******* ก่อนจะอ่านเนื้อหา ขอขยายความตามหัวข้อข้างล่างก่อนเลยนะคะ *******
(ก่อนจะคอมเมนอะไร ขอให้อ่านอย่างมีสติ ไม่ใช่อ่านอย่างมีอคติ อย่าอยากพิมพ์ด่าเอามันมันไร้สาระไม่ก่อเกิดประโยชน์ ปัญญาชนหน่อยเนาะ!)
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1) ส่วนใหญ่ = ไม่ได้หมายถึงทุกคน แต่เทียบในอัตราส่วนจากคนที่รู้จัก เช่น รู้จักคนไทย 10 คน จะมีซัก 2-3 คนที่ทำงานแบบ self-employed หรือเป็น business owner
ถ้าเอาง่ายให้เห็นภาพลองนึกตามดู สมมติมีร้านอาหารไทยในเมือง 1 เมืองซักที่นึง เจ้าของร้านคงมี 1-2 คน (สามีภรรยาช่วยกันบริหาร) หรืออาจจะมีเพื่อนมาร่วมหุ้นเปิดร้านกัน แต่
จำนวนพนักงานที่ทำงานในร้านอาหารนั้นคง
มากกว่าเจ้าของร้านอาหาร คงตลกถ้าร้านนั้นมีเจ้าของ 10 คน พนักงาน 3 คน เปรียบเทียบอย่างงี้คงเข้าใจเนอะ
2) เนื้อหากระทู้ไม่มีส่วนไหนที่ดูถูกอาชีพอะไรทั้งสิ้น ตอนท้ายยังบอกด้วยซ้ำไปว่าหาอะไรทำได้ที่ต่างประเทศก็เก่งแล้ว แม้แต่คนทำความสะอาด เด็กเสริฟ์ ก็ต้องมีภาษา ไม่งั้นจะไปแข่งกับคนที่สมัครหรือทำงานกับคนในท้องถิ่นประเทศนั้นๆได้ยังไง เพียงแต่เราต้องยอมรับว่างานดีๆมีตำแหน่งมันเป็นงานอีกเกรดนึงก็เท่านั้นอันนี้สัจจะธรรมของโลก ความสุขความพอใจในงานที่ทำมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นคนๆไป ถ้าเอาจริงๆคือเห็นใจและเข้าใจอย่างท่องแท้เลยว่าหลายปัจจัยที่นี่ (อ่านเนื้อหาในกระทู้เอานะคะว่ามีอะไรบ้าง) มันบังคับทำให้ทางเลือกมีไม่มากนัก แล้วงานก็ไม่ได้มี choice ให้เลือกเยอะ
3) สถิติการว่างงานในสวิสอาจจะน้อยมากถ้าดูจากเนต แต่อย่าลืมว่า มันมีคนที่อยู่นอกระบบที่เค้าจะคิดเข้าไปนับเป็นเปอร์เซนต์ว่างงาน เช่น แม่บ้านอันนี้เค้าสมัครใจอยู่บ้าน หรือสามีบอกให้อยู่บ้าน คนกลุ่มนี้เค้าไม่ต้องดิ้นรนไปขึ้นทะเบียนคนว่างงาน ดังนั้นจะไม่ได้อยู่ในเปอร์เซนต์นี้ อีกอย่างกรณีเราเป็นวีซ่านักเรียนต่างชาติ การจะหางานได้ไม่ได้เค้าไม่รวมเด็กพวกนี้ไปคิดเปอร์เซนต์ว่างงานอยู่แล้ว ถึงแม้เด็กนักเรียนจะหางานก็ตาม ยกเว้นว่านักเรียนแต่งงานถือว่าเป็นพลเมืองเค้าแล้วไปลงทะเบียนว่างงานเค้าถึงจะนับเข้าไปได้
4) ไม่มีเนื้อหาส่วนใด กล่าวโทษเรื่องเพศ สัญชาติ หรืออะไร เพียงแต่มีเจตนาชี้ให้เห็นเท่านั้นว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคในเรื่องหางานหรือได้งาน เราเลือกเกิดกันไม่ได้ทุกคน แต่ที่ทำได้เมื่อเกิดมาแล้วคือสู้ให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด สุดท้ายเราไปถึงแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่เราต้องยอมรับ
