทำโดยลดอุณหภูมิของชิ้นอาหารลงในสภาวะสูญญากาศ กระบวนการนี้จะช่วย
รักษาคุณค่าทางอาหารได้มากถึง 98% โดยน้ำหนักลดลงไปถึง 80% ปัจจุบันนี้ การ freeze drying
ถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ หลากหลายเป็นเรื่องปกติครับ
มีสาระดี ๆ มาฝากทุกวันเลยเทคโนโลยีที่พัฒนาใช้ในกิจการอวกาศ และกลายมาเป็นนวัตกรรมในปัจจุบันนี้ยังมีอีกมาก ผมขอเสริมให้อีก 8 รายการนะครับ
1. Light-Emitting Diodes (LEDs) (ปี 2000 , 2005)
NASA ได้พัฒนา LED ในย่านแสงสีแดงให้ใช้ในการทดลองปลูกพืชในสถานีอวกาศ , กระสวยอวกาศ
และต่อมาทางบริษัท Quantum Devices ได้นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ชื่อว่า WARP-10
ซึ่งรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ข้อต่ออักเสบ และยังทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้เลือด
ไหลเวียนดีขึ้น WARP-10 ยังใช้กับกำลังพลในกองทัพเพื่อใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ
สำหรับทหารในแนวหน้า ปัจจุบันนี้กำลังพัฒนาไปเป็นรุ่น WARP-75 สำหรับรักษาอาการทางกระดูก
และโรค Parkinson อีกด้วย
กลไกการรักษาด้วยแสง LED นี้ เรียกว่า Light therapy ทำงานโดยแสงจาก LED สีแดง
ในย่านใกล้ Infrared จะส่งผ่านลงไปถึงระดับ Cells และถูก absorb โดย mitochondria
ทำให้เกิดการกระตุ้นให้มีการ metabolism ที่มากขึ้น Cells ต่าง ๆ จะรักษาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
อาการปวดจะลดลงอย่างรวดเร็วครับ

2. Infrared Ear Thermometers (ปี 1991)
เครื่องวัดอุณหภูมิแบบ Infrared ได้มีการพัฒนาร่วมกันระหว่าง NASA กับบริษัท Diatek Corp.
อุปกรณ์แบบนี้ใช้หลักการของการแผ่รังสีของวัตถุดำ (Black body radiation) โดยได้พัฒนา
sensor ที่เรียกว่า Thermopile รับการแผ่รังสีจากวัตถุที่ต้องการวัดอุณหภูมิ ซึ่งจะแผ่ออกมา
ในย่าน Infrared และแปลค่าออกมาเป็นอุณหภูมิแสดงค่าเป็นตัวเลขครับ หลักการนี้จะเหมือนกับ
การแผ่รังสีจากวัตถุอวกาศที่มีอุณหภิต่าง ๆ กัน ตั้งแต่วัตถุที่เย็นจัดจนแผ่รังสีในย่านคลื่นวิทยุ
จนถึงวัตถุที่มีพลังงานสูงที่แพร่คลื่นในย่าน Gamma

3. ยาง Radial รถยนต์ (ปี 1976)
NASA และ บริษัทยางรถยนต์ Goodyear ได้ร่วมพัฒนาวัสดุพิเศษที่มีความแข็งแกร่งกว่าใยเหล็กกล้าถึง 5 เท่า
เพื่อใช้กับระบบร่มลงจอดของยานสำรวจ Vikings วัสดุนี้มีโครงสร้างโมเลกุลที่แข็งแกร่งมากเทียบกับน้ำหนัก
ต่อมาทาง Goodyear ได้นำวัสดุนี้ไปใช้กับยางรถยนต์ ทำให้มีอายุการใช้งานมากกว่ายางทั่วไปถึง 20,000 กิโลเมตร

4. Chemical and smoke detector (ปี 2007)
ทาง NASA ได้พัฒนา sensor ตรวจจับสารแขวนลอยที่ไวต่อค่า pH โดยนำไปใช้ในอากาศยาน
และ กระสวยอวกาศ เพื่อตรวจจับควัน หรือ ไอทางเคมีที่ผิดปกติ ต่อมาทางบริษัท Intelligent Optical Systems (IOS)
ได้นำไปต่อยอดวิจัยผลิตออกมาเป็น sensor สำหรับตรวจจับการใช้อาวุธเคมี และได้กลายมาเป็น sensor
