
日日是好日
Every Day a Good Day
หัวใจ ใบชา ความรัก
หนังเริ่มต้นด้วย “โนริโกะ” ตัวเอกที่แสนจะธรรมดา หญิงสาวชาวญี่ปุ่นผมดำตรง หน้าตาเรียบ ๆ แต่งตัวตามสมัยนิยมไม่ฉูดฉาด ผิดกับลูกพี่ลูกน้องผู้สดใส “มิจิโกะ” ที่ทั้งดัดผม ทำสีผม แต่งหน้า และแต่งกายด้วยชุดทันสมัย ราวกับตัวหนังเองต้องการสื่อไปถึงคนธรรมดาสามัญที่ไม่โดดเด่นเป็นคนพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่คนชายขอบ หรือคนที่มีปัญหาสังคม เป็นคนเรียบ ๆ บ้าน ๆ ทั่วไป ทั้งสองได้มีโอกาสไปเรียนชงชามัตจะกับอาจารย์ “ทาเคดะ” ผู้แสนอ่อนโยน เริ่มต้นจากเพียงแค่หาอะไรทำฆ่าเวลาเท่านั้น แต่การตัดสินใจในครั้งนั้นกลับส่งผลต่อโนริโกะไปทั้งชีวิต
[หลังจากนี้ไปจะมีเนื้อหา spoil]
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พิธีชงชานั้นซับซ้อน ชีวิตก็เข่นกัน
วัฒธรรมการดื่มชาได้เข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงราชวงศ์ซ่ง - ถัง ของจีนผ่านพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ และได้สืบสานต่อยอดมาจนสร้างเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเกิดเป็นพิธีชงชาหรือ “จะโด” (茶道) ที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูงของญี่ปุ่น ที่นอกจากจะเป็นการดื่มด่ำกับรสชามัตจะ ยังเป็นการแสดงออกถึงปรัชญา วิถีชีวิต และอารยะผ่านทุก ๆ องค์ประกอบของพิธีชงชา การเรียนขงชาจึงไม่เน้นเพียง “รสชาติ” ของชาเท่านั้น แต่คือการเรียนรู้เข้าใจปรัชญาผ่านพิธีชงชา
หนังเองไม่อารีอารอบให้แก่ผู้ชมที่ไม่มีความรู้เรื่องพิธีชงชามาก่อนเลย คาบแรกที่ได้เรียนชงชา ทาเคดะเซนเซย์เริ่มต้นสอนการใช้ผ้าฟุคุสะที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน เดี๋ยวพับเดี๋ยวกาง เก็บเข้าเอาออก จนมึนงง แต่นี่คือสารแรกที่หนังจะสื่อ ว่าการชงชานั้นมีความซับซ้อน และมีขั้นตอนต่าง ๆ ที่ถูกเรียบเรียงมาไว้อย่างดีแล้ว ดุจเดียวกับตัวหนังที่ได้รับความใส่ใจจัดเรียงองค์ประกอบ ๆ ต่าง ๆ ทั้งเรื่องราว ภาพ แสงเงา ตัวละคร เสียง และดนตรีประกอบ
การเผชิญหน้ากับผ้าฟุคุสะ ก็ดูจะเป็นการบอกล่วงหน้าถึงการที่โนริโกะจะต้องออกไปเจอกับชีวิตหลังเรียนจบ ที่สิ่งต่าง ๆ นั้นประดังประเดเข้ามา ถัดจากผ้าฟุคุสะ ก็เป็นแปรงตีชา ถ้วยชา ช้อนตักชา กระปุกชา มากมายเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ทำก็เพียงเดินตามคนรุ่นก่อนที่ปูทางไว้เท่านั้น ว่าเขาทำกับแบบนี้แบบนั้น บางครั้งอาจมีคำถามบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ที่ทุกครั้งจะได้รับคำตอบ เช่นเดียวกับที่ทาเคดะเซนเซย์เองก็ไม่อาจตอบคำถามทั้งหมดได้เช่นกัน เพราะความถนัดความเข้าใจในแต่ละเรื่องแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุผล มีที่มาที่ไปเสมอ
โลกนี้มีความรู้อยู่สองประเภท หนึ่งคือความรู้ที่สามารถเข้าใจได้ทันที สองคือความรู้ที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ
หนังเริ่มนำเสนอถึงประสบการชมภาพยนตร์เรื่อง “La Strada” ของโนริโกะในวัยเด็ก ที่ไม่อาจเข้าใจเข้าถึงเนื้อหาในหนังได้เลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเข้าใจมันมากขึ้น และชอบมันมากขึ้น หนังได้แสดงความเชื่อมโยงนี้สามครั้ง คือวัยเด็กของโนริโกะ ที่บ่นว่าอยากดูหนังดีสนี่ย์มากกว่า แสดงถึงความไม่เข้าใจ ไม่พร้อมที่จะเข้าถึง ครั้งที่สองคือวัยรุ่นใกล้จบมหาวิทยาลัย ที่คุยกับมิจิโกะริมทะเล ว่าได้กลับมาดูอีกครั้งแล้วชอบมาก เริ่มเข้าใจในตัวหนัง จนครั้งสุดท้ายในวัยผู้ใหญ่ ที่ยอมรับว่าไม่อาจห้ามน้ำตาได้ทุกครั้งที่ชมเรื่องนี้
การใช้เวลานี่เอง ดูจะเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังตั้งใจนำเสนอมาโดยตลอดผ่านการใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของโนริโกะที่เรียนชงชา ตลอด 24 ปีที่ผ่านมาทำให้เธอมองเห็นถึงความสำคัญของการอดทนรอคอย ให้สิ่งต่าง ๆ นั้นตกตะกอน ตกผลึก รอคอยให้ร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาถึงพร้อมในความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ ในแต่ละเรื่อง
อย่าใช้สมอง ให้ฝึกฝนจนร่างกายจดจำ เมื่อร่างกายจดจำได้ก็จะสร้างทางให้หัวใจเข้าถึง
พิธีชงชานั้นพัฒนามาจากพุทธศาสนานิกายเซน ที่เน้นความเรียบง่าย ในหนังเองนั้นก็เลือกให้วิถีชาของทาเคดะเซยเซย์อยู่ในกลุ่มสำนัก “โอโมเตะเซนเคะ” (表千家) สังเกตได้จากวิธีการตีชาที่ไม่เน้นฟอง เผยให้เห็นผิวน้ำชาเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ให้ยังมีที่ว่างได้พิจารณาถึงเนื้อแท้พื้นผิวของชา เช่นเดียวกับจิตใจ การพยายามจดจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยสมองท่องจำนั้นก็เป็นอุปสรรคในการเข้าความสมบูรณ์แบบ ทาเคดะเซนเซย์กล่าวว่า “การฝึกฝนน่ะ มันอยู่ที่จำนวนครั้งที่ทำ” นั่นหมายถึงการทำซ้ำไปซ้ำมาจนร่างกายจดจำได้ ทำผิดก็ทำใหม่จนกว่าจะถูก พอถึงเวลาช่วงหนึ่ง ร่างกายก็จะจำได้เอง เหมือนอย่างที่โนริโกะจดจำขั้นตอนทั้งหลายได้แม้จะหยุดเรียนตอนฤดูร้อนไปถึงหนึ่งเดือน
ยิ่งได้ชัดขึ้น เมื่อคราวพิธีชงชาใหญ่ที่รวมศิษย์ร่วมสำนักในห้องเดียวกัน ทันทีที่บานประตูเลื่อนออก และเชื้อเชิญแขกให้เข้าห้อง กล้องไม่ได้จับไปที่ด้านบนของแขกที่เดินเข้าห้อง แต่กลับถ่ายไปที่เท้าของแขกทุกคนที่เดินเข้าห้องมา ทุกคนไม่ก้าวเหยียบธรณีประตู และไม่เหยียบแนวขอบเสื่อทาทามิเลย นี่คือการที่ร่างกายจดจำได้เอง ว่าต้องทำอย่างไร และเป็นไปเองตามธรรมชาติ
โลกดำเนินไปเป็นวัฏจักรผ่านฤดูกาล ชีวิตก็เช่นกัน
หนังนำเสนอผ่านการนับฤดูแบบจีน ที่ไม่ใช่แค่เพียงสี่ฤดู (ฤดูร้อน, ฤดูใบไม้ร่วง, ฤดูหนาว, และฤดูใบไม้ผลิ) แต่ยังมีการแบ่งฤดูย่อยตามการนับปฏิทินจีนที่ญี่ปุ่นรับมาแต่โบราณคือแบ่งเป็น 24 คาบ (二十四節気) บ่งบอกถึงช่วงเวลาต่าง ๆ ของปีโดยอิงฤดูกาล และตัวหนังเองอาศัยช่วงเวลานี้สร้างพัฒนาการของตัวละครไปด้วย เช่น “ริชชุน” (立春) คือช่วงเวลาเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่โนริโกะฟื้นตัวเองจากความเจ็บปวดที่คนรักมีชู้ และพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ ชีวิตของโนริโกะเองก็ผ่านช่วงเวลาลำบากมากหลายครั้ง ทั้งการหางาน ปัญหาคนรัก ปมที่เกิดจากพ่อเสียไป ฯลฯ แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเหมือนฤดูหนาวอันทรมาน ที่เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็จะผ่านไป
ปัญหาของคนที่แสนจะธรรมดา