**** บางคอมเมนเราไม่ได้กดไลค์ หรือคอมเมนตอบอะไร อาจเพราะเราอ่านข้ามไม่ได้อ่านทุกคอมเมนต้องขออภัย แต่บางคอมเมนเห็นเเล้วก็ผ่านไป เพราะขี้เกียจจะอธิบายเพิ่มเติม กระทู้นี้เจตนาคือแค่อยากเล่าในมุมที่เราเห็นมา แล้วแค่อยากบอกต่อให้คนที่กำลังอยากจะมาอยู่ต่างประเทศได้ข้อมูลในแง่มุมต่างๆเพิ่มขึ้นเท่านั้น ย้ำอีกทีว่าไม่มีเจตนาไม่ดีใดๆทั้งสิ้น ****
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะนำตัวก่อนคร่าวๆเลยนะคะ เราเป็นเด็ก กทม ค่ะ ฐานะทางครอบครัวดีปานกลาง
เรามีชีวิตที่เรียกว่าไม่ต้องสนใจเรื่องอะไรมากหรือแบกรับอะไรหนักๆเลยนอกจากจับดินสอปากกาตั้งใจเรียนหนังสือเท่านั้น จนโตมาถึงรู้ว่าชีวิตมันยากกว่าจับดินสอเรียนหนังสือให้เก่งๆหนักมาก
พออายุได้ 18-19 คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มส่งให้ไป summer school ที่ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นบอกเลยว่าตื่นเต้นมากแล้วรู้สึกว่าอยากอยู่อังกฤษไม่อยากกลับไทยเพราะรู้สึกว่าชีวิตอิสระ แล้วก็ชีวิตดูง่ายกว่าอยู่ที่ไทย อยู่ที่ไทยจะทำอะไรก็ต้องทำดีๆเพราะไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่มันมีหน้าตาของคุณพ่อคุณแม่ คุณป้าคุณน้า คุณตาคุณยายให้ต้องคิดเยอะ ชีวิตเมืองนอกเราเป็น
no one คือ happy สุดๆ 
หลังจากนั้นพอเรียนจบมหาลัยก็หางาน แต่ที่หางานเป้าหลังคือเพื่อทำงานเก็บเงิน ใจไม่ได้คิดจะอยู่นาน คิดว่าเก็บได้ตามเป้าจะออกมาใช้ชีวิตเมืองนอกดู
ก่อนหน้านี้เวลาพูดกับเพื่อนๆว่า “ชีวิตมันยากเนอะแก” คือพูดไปงั้น ไม่ได้หมายความจริงจังอะไร แต่พอมาอยู่สวิสนี่ พูดพร้อมความเข้าใจ+น้ำตาเลยค่าา
ขอวาร์ปมาถึงตอนมาอยู่เมืองนอกปีแรกๆเลยนะคะ (เล่าระหว่างทางจะยาวเกินไม่ได้เข้าเรื่อง)
ตอนนั้นทำวีซ่านักเรียนมาเพื่อเรียนโรงเรียนภาษา ภาษาฝรั่งเศสที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งใจว่าจะเรียนภาษาซักปี แล้วค่อยเข้าเรียนปอโทใบที่ 2 เพื่อที่จะได้เอาไว้หางานใหม่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เต็มไปด้วยความหวัง
ช่วงที่เรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นช่วงที่สนุกได้เจอคนหลากหลาย หลายช่วงอายุ แต่ทุกคนคือเป็นแม่บ้าน มีทั้งแม่บ้านไทยและแม่บ้านต่างชาติ บางคนเป็นคนทำความสะอาด จนได้มารู้จักพี่แม่บ้านคนไทยคนนึง และพี่คนไทยอีกคนที่เป็นคนทำความสะอาด และเพื่อนรุ่นใกล้ๆกันซึ่งเป็นเด็กเสริ์ฟที่ร้านอาหาร
ตอนนั้นก็แอบคิดว่า ทำไมพี่ๆเค้าไม่ไปสมัครงานที่มันดูดีกว่านี้หน่อยนะ

ส่วนคนที่เป็นแม่บ้านเราก็แอบคิดว่า