ตรวจจับไฟไหม้ ตรวจจับแก้สบิวเทน โพรเพน (แก้สหุงต้ม) ที่ใช้ในบ้านเรือนปัจจุบันครับ

5. Solar cell (ปี 1997)
NASA ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งเอกชน และ ภาครัฐรวม 28 ราย เรียกว่า
Environmental Research Aircraft and Sensor Technology (ERAST)
ได้วิจัยและพัฒนา Solar cell สำหรับอากาศยานไร้คนขับซึ่งบินที่บินด้วย Altitude สูงมาก
ต่อมาพันธมิตรทั้ง 28 รายนั้นก็ได้พัฒนาเป็น Solar cell เพื่อใช้ตามบ้านเรือนทุกวันนี้

6. Water Purification (ปี 1995 , 2006)
ทีมวิศวกรของ NASA ได้ร่วมมือกับหลายบริษัทวิจัยเรื่องการ recycle น้ำ โดยสร้างอุปกรณ์
ชนิดหนึ่งที่สามารถ recycle น้ำเสียทุกประเภทจากการใช้งานบน ISS เช่น ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำล้างหน้า
ล้างเครื่องมือ นำไปเข้าอุปกรณ์ recycle กลับมาเป็นน้ำดื่มได้ และต่อมาทางบริษัทพันธมิตรก็ได้นำเทคโนโลยีนี้
ไปผลิตต่อยอดอุปกรณ์ในระบบ Water Purification ให้กับหลายพื้นที่ของโลกที่ยังขาดแคลนน้ำครับ

7. Enriched Baby Food (ปี 1996 , 2008)
NASA ได้เคยให้ทุนสนับสนุนการวิจัยสูตรอาหารสำหรับการเดินทางในอวกาศเป็นเวลานาน
โดยใช้สารสกัดจากสาหร่ายบางสายพันธ์ ต่อมา อาหารสูตรนี้ก็ได้มีการวิจัยต่อยอดมาอีก
จนมีการค้นพบสารสกัด DHA (Docosahexaenoic acid) และ ARA (Arachidonic acid)
ซึ่งเมื่อนำมาเติมลงในนมผง ทำให้นมนั้นมีคุณสมบัติคล้ายนมแม่มากที่สุด และยังได้
มีการเติม DHA - ARA ลงในอาหารเด็กในหลายสูตรมาก ๆ จนถึงปัจจุบันครับ

8. Freeze Drying Technology (ปี 1976 , 1994)
จากการวางแผนเดินทางในอวกาศเป็นระยะเวลานาน ทาง NASA ได้ร่วมมือกับ Nestle คิดค้นวิธีการ
Freeze drying นี้ขึ้นมาสำหรับเตรียมอาหารของนักบินอวกาศในรูปแบบพกพาได้ง่าย น้ำหนักเบา
การ freeze drying นี้ทำโดยลดอุณหภูมิของชิ้นอาหารลงในสภาวะสูญญากาศ กระบวนการนี้จะช่วย
รักษาคุณค่าทางอาหารได้มากถึง 98% โดยน้ำหนักลดลงไปถึง 80% ปัจจุบันนี้ การ freeze drying
ถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ หลากหลายเป็นเรื่องปกติครับ
แสดงความคิดเห็น
8 นวัตกรรมจากการไปเหยียบดวงจันทร์ เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเรา
GETTY IMAGES ก้าวเล็ก ๆ บนดวงจันทร์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราได้อย่างคาดไม่ถึง
"นั่นคือก้าวเล็ก ๆ ของคนคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ" ถ้อยคำที่นีล อาร์มสตรองกล่าวไว้ ขณะเหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 ซึ่งเป็นคำกล่าวที่โด่งดังติดหูไปทั่วโลกนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันน่าอัศจรรย์ที่มนุษย์สามารถทำได้ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน
แต่หลายคนคงคาดไม่ถึงว่า เทคโนโลยีอวกาศระดับสูงเช่นนี้จะส่งผลกระทบถึงชีวิตประจำวันของคนธรรมดาสามัญอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ด้วย โดยงบประมาณมหาศาลในโครงการอะพอลโล ซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามอัตราค่าเงินในปัจจุบันนั้น ได้ทำให้เกิดนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันที่หลายคนไม่เคยล่วงรู้มาก่อน
1. การทำความสะอาดกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ติดขัดยุ่งเหยิง
B&D "ดัสต์บัสเตอร์" เครื่องดูดฝุ่นไร้สายเครื่องแรกของโลก ออกวางตลาด 10 ปีให้หลังเหตุการณ์มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 1979 โดยพัฒนามาจากอุปกรณ์ที่มนุษย์อวกาศในโครงการอะพอลโลใช้
อุปกรณ์ไฟฟ้าไร้สายนั้นมีมาก่อนโครงการอวกาศอะพอลโลจะเริ่มขึ้น แต่การเดินทางไปเยือนดวงจันทร์นั้นช่วยพัฒนาให้เครื่องมือเหล่านี้มีหน้าตาอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
แบล็ก แอนด์ เดกเคอร์ (B&D) บริษัทผู้ผลิตเครื่องมือสัญชาติอเมริกัน วางตลาดสินค้าใหม่เป็นเครื่องเจาะ ไร้สายตั้งแต่ปี 1961 แต่บริษัทเดียวกันนี้ได้พัฒนาเครื่องเจาะชนิดพิเศษสำหรับเก็บตัวอย่างชั้นดินหินใต้พื้นผิวของดวงจันทร์ให้กับองค์การนาซาด้วย
ความรู้ที่ได้จากการพัฒนาเครื่องยนต์และแบตเตอรีของอุปกรณ์ตัวนี้ ทำให้ B&D สามารถบุกเบิกตลาดสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดใหม่ ๆ ได้อีกหลายชิ้น รวมถึงเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นแรกของโลก "ดัสต์บัสเตอร์" (Dustbuster) ซึ่งจำหน่ายได้ถึง 150 ล้านเครื่อง ภายในระยะเวลา 30 ปี หลังออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 1979
2. นาฬิกาที่จับเวลาได้แม่นยำขึ้น
GETTY IMAGES บัซซ์ อัลดริน มนุษย์คนที่สองที่ได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ สวมนาฬิกาข้อมือระหว่างปฏิบัติภารกิจในโครงการอะพอลโล 11
ความเที่ยงตรงของการบอกเวลานั้น นับว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของภารกิจเหยียบดวงจันทร์ ความแตกต่างเพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถส่งผลต่อความเป็นความตายของนักบินอวกาศได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์การนาซาต้องการนาฬิกาที่เที่ยงตรงแม่นยำที่สุดเพื่อควบคุมภารกิจให้ลุล่วง
ผลที่ได้จากการแก้ปัญหาเรื่องจับเวลานี้ก็คือ นาฬิกาควอตซ์หรือนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งถูกนำมาผลิตเป็นสินค้าที่ใช้กันแพร่หลายในเวลาต่อมา โดยเวลาที่นาฬิการุ่นนี้บอกจะคลาดเคลื่อนไปเพียง 1 นาทีต่อปีเท่านั้น
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า แทบไม่มีใครได้ล่วงรู้ถึงนวัตกรรมนี้ระหว่างที่มีการดำเนินภารกิจอะพอลโล 11 เนื่องจากนีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน มนุษย์อวกาศคนที่สองที่ได้ลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ ต่างก็สวมใส่นาฬิกาข้อมือที่ใช้กลไกแบบเก่าระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในอวกาศ
3. น้ำสะอาดด้วยไอออนเงิน
GETTY IMAGES ต้องขอบคุณนาซาที่ทำให้ดวงตาของเราระคายเคืองน้อยลงเมื่ออยู่ในน้ำ
เทคโนโลยีที่ทำให้น้ำดื่มน้ำใช้บนยานอะพอลโลสะอาดบริสุทธิ์นั้น ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์หลากหลายชนิด เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และสาหร่ายที่ปนเปื้อนมากับแหล่งน้ำ
โครงการอะพอลโลเป็นผู้ริเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ใช้คลอรีนเป็นตัวฆ่าเชื้อ แต่หันไปใช้ซิลเวอร์ไอออนหรืออนุภาคมีประจุไฟฟ้าของธาตุเงินในการทำให้น้ำสะอาดแทน ทุกวันนี้เราจะพบว่าระบบดังกล่าวมีใช้กันทั่วไปตามสระว่ายน้ำและน้ำพุสำหรับใช้ดื่มทุกแห่งทั่วโลก
4. รองเท้ากีฬาสุดแกร่งจากชุดนักบินอวกาศ
GETTY IMAGESคำบรรยายภาพเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตชุดนักบินอวกาศ ให้กำเนิดรองเท้ากีฬารุ่นใหม่ที่ทนทานมากยิ่งขึ้น
นักบินอวกาศในทุกวันนี้ยังคงสวมชุดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อภารกิจอะพอลโลในปี 1965 ซึ่งมุ่งออกแบบให้ปกป้องร่างกายของนักบินอวกาศขณะปฏิบัติหน้าที่บนดวงจันทร์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของชุดนักบินอวกาศนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มีการผลิตรองเท้ากีฬาที่ยืดหยุ่นได้มากขึ้น เกาะพื้นผิวและดูดซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ออกมาวางตลาดในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาด้วย
5. ผ้าทนไฟและเสื้อคลายร้อน
GETTY IMAGES ผ้าทนไฟที่นาซาพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานในอวกาศ ขณะนี้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก
เหตุไฟไหม้ที่ทำลายยานอะพอลโล 1 ในระหว่างปฏิบัติการฝึกซ้อมเมื่อปี 1967 ทำให้นักบินอวกาศที่อยู่ในยานเสียชีวิตไปถึง 3 ราย และทำให้โครงการอวกาศของสหรัฐฯต้องพบกับความปั่นป่วนไปพักใหญ่
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อุบัติเหตุดังกล่าวได้ทำให้นาซามีโอกาสพัฒนาผ้าทนไฟรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งาน รวมทั้งมีการคิดค้นเสื้อทำความเย็นขึ้นมาช่วยคลายความร้อนที่สะสมในตัวนักบินอวกาศขณะออกปฏิบัติงานนอกตัวยานอีกด้วย
ในภายหลังสิ่งประดิษฐ์ทั้งสองนี้ถูกนำมาใช้กับงานทั่วไปบนโลก เช่นเสื้อทำความเย็นสำหรับคนไข้โรคปลอกประสาทอักเสบในระบบประสาทส่วนกลาง (Multiple Sclerosis) ที่จะรู้สึกไวต่อความร้อนเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งประยุกต์เป็นชุดทำความเย็นสำหรับสวมให้ม้าแข่ง
6. เครื่องกระตุ้นหัวใจขนาดจิ๋วแบบฝังติดตัว
GETTY IMAGES ผู้ประดิษฐ์เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบฝังใต้ผิวหนัง ได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กของนาซา
อุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็กสำหรับผู้ป่วยซึ่งมีการเต้นของหัวใจผิดปกติแบบเสี่ยงอันตรายตลอดเวลานั้น มีผู้คิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกและนำออกใช้งานในช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากนาซาสามารถพัฒนาเทคโนโลยีวงจรไฟฟ้าขนาดจิ๋วให้ก้าวล้ำไปได้อีกขั้น
เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบนี้ต่างจากอุปกรณ์ที่หน่วยกู้ภัยและหน่วยปฐมพยาบาลต่าง ๆ ใช้กันอยู่มาก เพราะมีขนาดเล็กจนสามารถผ่าตัดฝังไว้ใต้ผิวหนังของคนไข้ เพื่อคอยเฝ้าระวังจังหวะการเต้นของหัวใจได้ตลอดเวลา หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เครื่องก็จะปล่อยสัญญาณไฟฟ้าเพื่อแก้ไขในทันที
7. อาหารแห้งมื้อย่อส่วนพกสะดวก
GETTY IMAGES อาหารแห้งด้วยวิธีแช่เยือกแข็งสำหรับนักบินอวกาศ ถูกนำมาผลิตเพื่อการค้าโดยเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดใจมากขึ้น
เพื่อที่จะไปให้ถึงดวงจันทร์ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางในอวกาศทั้งขาไปและขากลับรวม 13 วัน นาซาได้คิดหาหนทางที่จะประหยัดพื้นที่เก็บของและทำให้ยานอวกาศเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเป็นที่มาของการคิดค้นวิธีเก็บเสบียงอาหารโดยไม่ให้เน่าเสีย ทั้งมีขนาดเล็กพกสะดวกไม่เทอะทะหรือรับประทานได้ลำบาก
ทางออกสำหรับเรื่องนี้คืออาหารที่ทำแห้งด้วยวิธีแช่เยือกแข็ง (Freeze-drying) กระบวนการที่ว่านี้จะดึงน้ำออกจากอาหารสดที่เพิ่งปรุงสำเร็จในภาวะอุณหภูมิต่ำ หากต้องการรับประทานเมื่อใดก็เพียงเติมน้ำร้อนเข้าไปเท่านั้น
นอกจากอาหารแบบนี้จะดีต่อนักบินอวกาศแล้ว ยังเป็นที่นิยมในหมู่นักปีนเขาและคนที่ตั้งแคมป์ในป่ามาหลายชั่วรุ่นเพราะมีราคาถูก บางชนิดมีราคาเพียงห่อละ 4 ดอลลาร์ หรือ 123 บาทเท่านั้น
8. ผ้าห่มอวกาศช่วยชีวิตผู้ประสบภัย
GETTY IMAGES ผ้าห่มอวกาศมีความสำคัญในการใช้งานบนโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
แผ่นกันความร้อนที่สะท้อนแสงดูแวววาว ซึ่งนาซาใช้ห่อหุ้มยานส่วนที่ลงจอดบนดวงจันทร์ในภารกิจอะพอลโลนั้น เดิมมีจุดประสงค์เพื่อใช้ป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ แต่ในเวลาต่อมา "ผ้าห่มอวกาศ" นี้ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในงานกู้ภัยและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
ผ้าห่มที่ดูเหมือนแผ่นฟอยล์โลหะทำมาจากพลาสติก แผ่นฟิล์ม และอะลูมิเนียม ปัจจุบันใช้เป็นผ้าห่มกักเก็บความร้อนซึ่งป้องกันไม่ให้นักกีฬาหรือผู้ประสบภัยสูญเสียความร้อนภายในร่างกายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก จนทำให้เกิดภาวะตัวเย็นหรืออุณหภูมิกายต่ำผิดปกติ (Hypothermia) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทุกวันนี้เราอาจได้เห็นผ้าห่มอวกาศสีเงินหรือสีทองแวววาวตามงานแข่งขันวิ่งมาราธอน รวมทั้งในโรงพยาบาลต่าง ๆ และตามภาพข่าวการช่วยเหลือผู้ประสบภัยบ่อยครั้ง
BBC/ NEWS/ ไทย