เราดูหนังที่ "เข้าใจยาก" ไปทำไม? บางคนอาจสงสัย
เราดูหนังก็คือเพื่อความบันเทิงมิใช่หรือ? ทำไมเสียเงินไปดูหนังที่ทำให้กบาลโป่งพองเล่า? ดูอย่างทรมาน ดูแล้วต้องวิเคราะห์ น่าปวดหัว
ก็นั่นน่ะซี!
เอาละ เรามาดูศิลปะอีกแขนงหนึ่งก่อน - หนังสือ
เราอ่านนิยายก็เพื่อความบันเทิงใช่ไหม? เราชอบที่ผู้ร้ายตายโหง และพระเอกนางเอกได้กันตอนจบ เราไม่ชอบนิยายที่อ่านไม่รู้เรื่อง อุตส่าห์อ่านเป็นวันๆ ยังจะให้ตีความอีกหรือไร
ก็นั่นน่ะซี!
เอาละ มาดูศิลปะอีกแขนงหนึ่ง - ดนตรี
เราฟังเพลงและดนตรีเพื่อความผ่อนคลาย ฟังแล้วอารมณ์ดี ทำไมเราต้องไปฟังดนตรีคลาสสิก พวกเบโธเฟน ไชคอฟสกี้ รัคมานีนอฟ พวกนั้น ต้องปีนบันไดฟัง ปวดกะโหลก ฟังไม่รู้เรื่อง
ก็นั่นน่ะซี!
เหตุผลก็เพราะคนส่วนใหญ่ใช้หนัง หนังสือ และดนตรีเป็นเครื่องมือผ่อนคลาย เหมือนเก้าอี้นวด
คนส่วนใหญ่ใช้หนัง หนังสือ และดนตรีเป็นการสื่อสาร โดยลืมไปว่ามันสามารถใช้ในโหมดศิลปะได้เหมือนกัน
เราทำกระต่ายขูดมะพร้าวแบบมีแท่น มีปลายซี่เหล็กแค่นั้นก็ได้ ทำไมต้องออกแบบเป็นรูปร่างต่างๆ มากมาย
ทำถ้วยชามเป็นภาชนะใส่อาหารได้ก็พอ ทำไมต้องทำแบบและลวดลายต่างๆ
เหตุผลก็เพราะเราสามารถยกระดับหน้าที่ใช้สอยเป็นงานศิลปะได้
ระวัง! แยกให้ออกระหว่างศิลปะกับการสื่อสาร หนังจำนวนมากเป็นแค่การสื่อสาร มันแค่บอกเราว่าพระเอกมาจากไหน จะไปไหน จะปล้ำนางเอกกี่คน ก็จบ
แต่หนังอีกประเภทหนึ่งทำให้การที่พระเอกมาจากไหน จะไปไหน จะปล้ำนางเอกกี่คนเป็นศิลปะ สื่อทั้งสาร และดิ่งลึกถึงภายใน ทำให้เราเข้าใจชีวิตและโลกดีขึ้น ทำให้เรามีโลกทัศน์กว้างขึ้น
ศิลปะคือการสื่อสาร แต่ไม่ทุกการสื่อสารเป็นศิลปะ
ถ้วยชามทุกใบใส่อาหารได้ แต่ไม่ทุกใบเป็นศิลปะ
ถ้าเราใช้ความบันเทิงเป็นหลักในการกินอาหาร เราก็จะเลือกกินเฉพาะของอร่อย พวกฟาสต์ฟูด พิซซา ไอศกรีม ขนมหวาน เราคงไม่อยากกินมะระขมๆ หรือผักเขียวๆ
ผลก็คือโรคภัย
ศิลปะหนัง หนังสือ และดนตรีก็เหมือนกัน ถ้าเสพอย่างเดียว แม้มันไม่ทำให้เกิดโรค แต่สมองจะถูกปรับเป็นร่องหยักแบบเดียว
ดูหนังประเภท 'เข้าใจยาก' ก็เหมือนกินอาหารที่มีกากใยเยอะ ต้องใช้เวลาย่อยนานกว่า แต่ดีกับร่างกาย
สมัยก่อนผมอ่านแต่นิยายบันเทิง ไม่แตะเรื่องยากๆ ตอนจบถ้าพระเอกนางเอกไม่ได้กัน มีเคือง