อาชีพแม่บ้านนี่มีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าวันนึงสามีเป็นอะไรไป หรือสามีนอกใจ แม่บ้านตายแน่นอน ไม่มีทางไป มีงงแปดล้านด้าน แต่ก็ไ
ม่แสดงความเห็นอะไรเพราะคิดว่าไม่ใช่ชีวิตเรา
พอเรียนภาษาจบ 1 ปีได้ภาษาฝรั่งเศสระดับที่พูดรอด อ่านออก เขียนได้ ก็ออกมาเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่หนึ่งในสวิสสาขา statistics ตอนที่เข้าเรียนมีความหวังสูงและคิดบวกมากๆๆว่าเรียนจบไปได้งานชัวร์ แล้วคงจะมีชีวิตที่ดีแน่นอนในสวิส แต่พอเข้าไปเรียนได้ ชีวิตก็ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆของชีวิต สังคม การทำงานและแวดล้อมต่างๆในสวิสมากมายมากขึ้นๆ รวมไปถึงการหาค้นข้อมูลด้วยตัวเอง ประกอบกับอีกหลายๆอย่าง ทำให้เข้าใจว่า จริงๆแล้วที่ผู้หญิงไทยหลายๆคนต้องมาทำอาชีพ นวด เสริ์ฟอาหาร ทำความสะอาด เพราะว่า
การแข่งขันงานใน switzerland คือสูงมาก การที่จะได้งานดีๆในออฟฟิศได้ต้องมีภาษา (ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวนะคะ คือมันต้องมีภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และอีกภาษานึง) ถ้าไปดูตาม linkedin จะเห็นว่าเรื่องภาษาเป็น qualification ที่เขียนไว้ในทุกบริษัท อีกทั้งงานด้าน statistics/data science เองก็ใช่ว่าเขียน code แล้วจะรอด เค้าไม่ require ภาษานะคะ เพราะเค้ากำหนดไว้เช่นกัน นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องของประสบการณ์การทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3-5 ปี ซึ่งข้อนี้ถึงเราจะมีประสบการณ์ทำงานมาก็ไม่นับเพราะเราเปลี่ยนสายงาน และมาเรียนปอโทใบที่ 2 ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงจากสายงานแรก
อีกทั้งฟังเรื่องเล่าเองของเพื่อนๆสวิสที่กำลังหางาน และคนชาติอื่นในยุโรปที่เข้ามาหางานในสวิสก็ยิ่งรู้ว่ามันยากจริงๆ
**อย่าว่าแต่คนไทยเล้ยยย คนสวิสที่เรารู้จักเค้าทำงานด้านคณิตศาสตร์มา 9 ปี แล้วกำลังหางานด้านสถิติ ผลการเรียนปอโทสถิติเค้าถือว่าดีมาก ใช้เวลาหางานถึง 6-7 เดือนกว่าจะเจอ แต่เค้าได้งานดีมากๆ จ่ายเงินเดือนเห็นแล้วขนลุก ฮ่าๆๆ
ตอนนี้ถ้าใครคิดจะมาอยู่เมืองนอก คิดดูให้ดีเพราะนอกจากการแข่งขันที่สูงมากแล้ว ยังมีเรื่องภาษา เรื่องการกีดกันทางสัญชาติ เรื่องความไม่เท่าเทียมเงินเดือนและตำแหน่งความก้าวหน้าของชายหญิงในสวิส และอื่นๆอีกมากมาย
