สวัสดีค่ะ ตอนนี้เราอายุ20ปี เราไม่รู้ว่าทุกคนจะเข้าใจในความรู้สึกที่เรากำลังอธิบายหรือเปล่า แต่อยากให้ทุกคนให้คำแนะนำในทางที่สุภาพด้วยนะคะ TT
เรื่องมีอยู่ว่า เรามาเรียนต่างประเทศคนเดียว หลังจบม.6. ขอเกริ่นก่อนว่า ครอบครั้วเรา เป็นครอบครัวหัวโบราณ. ให้เราเรียนอย่างเดียว ไม่ให้เราไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ให้เรามีเพื่อนผู้ชาย และให้เรากลับบ้านก่อน 1-2ทุ่มทุกวัน. ไปรับไปส่งเราจนเรียนจบม.6.
เราอาศัยให้ห้องพักเล็กๆในต่างประเทศคนเดียวไม่มีรูมเมท แล้วเราเป็นคนที่ไว้ใจคนง่าย โดยเฉพาะเพื่อน.
ตอนปี1เทอมสอง เราโดนข่มขืนโดยเพื่อนเรา (ขอไม่เล่าเหตุการณ์นะคะ TT) หลังจากนั้นเครียดมาก กังวลมากว่าจะท้องมั้ย ว่าสังคมจะรังเกียจเรามั้ย. เราเริ่ม feel down ทุกวันๆ จนเพื่อนสังเกตเห็น เราเลยเล่าให้เพื่อนฟังทุกอย่าง. เพื่อนเลยแจ้งความให้เรา
ทุกอย่างเหมือนจะจบ แต่ความรู้สึกที่เราโดนกระทำมันไม่จบ. ตำรวจบอกว่า เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ถ้าเราไม่มีทนาย. เราเลย พยายามหาทนายอยู่เป็นเดือน(เราไม่กล้าบอกพ่อ และพยายามแก้ปัญหาอยู่คนเดียว)
ระหว่างที่เราหาทนายอยู่ เพื่อนเรามาขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เพราะเค้าไม่สามารถหาเงินได้ทันวันที่ลงทะเบียนเรียน. เราเลยให้เขายืมเงิน 45,000 บาท
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เขาบอกว่าเขาทำกุญแจห้องหาย เข้าห้องไม่ได้ เลยขอมาอยู่กับเราคืนนึง เราก็ให้ที่พักเขา1คืน โดยไม่คิดอะไร. วันรุ่งขึ้น ระหว่างเราไปเรียน เพื่อนคนนั้นออกจากห้องเราไป พร้อมกับเงินเรา 100,000 บาท แล้วหลังจากนั้นเราไม่สามารถติดต่อเพื่อนคนนั้นได้เลย กลับกลายเป็นว่า สรุป เพื่อนคนนั้นลาออกไปแล้ว ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้. เราเลยแจ้งความอีกครั้ง แต่ตำรวจบอกว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน. เป็นครั้งที่2ที่เราเฟลกับตำรวจมากๆ
กลับกลายเป็นว่า ความคิดที่จะหาทนายต้ิงล้มเลิกไป เพราะเราโดนขโมยเงิน รวมทั้งหมด 145,000 บาท ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกพ่อ แล้วพยายามหาวิธีแก้ด้วยตัวเอง. กลับกลายเป็นว่า เราไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะ.ื้อน้ำเปล่า ต้องคอยหยิบยืมจากเพื่อน และรอเวลาที่พ่อจะโอนเงินมาให้อีกครั้ง. แต่การที่พ่อโอนเงินมา มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาเท่าไหร่ เพราะเราหยิบยืมมาจากคนอื่น พอได้เงินจากพ่อ ก็ต้องคอยคืนเงินคนอื่นเขา กลายเป็นว่า ท้ายสุด เราก็ไม่มีเงินเหมือนเดิม. จนตอนนี้เรามีงานทำ พอประทังชีวิตได้ ไม่ได้ขาดสน แต่ต้องคอยยืมคนอื่นบ้าง แต่ไม่ใช่งฝเงินก้อนเหมือนแตก่อนแล้ว