ครั้นโตขึ้นอ่านงานวรรณกรรมที่ยากขึ้นอีกระดับ เช่น สิทธารถะ นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์ เฒ่าทะเล หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ฯลฯ เริ่มมองเห็นความงามอีกแบบหนึ่งที่ละมุนละไมกว่า
จุดหนึ่งที่ทำให้คนดูขยาดหนังดูยากก็เพราะหนังศิลปะอาจต้องการการตีความ
แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะตีความไม่ตรงความคิดของผู้สร้างสรรค์งาน ไม่เป็นไร มันไม่ใช่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตราบใดที่มันช่วยพัฒนาเราให้คิดกว้างขึ้น ก็ถือว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จแล้ว
อีกประการ คำว่า 'หนังยาก' ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง คนไม่เคยดูอาจเห็นว่ายาก คนดูบ่อยอาจเห็นว่าดูง่ายจะตายไป
นี่ไม่ใช่ภาคบังคับว่าทุกคนต้องดูหนังยาก อ่านหนังสือแบบย่อยยาก ผมมีเพื่อนที่ชอบอ่านแต่นิยายเริงรมย์ง่ายๆ ตลอดชีวิต ก็ไม่เป็นไร ถ้ามีความสุขก็ทำไป มันไม่ได้ชี้ว่าใครฉลาดกว่า แค่รสนิยมต่างกัน
เราจะเลือกเสพแต่หนังดูง่าย หรือเสพแต่หนังดูยาก ก็ล้วนไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ควรแยกให้ออกว่า อะไรคือการสื่อสารอย่างเดียว อะไรคือการสื่อสารที่เป็นศิลปะ
แล้วมีความสุขกับมัน
………………...
วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/winlyovarin/
เราดูหนังที่ "เข้าใจยาก" ไปทำไม?
เราดูหนังที่ "เข้าใจยาก" ไปทำไม? บางคนอาจสงสัย
เราดูหนังก็คือเพื่อความบันเทิงมิใช่หรือ? ทำไมเสียเงินไปดูหนังที่ทำให้กบาลโป่งพองเล่า? ดูอย่างทรมาน ดูแล้วต้องวิเคราะห์ น่าปวดหัว
ก็นั่นน่ะซี!
เอาละ เรามาดูศิลปะอีกแขนงหนึ่งก่อน - หนังสือ
เราอ่านนิยายก็เพื่อความบันเทิงใช่ไหม? เราชอบที่ผู้ร้ายตายโหง และพระเอกนางเอกได้กันตอนจบ เราไม่ชอบนิยายที่อ่านไม่รู้เรื่อง อุตส่าห์อ่านเป็นวันๆ ยังจะให้ตีความอีกหรือไร
ก็นั่นน่ะซี!
เอาละ มาดูศิลปะอีกแขนงหนึ่ง - ดนตรี
เราฟังเพลงและดนตรีเพื่อความผ่อนคลาย ฟังแล้วอารมณ์ดี ทำไมเราต้องไปฟังดนตรีคลาสสิก พวกเบโธเฟน ไชคอฟสกี้ รัคมานีนอฟ พวกนั้น ต้องปีนบันไดฟัง ปวดกะโหลก ฟังไม่รู้เรื่อง
ก็นั่นน่ะซี!