ประกอบกับมาคิดย้อนหลงว่าเออ... ทำไมตอนมอปลาย เพื่อนๆเราในห้องเดียวกันที่เค้าได้ทุนเล่าเรียนหลวง หรือแม้แต่ทุนให้เปล่าหลายๆที่ หรือพ่อแม่เค้าส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่ปอตรีเอง ถึงสุดท้าย ส่วนใหญ่ก็กลับมาหางานที่ไทยทำ ก็เพราะด้วยความที่งานตำแหน่งดีๆในบริษัทดีๆที่ต่างประเทศพวกเราแทรกตัวเข้าไปได้ยากมากด้วยข้อจำกัดต่างต่างนานา บางคนได้จ้างแต่ได้ลงบรรจุในอัตรา contract ซึ่งต่อสัญญาปีต่อปีเพื่อนเรารู้สึกไม่มั่นคง เค้าก็กลับมาหางานลงตำแหน่ง full time employee ที่บริษัทดีๆ มารับสวัสดิการเต็มๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็มีตัวอย่างเพื่อนบางคน (ส่วนน้อย)ที่สามารถหางานดีๆทำอยู่ได้ที่อเมริกา เช่น คนนึงเป็น programmer ทำงานอยู่ที่ dropbox อีกตัวอย่างก็มีอีกคนนึงที่ทำงานเป็นวิศวะอยู่ที่บริษัทรับปลูกบ้าน อีกตัวอย่างนึงคงจะเป็นเพื่อนที่ได้เป็น consultant ด้าน finance ของบริษัท Carlsberg แล้วก็มีเพื่อนที่เรียบจบ economics ที่สวิสเนี่ยแหละ เค้าพยายามหางานอยู่ 7-8 เดือนหาไม่ได้ สุดท้ายไปได้งานที่ google ที่ประเทศสิงคโปร์
ตอนนี้แอบคิดเสียใจว่าไม่น่าเลือกที่จะออกมาจากไทยเลย เพราะที่ไทยงานดี ตำแหน่งดี เราเป็นคนเลือกงานได้ ไม่ใช่แต่งานที่มาเลือกเรา
ผู้หญิงไทยบางคนที่นี่ก็ประวัติการศึกษาโอเค ถ้าอยู่ไทยก็คงได้ทำงานออฟฟิศกลางๆเงินเดือนพอมีเลี้ยงตัว แต่บางคนมาแต่งงานเลยเป็นแม่บ้าน แล้วแม่บ้านจริงๆเค้าไม่สุขนะ ฟังจากเรื่องที่เค้าาเล่ามาหลายๆคน เค้ามีความกังวล มีความกลัวความเสี่ยงในชีวิต แล้วไม่มีความ independent อะไรๆต้องขึ้นกับสามี เพราะสามีเป็นคนเอาเงินเข้าบ้าน เรื่องนี้อยากเตือนผู้หญิงไทยมากๆให้คิดดูดีๆ (เตือนตัวเองด้วย เราก็มีแฟนเป็นคนที่นี่อยู่ แต่คิดแล้วว่าถ้าหางานดีๆไม่ได้ เราจะเลิกแล้วกลับไทย รู้เลยว่าต้องเสียใจมาก แต่มันเป็นเรื่องของความอยู่รอดของตัวเราเองอะเนอะ จะให้คุณพ่อคุณแม่มาเลี้ยงตลอดชีวิตก็ไม่ใช่ที่)
หวังว่าผู้อ่าน หรือใครที่กำลังหาข้อมูลเรื่องการอยู่ต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไรในการตัดสินใจกลับไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
สรุป มีการศึกษาหรือไม่ ถ้ามาอยู่สวิสก็อาจจะพอกัน อาจจะหางานไม่ได้พอกัน แล้วก็การหางานอะไรก็ได้ทำได้ย้ำว่าอะไรก็ได้ในสวิสคือถือว่าเก่ง ต้องฝ่าฝันเบอร์ไหนถึงได้งานมาเพราะงานทุกประเภทมีการแข่งขันทั้งสิ้น
link พูดเรื่องการประท้วงเงินเดือนและความไม่เท่าเทียมชายหญิงในสวิส
https://pantip.com/topic/38974948
ทำไมผู้หญิงไทยที่มาอยู่ต่างประเทศส่วนใหญ่ทำงานแต่ในร้านอาหาร หรือเป็นคนทำความสะอาด
(ก่อนจะคอมเมนอะไร ขอให้อ่านอย่างมีสติ ไม่ใช่อ่านอย่างมีอคติ อย่าอยากพิมพ์ด่าเอามันมันไร้สาระไม่ก่อเกิดประโยชน์ ปัญญาชนหน่อยเนาะ!)