ถัดมาจากเรื่องโดนขโมยเงิน ก็มีเรื่องที่กระทบจิตใจเข้ามาอีกเรื่อง คือปู่ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิด(พ่อแม่เราหย่ากัน พ่อทำงานตั้งประเทศ ปู่ย่าเลี้ยงเราต้องแต่เกิด) ปู่ที่เลี้ยงเรา เสียชีวิต ในวันที่เรากำลังจะกลับไทยไปหาเค้า. ทุกคนอาจจะคิดว่า เกิด แก่ เจ็บตาย เป็นเรื่องปกติ. แต่ ณ เวลา feeling ตอนนั้น เราเครียดจนกระทั่งคิดค่าตัวตาย. เป็นเวลาที่เจ็บปวดสำหรับเรามาก. ปู่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วปู่รอวันที่เราจะไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล ขฝเขาคืดถึงเรามาก . แต่เพราะเราติเสอบ ราจึงต้องทำภาระของเราให้เสร็จ แล้วกลับไปหาเค้า. หลังจากเราออกจากห้องสอบ เตรียมตัวไปสนามบืน, พ่อโทรมาบอกว่า ปู่เสียแล้ว. ฟีลลิ่งตอนนั้นคือ อีกไม่กี่ชั่วโมง เราก็จะเจอกันแล้ว แต่เค้ารอเราไม่ไหว เค้าเจ็บปวดมาก. ภาพที่เราเจอปู่ครั้งสุดท้ายเรายังจำได้ดี คือเราทะเลาะกับเค้าตอนกลับไทย แล้วเปลี่ยนตั๋วกลับต่างประเทศให้เร็วที่สุดเพราะไม่อยากอยุ่กับเค้า. มันเป็นการกระทำที่เราเสียใจมากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน
พอเรากลับไทยไปวันนั้น เรารีบตรงไปเพื่อปรึกษาจิตแพทย์ และแพทย์วินิจฉัยว่าเราเป็นโรงซึมเศร้า และสั่งยาให้เรากิน แต่ที่เราไปหาจิตแพทย์เราไม่ได้บอกพ่อ ซึ่งเราเอาเงินของเราจ่ายไป และเราไม่มีเงินมากพอจะรักษาอาการตัวเอง
ความเครียดสะสมมาตั้งแต่เราโดนข่มขืน-โดนขโมยเงิน-เสียความไว้ใจต่อเพื่อน-ปู่เสีย
มันมีอีกหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น มีคนแจ้งความจับเรา แต่กลายเป็นว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่มันกลายเป็นประวัติเราไปแล่ว และมันกระทบต่อการต่อวีซ่าของเรา
เราถูกรถชนแล้วหนี และไม่สามารถเบิกประกันจากมหาลัยได้ แล้วไม่มีเงินมากพอจะไปหาหมอ
โดนคนเมาบีบคอปางตาย etc.
ต่อค่ะ
พอกลับมาต่างประเทศ โรคซึมเศร้ารุนแรงขึ้น เราไม่ได้ออกจากบ้าน ข้าวไม่กิน ไม่ไปเรียน เป็นระยะเวลา 1ปีเต็มๆ ทำให้เราได้ F กลับมา
ตอนนี้เรากำลังขึ้นปี4แล้ว แล้วเราต้องเรียนซ่อม F เพิ่มอีก1ปี ซึ่งเราต้องบอกพ่อท้ายที่สุด. แต่เราไม่กล้าบอกเค้า ไม่กล้าบอกว่าเกิดอะไรขึ้น กลัวเค้ารับไม่ได้. พ่อเราเลี้ยงเราแบบไข่ในหิน พ่อจะต้องเสียใจมากแน่ๆ
เราอยากไปคำปรึกษาว่า เราควรบอกพ่อความจริงทุกอย่างมั้ย? หรือเราควรจะโกหกพ่อว่าเราติดเอฟเพราะเราไม่ตั้งใจเรียน.
หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่จะรับได้มั้ย ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกของคุณ
ติด F 1ปีเต็ม ไม่กล้าบอกพ่อ
เรื่องมีอยู่ว่า เรามาเรียนต่างประเทศคนเดียว หลังจบม.6. ขอเกริ่นก่อนว่า ครอบครั้วเรา เป็นครอบครัวหัวโบราณ. ให้เราเรียนอย่างเดียว ไม่ให้เราไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ให้เรามีเพื่อนผู้ชาย และให้เรากลับบ้านก่อน 1-2ทุ่มทุกวัน. ไปรับไปส่งเราจนเรียนจบม.6.