โนริโกะคือผู้หญิงบ้าน ๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น การได้เรียนชงชานั้นก็ไม่ใช่ว่าเธอจะมีพรสวรรค์อะไร เพียงแต่เธอรู้สึกสนุกกับมัน รู้สึกว่าพิธีชงชาให้ความสุขกับเธอได้ เมื่อครั้งที่เริ่มเรียนนั้นคือการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มันคือการเปิดโลกใหม่ ที่ยังคงสนุกอยู่กับการตักตวงประสบการณ์ เก็บเกี่ยวความรู้ที่ไม่เคยมีมาก่อน
จนถึงช่วงหนึ่งที่เริ่มมีความเข้าใจกับมันแล้ว โนริโกะกลายเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนชงชา รุ่นน้องทั้งหลายมีแค่คนใหม่ ๆ ทั้งแม่บ้านยูมิโกะ เด็กซุ่มซ่ามซานาเอะ และคุณตำรวจโทโดโกโระ ที่สะท้อนให้เห็นความป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เก้ ๆ กัง ๆ ของตนเองเมื่อครั้งยังเริ่มศึกษาอาจดูน่าขบขัน แต่ทันทีที่เด็กสาวฮิโตมิ ผู้มีพรสวรรค์สามารถเรียนรู้การชงชาได้อย่างรวดเร็วปรากฏตัวขึ้น จิตใจของโนริโกะก็เริ่มสั่นคลอน
สังเกตได้จากสายตาที่โนริโกะมองทาเคดะเซนเซย์ที่มองฮิโตมิอย่างชื่นชม นั่นทำให้เธอเริ่มสั่นคลอน ว่าถึงแม้เธอจะเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียน แต่เธอเองไม่ได้พอเศษ หรือโดดเด่น จุดนี้ยิ่งตอกย้ำผ่านการจำผิดเมื่อครั้งที่มีคนถามถึงการใช้ถาดรองกระบวยไม้ แต่ที่จริงควรเป็นเซรามิค หรือตำแหน่งการวางโถน้ำกลางห้อง แต่ที่จริงความเป็น 1 ใน 3 ค่อนไปทางฝั่งที่แขกนั่ง และจุดสุดท้ายที่เป็นจุดแตกหัก คือเมื่อทาเคดะเซนเซย์ตำหนิการจับกระปุกชา ว่ามีความ “กระด้าง” ควรปรับใช้สิ่งที่เรียนมา
แต่เธอก็ผ่านมันไปได้ จากการปลอบประโลมกลาย ๆ ด้วยขนมที่เป็นสัญลักษณ์แทนฤดูใบไม้ผลิ คำพูดของทาเคดะเซนเซย์ที่บอกว่า ถึงแม้จะเลิกเรียนไปแล้วก็ไม่เป็นไร แวะมาดื่มชากันบ้าง คำพูดนั้นทำให้โนริโกะนึกย้อนไปเมื่อครั้งวันก่อนสอบที่เธอวิ่งมาที่บ้านของทาเคดะเซนเซย์เพื่อขอดื่มชาสักถ้ายให้ “ใจสงบ” และได้พิจารณาภาพของดารุมะ (พระโพธิธรรม / ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เจ้าสำนักนิกายเซน) พร้อมกับคำพูดอาจารย์ว่า “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง” หมายถึงความพยายาม ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานเท่าไหร่ก็ตาม จึงทำให้เธอผ่านพ้นวิกฤติชีวิตในครั้งนั้นมาได้
[CR] [CR]หัวใจ ใบชา ความรัก, Every Day a Good Day [SPOILED]
Every Day a Good Day
หัวใจ ใบชา ความรัก
หนังเริ่มต้นด้วย “โนริโกะ” ตัวเอกที่แสนจะธรรมดา หญิงสาวชาวญี่ปุ่นผมดำตรง หน้าตาเรียบ ๆ แต่งตัวตามสมัยนิยมไม่ฉูดฉาด ผิดกับลูกพี่ลูกน้องผู้สดใส “มิจิโกะ” ที่ทั้งดัดผม ทำสีผม แต่งหน้า และแต่งกายด้วยชุดทันสมัย ราวกับตัวหนังเองต้องการสื่อไปถึงคนธรรมดาสามัญที่ไม่โดดเด่นเป็นคนพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่คนชายขอบ หรือคนที่มีปัญหาสังคม เป็นคนเรียบ ๆ บ้าน ๆ ทั่วไป ทั้งสองได้มีโอกาสไปเรียนชงชามัตจะกับอาจารย์ “ทาเคดะ” ผู้แสนอ่อนโยน เริ่มต้นจากเพียงแค่หาอะไรทำฆ่าเวลาเท่านั้น แต่การตัดสินใจในครั้งนั้นกลับส่งผลต่อโนริโกะไปทั้งชีวิต
[หลังจากนี้ไปจะมีเนื้อหา spoil]
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้