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1) ส่วนใหญ่ = ไม่ได้หมายถึงทุกคน แต่เทียบในอัตราส่วนจากคนที่รู้จัก เช่น รู้จักคนไทย 10 คน จะมีซัก 2-3 คนที่ทำงานแบบ self-employed หรือเป็น business owner
ถ้าเอาง่ายให้เห็นภาพลองนึกตามดู สมมติมีร้านอาหารไทยในเมือง 1 เมืองซักที่นึง เจ้าของร้านคงมี 1-2 คน (สามีภรรยาช่วยกันบริหาร) หรืออาจจะมีเพื่อนมาร่วมหุ้นเปิดร้านกัน แต่จำนวนพนักงานที่ทำงานในร้านอาหารนั้นคงมากกว่าเจ้าของร้านอาหาร คงตลกถ้าร้านนั้นมีเจ้าของ 10 คน พนักงาน 3 คน เปรียบเทียบอย่างงี้คงเข้าใจเนอะ
2) เนื้อหากระทู้ไม่มีส่วนไหนที่ดูถูกอาชีพอะไรทั้งสิ้น ตอนท้ายยังบอกด้วยซ้ำไปว่าหาอะไรทำได้ที่ต่างประเทศก็เก่งแล้ว แม้แต่คนทำความสะอาด เด็กเสริฟ์ ก็ต้องมีภาษา ไม่งั้นจะไปแข่งกับคนที่สมัครหรือทำงานกับคนในท้องถิ่นประเทศนั้นๆได้ยังไง เพียงแต่เราต้องยอมรับว่างานดีๆมีตำแหน่งมันเป็นงานอีกเกรดนึงก็เท่านั้นอันนี้สัจจะธรรมของโลก ความสุขความพอใจในงานที่ทำมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นคนๆไป ถ้าเอาจริงๆคือเห็นใจและเข้าใจอย่างท่องแท้เลยว่าหลายปัจจัยที่นี่ (อ่านเนื้อหาในกระทู้เอานะคะว่ามีอะไรบ้าง) มันบังคับทำให้ทางเลือกมีไม่มากนัก แล้วงานก็ไม่ได้มี choice ให้เลือกเยอะ
3) สถิติการว่างงานในสวิสอาจจะน้อยมากถ้าดูจากเนต แต่อย่าลืมว่า มันมีคนที่อยู่นอกระบบที่เค้าจะคิดเข้าไปนับเป็นเปอร์เซนต์ว่างงาน เช่น แม่บ้านอันนี้เค้าสมัครใจอยู่บ้าน หรือสามีบอกให้อยู่บ้าน คนกลุ่มนี้เค้าไม่ต้องดิ้นรนไปขึ้นทะเบียนคนว่างงาน ดังนั้นจะไม่ได้อยู่ในเปอร์เซนต์นี้ อีกอย่างกรณีเราเป็นวีซ่านักเรียนต่างชาติ การจะหางานได้ไม่ได้เค้าไม่รวมเด็กพวกนี้ไปคิดเปอร์เซนต์ว่างงานอยู่แล้ว ถึงแม้เด็กนักเรียนจะหางานก็ตาม ยกเว้นว่านักเรียนแต่งงานถือว่าเป็นพลเมืองเค้าแล้วไปลงทะเบียนว่างงานเค้าถึงจะนับเข้าไปได้
4) ไม่มีเนื้อหาส่วนใด กล่าวโทษเรื่องเพศ สัญชาติ หรืออะไร เพียงแต่มีเจตนาชี้ให้เห็นเท่านั้นว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคในเรื่องหางานหรือได้งาน เราเลือกเกิดกันไม่ได้ทุกคน แต่ที่ทำได้เมื่อเกิดมาแล้วคือสู้ให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด สุดท้ายเราไปถึงแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่เราต้องยอมรับ