เหตุผลก็เพราะคนส่วนใหญ่ใช้หนัง หนังสือ และดนตรีเป็นเครื่องมือผ่อนคลาย เหมือนเก้าอี้นวด
คนส่วนใหญ่ใช้หนัง หนังสือ และดนตรีเป็นการสื่อสาร โดยลืมไปว่ามันสามารถใช้ในโหมดศิลปะได้เหมือนกัน
เราทำกระต่ายขูดมะพร้าวแบบมีแท่น มีปลายซี่เหล็กแค่นั้นก็ได้ ทำไมต้องออกแบบเป็นรูปร่างต่างๆ มากมาย
ทำถ้วยชามเป็นภาชนะใส่อาหารได้ก็พอ ทำไมต้องทำแบบและลวดลายต่างๆ
เหตุผลก็เพราะเราสามารถยกระดับหน้าที่ใช้สอยเป็นงานศิลปะได้
ระวัง! แยกให้ออกระหว่างศิลปะกับการสื่อสาร หนังจำนวนมากเป็นแค่การสื่อสาร มันแค่บอกเราว่าพระเอกมาจากไหน จะไปไหน จะปล้ำนางเอกกี่คน ก็จบ
แต่หนังอีกประเภทหนึ่งทำให้การที่พระเอกมาจากไหน จะไปไหน จะปล้ำนางเอกกี่คนเป็นศิลปะ สื่อทั้งสาร และดิ่งลึกถึงภายใน ทำให้เราเข้าใจชีวิตและโลกดีขึ้น ทำให้เรามีโลกทัศน์กว้างขึ้น
ศิลปะคือการสื่อสาร แต่ไม่ทุกการสื่อสารเป็นศิลปะ
ถ้วยชามทุกใบใส่อาหารได้ แต่ไม่ทุกใบเป็นศิลปะ
ถ้าเราใช้ความบันเทิงเป็นหลักในการกินอาหาร เราก็จะเลือกกินเฉพาะของอร่อย พวกฟาสต์ฟูด พิซซา ไอศกรีม ขนมหวาน เราคงไม่อยากกินมะระขมๆ หรือผักเขียวๆ
ผลก็คือโรคภัย
ศิลปะหนัง หนังสือ และดนตรีก็เหมือนกัน ถ้าเสพอย่างเดียว แม้มันไม่ทำให้เกิดโรค แต่สมองจะถูกปรับเป็นร่องหยักแบบเดียว
ดูหนังประเภท 'เข้าใจยาก' ก็เหมือนกินอาหารที่มีกากใยเยอะ ต้องใช้เวลาย่อยนานกว่า แต่ดีกับร่างกาย
สมัยก่อนผมอ่านแต่นิยายบันเทิง ไม่แตะเรื่องยากๆ ตอนจบถ้าพระเอกนางเอกไม่ได้กัน มีเคือง
ครั้นโตขึ้นอ่านงานวรรณกรรมที่ยากขึ้นอีกระดับ เช่น สิทธารถะ นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์ เฒ่าทะเล หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ฯลฯ เริ่มมองเห็นความงามอีกแบบหนึ่งที่ละมุนละไมกว่า
จุดหนึ่งที่ทำให้คนดูขยาดหนังดูยากก็เพราะหนังศิลปะอาจต้องการการตีความ
แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะตีความไม่ตรงความคิดของผู้สร้างสรรค์งาน ไม่เป็นไร มันไม่ใช่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตราบใดที่มันช่วยพัฒนาเราให้คิดกว้างขึ้น ก็ถือว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จแล้ว
อีกประการ คำว่า 'หนังยาก' ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง คนไม่เคยดูอาจเห็นว่ายาก คนดูบ่อยอาจเห็นว่าดูง่ายจะตายไป
นี่ไม่ใช่ภาคบังคับว่าทุกคนต้องดูหนังยาก อ่านหนังสือแบบย่อยยาก ผมมีเพื่อนที่ชอบอ่านแต่นิยายเริงรมย์ง่ายๆ ตลอดชีวิต ก็ไม่เป็นไร ถ้ามีความสุขก็ทำไป มันไม่ได้ชี้ว่าใครฉลาดกว่า แค่รสนิยมต่างกัน
เราจะเลือกเสพแต่หนังดูง่าย หรือเสพแต่หนังดูยาก ก็ล้วนไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ควรแยกให้ออกว่า อะไรคือการสื่อสารอย่างเดียว อะไรคือการสื่อสารที่เป็นศิลปะ
แล้วมีความสุขกับมัน
………………...
วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/winlyovarin/