เรื่องมีอยุ่ว่าเราเป็นทอม แล้วครอบครัวของเรา เขาไม่อยากให้เป็นทอม เพราะคิดว่าเป็นทอมมันไม่มีอนาคต หางานยาก ไม่มีความแน่นอน คบกับผู้หญิงด้วยกันยังไงก็ไปไม่รอด (แล้วก็ยกคนที่เขารู้จักมาพูดให้ฟัง)
เรื่องนี้ แม่เราเคยพูดกับเราตั้งแต่ตอนอายุประมาน16-17ปี ตอนนั้นเมื่อแม่เราพูดเรื่องนี้เราก็ทะเลาะกับแม่ เราก็มักจะหนีไปนอนบ้านเพื่อนหรือไม่ก็บ้านป้า มีอยุ่ครั้งหนึ่งที่เราขนผ้าย้ายไปอยุ่บ้านป้านานพอควร แต่เราก็ไม่คุยกับแม่เลย มีแต่คุยกับพ่อบ้าง จนพ่อบอกว่าคุยกับแม่บ้าง จนถึงตอน ม.6 เทอม 2 เราก็เริ่มคิดละว่าเราจะเรียนต่อสายไหนดี เพื่อที่จบมาจะได้งานที่ไม่กระทบกับอาชีพที่เราทำ ทำให้พ่อแม่สบาย ซึ่งตอนนี้คิดอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็น จนเราสามาสอบเขาคณะครุศาสตร์ได้ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัด เมื่อถึงเวลาที่เราได้ย้ายไปเรียนมหาลัย เราก็รู้สึกสบายใจ ไม่ค่อยกลับบ้าน 3เดือนกลับบ้านเสาอาทิตครั้ง ปิดเทอมก็กลับมาอยุ่สัก 1-2อาทิต หรือคอยหาข้ออ้างกลับหอ เพราะเราไม่ชอบความรู้สึกตอนอยุ่บ้าน เราชอบอยุ่คนเดียวหรือกับเพื่อนๆมากกว่าอยุ่กับครอบครัว และเมื่อเราเรียนที่มหาลัยผ่านมา4ปี ปีที่5ต้องมาฝึกสอน เราก็เลือมาฝึกสอนที่ รร. ใกล้บ้านเพื่อที่จะได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดพาระของพ่อกับแม่
เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนี้ เมื่อเรากับมาอยุ่บ้านวันแรกเราก็น้อยใจเพราะว่าเรายังไม่มีห้องเป็นของตัวเอง ห้องที่เรานอนจะเป็นเหมือนห้องที่ไว้ใช้ดูทีวีในครอบครัว ใครๆก็มาอยุ่ตรงนั้น ทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยโอเคเพราะมันไม่เป็นส่วนตัว ทำให้เราคิดถึงเวลาอยุ่หอ อยากกลับไปอยุ่หอ อยากอยุ่คนเดียว อยากใช้ชีวิตคนเดียว
(ที่บ้านเป็นบ้านหลัก มี ตา ยาย พ่อ แม่ น้อง เรา, เรารู้สึกว่ามันวุ่นวาย) เมื่อผ่านไปสัก1อาทิต พ่อนก็ทำห้องนอนให้ ตอนนี้ก็มีห้องเป็นของตัวเองมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ก็ยังไม่อยากอยุ่บ้านอยุ่ดี เพราะแม่ชอบบ่น บ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำให้เราไม่อยากได้ยินถึงมันจะไม่ใช่เรื่องของเราก็ตาม มันบั่นทอนความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไม่แม่เราถึงเป็นแบบ ไม่เป็นเหมือนป้า เหมือนน้า บ้าง..