**** บางคอมเมนเราไม่ได้กดไลค์ หรือคอมเมนตอบอะไร อาจเพราะเราอ่านข้ามไม่ได้อ่านทุกคอมเมนต้องขออภัย แต่บางคอมเมนเห็นเเล้วก็ผ่านไป เพราะขี้เกียจจะอธิบายเพิ่มเติม กระทู้นี้เจตนาคือแค่อยากเล่าในมุมที่เราเห็นมา แล้วแค่อยากบอกต่อให้คนที่กำลังอยากจะมาอยู่ต่างประเทศได้ข้อมูลในแง่มุมต่างๆเพิ่มขึ้นเท่านั้น ย้ำอีกทีว่าไม่มีเจตนาไม่ดีใดๆทั้งสิ้น ****
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะนำตัวก่อนคร่าวๆเลยนะคะ เราเป็นเด็ก กทม ค่ะ ฐานะทางครอบครัวดีปานกลาง
เรามีชีวิตที่เรียกว่าไม่ต้องสนใจเรื่องอะไรมากหรือแบกรับอะไรหนักๆเลยนอกจากจับดินสอปากกาตั้งใจเรียนหนังสือเท่านั้น จนโตมาถึงรู้ว่าชีวิตมันยากกว่าจับดินสอเรียนหนังสือให้เก่งๆหนักมาก
พออายุได้ 18-19 คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มส่งให้ไป summer school ที่ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นบอกเลยว่าตื่นเต้นมากแล้วรู้สึกว่าอยากอยู่อังกฤษไม่อยากกลับไทยเพราะรู้สึกว่าชีวิตอิสระ แล้วก็ชีวิตดูง่ายกว่าอยู่ที่ไทย อยู่ที่ไทยจะทำอะไรก็ต้องทำดีๆเพราะไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่มันมีหน้าตาของคุณพ่อคุณแม่ คุณป้าคุณน้า คุณตาคุณยายให้ต้องคิดเยอะ ชีวิตเมืองนอกเราเป็น no one คือ happy สุดๆ
หลังจากนั้นพอเรียนจบมหาลัยก็หางาน แต่ที่หางานเป้าหลังคือเพื่อทำงานเก็บเงิน ใจไม่ได้คิดจะอยู่นาน คิดว่าเก็บได้ตามเป้าจะออกมาใช้ชีวิตเมืองนอกดู
ก่อนหน้านี้เวลาพูดกับเพื่อนๆว่า “ชีวิตมันยากเนอะแก” คือพูดไปงั้น ไม่ได้หมายความจริงจังอะไร แต่พอมาอยู่สวิสนี่ พูดพร้อมความเข้าใจ+น้ำตาเลยค่าา
ขอวาร์ปมาถึงตอนมาอยู่เมืองนอกปีแรกๆเลยนะคะ (เล่าระหว่างทางจะยาวเกินไม่ได้เข้าเรื่อง)
ตอนนั้นทำวีซ่านักเรียนมาเพื่อเรียนโรงเรียนภาษา ภาษาฝรั่งเศสที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งใจว่าจะเรียนภาษาซักปี แล้วค่อยเข้าเรียนปอโทใบที่ 2 เพื่อที่จะได้เอาไว้หางานใหม่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เต็มไปด้วยความหวัง
ช่วงที่เรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นช่วงที่สนุกได้เจอคนหลากหลาย หลายช่วงอายุ แต่ทุกคนคือเป็นแม่บ้าน มีทั้งแม่บ้านไทยและแม่บ้านต่างชาติ บางคนเป็นคนทำความสะอาด จนได้มารู้จักพี่แม่บ้านคนไทยคนนึง และพี่คนไทยอีกคนที่เป็นคนทำความสะอาด และเพื่อนรุ่นใกล้ๆกันซึ่งเป็นเด็กเสริ์ฟที่ร้านอาหาร
ตอนนั้นก็แอบคิดว่า ทำไมพี่ๆเค้าไม่ไปสมัครงานที่มันดูดีกว่านี้หน่อยนะ
พอเรียนภาษาจบ 1 ปีได้ภาษาฝรั่งเศสระดับที่พูดรอด อ่านออก เขียนได้ ก็ออกมาเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่หนึ่งในสวิสสาขา statistics ตอนที่เข้าเรียนมีความหวังสูงและคิดบวกมากๆๆว่าเรียนจบไปได้งานชัวร์ แล้วคงจะมีชีวิตที่ดีแน่นอนในสวิส แต่พอเข้าไปเรียนได้ ชีวิตก็ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆของชีวิต สังคม การทำงานและแวดล้อมต่างๆในสวิสมากมายมากขึ้นๆ รวมไปถึงการหาค้นข้อมูลด้วยตัวเอง ประกอบกับอีกหลายๆอย่าง ทำให้เข้าใจว่า จริงๆแล้วที่ผู้หญิงไทยหลายๆคนต้องมาทำอาชีพ นวด เสริ์ฟอาหาร ทำความสะอาด เพราะว่าการแข่งขันงานใน switzerland คือสูงมาก การที่จะได้งานดีๆในออฟฟิศได้ต้องมีภาษา (ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวนะคะ คือมันต้องมีภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และอีกภาษานึง) ถ้าไปดูตาม linkedin จะเห็นว่าเรื่องภาษาเป็น qualification ที่เขียนไว้ในทุกบริษัท อีกทั้งงานด้าน statistics/data science เองก็ใช่ว่าเขียน code แล้วจะรอด เค้าไม่ require ภาษานะคะ เพราะเค้ากำหนดไว้เช่นกัน นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องของประสบการณ์การทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3-5 ปี ซึ่งข้อนี้ถึงเราจะมีประสบการณ์ทำงานมาก็ไม่นับเพราะเราเปลี่ยนสายงาน และมาเรียนปอโทใบที่ 2 ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงจากสายงานแรก
อีกทั้งฟังเรื่องเล่าเองของเพื่อนๆสวิสที่กำลังหางาน และคนชาติอื่นในยุโรปที่เข้ามาหางานในสวิสก็ยิ่งรู้ว่ามันยากจริงๆ
**อย่าว่าแต่คนไทยเล้ยยย คนสวิสที่เรารู้จักเค้าทำงานด้านคณิตศาสตร์มา 9 ปี แล้วกำลังหางานด้านสถิติ ผลการเรียนปอโทสถิติเค้าถือว่าดีมาก ใช้เวลาหางานถึง 6-7 เดือนกว่าจะเจอ แต่เค้าได้งานดีมากๆ จ่ายเงินเดือนเห็นแล้วขนลุก ฮ่าๆๆ
ตอนนี้ถ้าใครคิดจะมาอยู่เมืองนอก คิดดูให้ดีเพราะนอกจากการแข่งขันที่สูงมากแล้ว ยังมีเรื่องภาษา เรื่องการกีดกันทางสัญชาติ เรื่องความไม่เท่าเทียมเงินเดือนและตำแหน่งความก้าวหน้าของชายหญิงในสวิส และอื่นๆอีกมากมาย