จนมาถึงเหตุการที่เป็นต้นเหตุ คือ วันนั้นเราไปช่วยคุณครูเขาจัดเตรียมกิจกรรมหนึ่งของ รร แล้วเมื่อจัดกิจกรรมเสร็จหมดแล้ว ตอนเย็นเขาก็เลี้ยงขอบคุณ จึงทำให้เรากลับบ้านดึก แล้วทั้งพ่อ และแม่ก็โทรตามให้เรากลับบ้าน เราก็เลยจำใจต้องขอปลีกตัวออกมา ตอนนั้นเราก็เมานิดหน่อย เมื่อเราถึงบ้านแล้วเดินเข้าห้องแต่ไม่ได้ปิดประตู แม่เราก็เลยเดินตามมาละก็พูดว่า "จะอยุ่ทำไมดึก อายหรอที่ต้องปลีกตัวออกมากก่อน แล้วไม่กลับบ้างเราเป็นผู้หญิงนะ ระวังสักวันพ่อจะอาละวาดนะ(อันนี้เขาใจนะว่าเป็นห่วง)" แล้วก็เริ่มพูดถึงเรื่องที่เราเป็นทอมว่า "พ่อเราบอกว่าที่กินเหล้าทุกวันก็เพราะว่าเคลียดเรื่องที่เราเป็นทอมแล้วน้องชายเราก็จะออกไปแนวอ้อนแอ้น ทำให้พ่อคิดว่าเคยทำบาปอะไรไว้ทำไมลูกถึงเกิดมาเป็นแบบนี้ (ประโยคนี้แหละที่ทำให้เราคิดอยากฆ่าตัวตายให้เรื่องมันจงๆไป เพราะเราเป็นลูกที่ไม่ดี ทำให้พ่อแม่หนักใจ) แล้วแม่ก็บอกต่อว่า ทั้งตา และยายก็บอกให้มาคุยกับเรา ไม่อยาให้เราเป็นทอม แม่บอกว่าเมื่อก่อที่แม่หยุดพูดเรื่องนี้เพราะคิดว่าถ้าเราโตอีกนิดคงคิดได้ จนถึงตอนนี้เราก็อายุ23ละ ก็เลยมาคุยด้วยดีๆไม่ได้บังคับจิตใจ แม่อนากจะขอให้เราปรับตัวให้เขาได้ไหม เพื่อนผู้หญิงที่คบอยุ่(น่าจะหมายถึงแฟนเรา)แม่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้คบ แต่ก็ให้คบกันเป็นเพื่อน (แต่รู้ไม่นี้แหล่ะคือการบังคับจิตใจทางอ้อมสะหรับเรา เหมือนบังคับในเราไปเป็นผู้หญิงทั้งๆที่รู้อยุ่ว่าตอนนี้เราก็มีแฟนอยุ่ คบกันอยุ่ แล้วจะให้เราเปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงได้ยังไง) แล้วก็เอาลูกคนอื่นที่เคยเป็นทอมแล้วกลับมาเป็นผู้หญิงมาพูดให้เราฟัง เอาคนนั้นคนนี้ที่เคยเป็นทอมแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แล้วอยุ่แถวบ้านมาเปรียบเทีย (ประโยคนี้ทำให้ความตั้งใจที่เราพยายามมา4-5ปีเริ่มหมดลง ไม่รู้ว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร อยากหายไปจากจุดๆนั้นเลย) แล้วแม่ก็พูดต่างๆนาน แล้วก็ถามว่าเราทำได้ไหมๆพร้อมกับเอามือมาจับที่ไหล่ของเรา (เราก็ไม่ตอบเพราะถ้าตอบไปแล้วมันจะไม่โอเคกับจิตใจของใครคนใดคนหนึ่ง เราก็เอาแต่ร้องไห้) สักพักแม่ก็บอกให้เราไปอาบน้ำแล้วนอน แล้วเราก็แยกย้ายกัน
จากเหตุการครั้งนี้ทำให้วันต่อๆไป เราเริ่มมีอาการเหม่อ ชอบดูอะไรแล้วค้างเหม่อ ไม่ค่อยอยากทำอะไร ไม่มีสมาธิทำงาน ไม่มีสมาธิสอนหนังสือนักเรียน เบื่อโลก เบื่อชีวิต เหนื่อย นอนมาแต่ก็ยังยังนอนอยุ่เหมือนนอนไม่อิ่ม(นอน4ทุ่มตื่น6โมง ปกตินอนอิ่มตื่นง่าย) บางครั้งบางวันก็มีความคิดอยากหายไปจากโลก เบื่อทุกๆอย่าง มีความคิดอยากหายไปจากโลก บางครั้งบางวันความคิดอยากฆ่าตัวตายก็โผล่ขึ้นมาในหัว หลังจากความคิดเรื่องเหตุการณ์ในวันนั้นมันโล่ขึ้นมาในหัว ตอนนี้ยังมีอาการพวกนี้วนเวียนอยุ่