ประกอบกับมาคิดย้อนหลงว่าเออ... ทำไมตอนมอปลาย เพื่อนๆเราในห้องเดียวกันที่เค้าได้ทุนเล่าเรียนหลวง หรือแม้แต่ทุนให้เปล่าหลายๆที่ หรือพ่อแม่เค้าส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่ปอตรีเอง ถึงสุดท้าย ส่วนใหญ่ก็กลับมาหางานที่ไทยทำ ก็เพราะด้วยความที่งานตำแหน่งดีๆในบริษัทดีๆที่ต่างประเทศพวกเราแทรกตัวเข้าไปได้ยากมากด้วยข้อจำกัดต่างต่างนานา บางคนได้จ้างแต่ได้ลงบรรจุในอัตรา contract ซึ่งต่อสัญญาปีต่อปีเพื่อนเรารู้สึกไม่มั่นคง เค้าก็กลับมาหางานลงตำแหน่ง full time employee ที่บริษัทดีๆ มารับสวัสดิการเต็มๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็มีตัวอย่างเพื่อนบางคน (ส่วนน้อย)ที่สามารถหางานดีๆทำอยู่ได้ที่อเมริกา เช่น คนนึงเป็น programmer ทำงานอยู่ที่ dropbox อีกตัวอย่างก็มีอีกคนนึงที่ทำงานเป็นวิศวะอยู่ที่บริษัทรับปลูกบ้าน อีกตัวอย่างนึงคงจะเป็นเพื่อนที่ได้เป็น consultant ด้าน finance ของบริษัท Carlsberg แล้วก็มีเพื่อนที่เรียบจบ economics ที่สวิสเนี่ยแหละ เค้าพยายามหางานอยู่ 7-8 เดือนหาไม่ได้ สุดท้ายไปได้งานที่ google ที่ประเทศสิงคโปร์
ตอนนี้แอบคิดเสียใจว่าไม่น่าเลือกที่จะออกมาจากไทยเลย เพราะที่ไทยงานดี ตำแหน่งดี เราเป็นคนเลือกงานได้ ไม่ใช่แต่งานที่มาเลือกเรา
ผู้หญิงไทยบางคนที่นี่ก็ประวัติการศึกษาโอเค ถ้าอยู่ไทยก็คงได้ทำงานออฟฟิศกลางๆเงินเดือนพอมีเลี้ยงตัว แต่บางคนมาแต่งงานเลยเป็นแม่บ้าน แล้วแม่บ้านจริงๆเค้าไม่สุขนะ ฟังจากเรื่องที่เค้าาเล่ามาหลายๆคน เค้ามีความกังวล มีความกลัวความเสี่ยงในชีวิต แล้วไม่มีความ independent อะไรๆต้องขึ้นกับสามี เพราะสามีเป็นคนเอาเงินเข้าบ้าน เรื่องนี้อยากเตือนผู้หญิงไทยมากๆให้คิดดูดีๆ (เตือนตัวเองด้วย เราก็มีแฟนเป็นคนที่นี่อยู่ แต่คิดแล้วว่าถ้าหางานดีๆไม่ได้ เราจะเลิกแล้วกลับไทย รู้เลยว่าต้องเสียใจมาก แต่มันเป็นเรื่องของความอยู่รอดของตัวเราเองอะเนอะ จะให้คุณพ่อคุณแม่มาเลี้ยงตลอดชีวิตก็ไม่ใช่ที่)
หวังว่าผู้อ่าน หรือใครที่กำลังหาข้อมูลเรื่องการอยู่ต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไรในการตัดสินใจกลับไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
สรุป มีการศึกษาหรือไม่ ถ้ามาอยู่สวิสก็อาจจะพอกัน อาจจะหางานไม่ได้พอกัน แล้วก็การหางานอะไรก็ได้ทำได้ย้ำว่าอะไรก็ได้ในสวิสคือถือว่าเก่ง ต้องฝ่าฝันเบอร์ไหนถึงได้งานมาเพราะงานทุกประเภทมีการแข่งขันทั้งสิ้น
link พูดเรื่องการประท้วงเงินเดือนและความไม่เท่าเทียมชายหญิงในสวิส https://pantip.com/topic/38974948