แต่มีบางเวลาบางสถานะการก็ทำให้เรายิ้มได้นะ เช่นได้อยุ่กับหมาแมว ได้อยุ่กับคุณครูเพื่อนร่วมสายงาน อยุ่กับนักเรียน อยุ่กับคนอื่น แต่พอก้าวขาเข้ามาในรั่วบ้านทุกความคิดที่ทำให้รู้สึกไม่โอเคก็กลับมา วนเวียนอยุ่แบบนี้เหมือนเดิม
#เมื่อเราได้เขียนระบายแล้วรู้สึกดีโล่ง เพราะปกติเป็นคนชอบเก็บความรู้สึกแย่ๆไว้คนเดียวไม่เล่าให้ใครฟังเลย
ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเป็นโรคเคลียดหรือโรคซึมเศร้าไหม หรือว่าไม่เป็นอะไรเลย
เรื่องนี้ แม่เราเคยพูดกับเราตั้งแต่ตอนอายุประมาน16-17ปี ตอนนั้นเมื่อแม่เราพูดเรื่องนี้เราก็ทะเลาะกับแม่ เราก็มักจะหนีไปนอนบ้านเพื่อนหรือไม่ก็บ้านป้า มีอยุ่ครั้งหนึ่งที่เราขนผ้าย้ายไปอยุ่บ้านป้านานพอควร แต่เราก็ไม่คุยกับแม่เลย มีแต่คุยกับพ่อบ้าง จนพ่อบอกว่าคุยกับแม่บ้าง จนถึงตอน ม.6 เทอม 2 เราก็เริ่มคิดละว่าเราจะเรียนต่อสายไหนดี เพื่อที่จบมาจะได้งานที่ไม่กระทบกับอาชีพที่เราทำ ทำให้พ่อแม่สบาย ซึ่งตอนนี้คิดอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็น จนเราสามาสอบเขาคณะครุศาสตร์ได้ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัด เมื่อถึงเวลาที่เราได้ย้ายไปเรียนมหาลัย เราก็รู้สึกสบายใจ ไม่ค่อยกลับบ้าน 3เดือนกลับบ้านเสาอาทิตครั้ง ปิดเทอมก็กลับมาอยุ่สัก 1-2อาทิต หรือคอยหาข้ออ้างกลับหอ เพราะเราไม่ชอบความรู้สึกตอนอยุ่บ้าน เราชอบอยุ่คนเดียวหรือกับเพื่อนๆมากกว่าอยุ่กับครอบครัว และเมื่อเราเรียนที่มหาลัยผ่านมา4ปี ปีที่5ต้องมาฝึกสอน เราก็เลือมาฝึกสอนที่ รร. ใกล้บ้านเพื่อที่จะได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดพาระของพ่อกับแม่
เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนี้ เมื่อเรากับมาอยุ่บ้านวันแรกเราก็น้อยใจเพราะว่าเรายังไม่มีห้องเป็นของตัวเอง ห้องที่เรานอนจะเป็นเหมือนห้องที่ไว้ใช้ดูทีวีในครอบครัว ใครๆก็มาอยุ่ตรงนั้น ทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยโอเคเพราะมันไม่เป็นส่วนตัว ทำให้เราคิดถึงเวลาอยุ่หอ อยากกลับไปอยุ่หอ อยากอยุ่คนเดียว อยากใช้ชีวิตคนเดียว
(ที่บ้านเป็นบ้านหลัก มี ตา ยาย พ่อ แม่ น้อง เรา, เรารู้สึกว่ามันวุ่นวาย) เมื่อผ่านไปสัก1อาทิต พ่อนก็ทำห้องนอนให้ ตอนนี้ก็มีห้องเป็นของตัวเองมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ก็ยังไม่อยากอยุ่บ้านอยุ่ดี เพราะแม่ชอบบ่น บ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำให้เราไม่อยากได้ยินถึงมันจะไม่ใช่เรื่องของเราก็ตาม มันบั่นทอนความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไม่แม่เราถึงเป็นแบบ ไม่เป็นเหมือนป้า เหมือนน้า บ้าง..
จนมาถึงเหตุการที่เป็นต้นเหตุ คือ วันนั้นเราไปช่วยคุณครูเขาจัดเตรียมกิจกรรมหนึ่งของ รร แล้วเมื่อจัดกิจกรรมเสร็จหมดแล้ว ตอนเย็นเขาก็เลี้ยงขอบคุณ จึงทำให้เรากลับบ้านดึก แล้วทั้งพ่อ และแม่ก็โทรตามให้เรากลับบ้าน เราก็เลยจำใจต้องขอปลีกตัวออกมา ตอนนั้นเราก็เมานิดหน่อย เมื่อเราถึงบ้านแล้วเดินเข้าห้องแต่ไม่ได้ปิดประตู แม่เราก็เลยเดินตามมาละก็พูดว่า "จะอยุ่ทำไมดึก อายหรอที่ต้องปลีกตัวออกมากก่อน แล้วไม่กลับบ้างเราเป็นผู้หญิงนะ ระวังสักวันพ่อจะอาละวาดนะ(อันนี้เขาใจนะว่าเป็นห่วง)" แล้วก็เริ่มพูดถึงเรื่องที่เราเป็นทอมว่า "พ่อเราบอกว่าที่กินเหล้าทุกวันก็เพราะว่าเคลียดเรื่องที่เราเป็นทอมแล้วน้องชายเราก็จะออกไปแนวอ้อนแอ้น ทำให้พ่อคิดว่าเคยทำบาปอะไรไว้ทำไมลูกถึงเกิดมาเป็นแบบนี้ (ประโยคนี้แหละที่ทำให้เราคิดอยากฆ่าตัวตายให้เรื่องมันจงๆไป เพราะเราเป็นลูกที่ไม่ดี ทำให้พ่อแม่หนักใจ) แล้วแม่ก็บอกต่อว่า ทั้งตา และยายก็บอกให้มาคุยกับเรา ไม่อยาให้เราเป็นทอม แม่บอกว่าเมื่อก่อที่แม่หยุดพูดเรื่องนี้เพราะคิดว่าถ้าเราโตอีกนิดคงคิดได้ จนถึงตอนนี้เราก็อายุ23ละ ก็เลยมาคุยด้วยดีๆไม่ได้บังคับจิตใจ แม่อนากจะขอให้เราปรับตัวให้เขาได้ไหม เพื่อนผู้หญิงที่คบอยุ่(น่าจะหมายถึงแฟนเรา)แม่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้คบ แต่ก็ให้คบกันเป็นเพื่อน (แต่รู้ไม่นี้แหล่ะคือการบังคับจิตใจทางอ้อมสะหรับเรา เหมือนบังคับในเราไปเป็นผู้หญิงทั้งๆที่รู้อยุ่ว่าตอนนี้เราก็มีแฟนอยุ่ คบกันอยุ่ แล้วจะให้เราเปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงได้ยังไง) แล้วก็เอาลูกคนอื่นที่เคยเป็นทอมแล้วกลับมาเป็นผู้หญิงมาพูดให้เราฟัง เอาคนนั้นคนนี้ที่เคยเป็นทอมแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แล้วอยุ่แถวบ้านมาเปรียบเทีย (ประโยคนี้ทำให้ความตั้งใจที่เราพยายามมา4-5ปีเริ่มหมดลง ไม่รู้ว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร อยากหายไปจากจุดๆนั้นเลย) แล้วแม่ก็พูดต่างๆนาน แล้วก็ถามว่าเราทำได้ไหมๆพร้อมกับเอามือมาจับที่ไหล่ของเรา (เราก็ไม่ตอบเพราะถ้าตอบไปแล้วมันจะไม่โอเคกับจิตใจของใครคนใดคนหนึ่ง เราก็เอาแต่ร้องไห้) สักพักแม่ก็บอกให้เราไปอาบน้ำแล้วนอน แล้วเราก็แยกย้ายกัน
จากเหตุการครั้งนี้ทำให้วันต่อๆไป เราเริ่มมีอาการเหม่อ ชอบดูอะไรแล้วค้างเหม่อ ไม่ค่อยอยากทำอะไร ไม่มีสมาธิทำงาน ไม่มีสมาธิสอนหนังสือนักเรียน เบื่อโลก เบื่อชีวิต เหนื่อย นอนมาแต่ก็ยังยังนอนอยุ่เหมือนนอนไม่อิ่ม(นอน4ทุ่มตื่น6โมง ปกตินอนอิ่มตื่นง่าย) บางครั้งบางวันก็มีความคิดอยากหายไปจากโลก เบื่อทุกๆอย่าง มีความคิดอยากหายไปจากโลก บางครั้งบางวันความคิดอยากฆ่าตัวตายก็โผล่ขึ้นมาในหัว หลังจากความคิดเรื่องเหตุการณ์ในวันนั้นมันโล่ขึ้นมาในหัว ตอนนี้ยังมีอาการพวกนี้วนเวียนอยุ่
แต่มีบางเวลาบางสถานะการก็ทำให้เรายิ้มได้นะ เช่นได้อยุ่กับหมาแมว ได้อยุ่กับคุณครูเพื่อนร่วมสายงาน อยุ่กับนักเรียน อยุ่กับคนอื่น แต่พอก้าวขาเข้ามาในรั่วบ้านทุกความคิดที่ทำให้รู้สึกไม่โอเคก็กลับมา วนเวียนอยุ่แบบนี้เหมือนเดิม
#เมื่อเราได้เขียนระบายแล้วรู้สึกดีโล่ง เพราะปกติเป็นคนชอบเก็บความรู้สึกแย่ๆไว้คนเดียวไม่เล่าให้ใครฟังเลย