เราอาศัยให้ห้องพักเล็กๆในต่างประเทศคนเดียวไม่มีรูมเมท แล้วเราเป็นคนที่ไว้ใจคนง่าย โดยเฉพาะเพื่อน.
ตอนปี1เทอมสอง เราโดนข่มขืนโดยเพื่อนเรา (ขอไม่เล่าเหตุการณ์นะคะ TT) หลังจากนั้นเครียดมาก กังวลมากว่าจะท้องมั้ย ว่าสังคมจะรังเกียจเรามั้ย. เราเริ่ม feel down ทุกวันๆ จนเพื่อนสังเกตเห็น เราเลยเล่าให้เพื่อนฟังทุกอย่าง. เพื่อนเลยแจ้งความให้เรา
ทุกอย่างเหมือนจะจบ แต่ความรู้สึกที่เราโดนกระทำมันไม่จบ. ตำรวจบอกว่า เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ถ้าเราไม่มีทนาย. เราเลย พยายามหาทนายอยู่เป็นเดือน(เราไม่กล้าบอกพ่อ และพยายามแก้ปัญหาอยู่คนเดียว)
ระหว่างที่เราหาทนายอยู่ เพื่อนเรามาขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เพราะเค้าไม่สามารถหาเงินได้ทันวันที่ลงทะเบียนเรียน. เราเลยให้เขายืมเงิน 45,000 บาท
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เขาบอกว่าเขาทำกุญแจห้องหาย เข้าห้องไม่ได้ เลยขอมาอยู่กับเราคืนนึง เราก็ให้ที่พักเขา1คืน โดยไม่คิดอะไร. วันรุ่งขึ้น ระหว่างเราไปเรียน เพื่อนคนนั้นออกจากห้องเราไป พร้อมกับเงินเรา 100,000 บาท แล้วหลังจากนั้นเราไม่สามารถติดต่อเพื่อนคนนั้นได้เลย กลับกลายเป็นว่า สรุป เพื่อนคนนั้นลาออกไปแล้ว ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้. เราเลยแจ้งความอีกครั้ง แต่ตำรวจบอกว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน. เป็นครั้งที่2ที่เราเฟลกับตำรวจมากๆ
กลับกลายเป็นว่า ความคิดที่จะหาทนายต้ิงล้มเลิกไป เพราะเราโดนขโมยเงิน รวมทั้งหมด 145,000 บาท ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกพ่อ แล้วพยายามหาวิธีแก้ด้วยตัวเอง. กลับกลายเป็นว่า เราไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะ.ื้อน้ำเปล่า ต้องคอยหยิบยืมจากเพื่อน และรอเวลาที่พ่อจะโอนเงินมาให้อีกครั้ง. แต่การที่พ่อโอนเงินมา มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาเท่าไหร่ เพราะเราหยิบยืมมาจากคนอื่น พอได้เงินจากพ่อ ก็ต้องคอยคืนเงินคนอื่นเขา กลายเป็นว่า ท้ายสุด เราก็ไม่มีเงินเหมือนเดิม. จนตอนนี้เรามีงานทำ พอประทังชีวิตได้ ไม่ได้ขาดสน แต่ต้องคอยยืมคนอื่นบ้าง แต่ไม่ใช่งฝเงินก้อนเหมือนแตก่อนแล้ว
ถัดมาจากเรื่องโดนขโมยเงิน ก็มีเรื่องที่กระทบจิตใจเข้ามาอีกเรื่อง คือปู่ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิด(พ่อแม่เราหย่ากัน พ่อทำงานตั้งประเทศ ปู่ย่าเลี้ยงเราต้องแต่เกิด) ปู่ที่เลี้ยงเรา เสียชีวิต ในวันที่เรากำลังจะกลับไทยไปหาเค้า. ทุกคนอาจจะคิดว่า เกิด แก่ เจ็บตาย เป็นเรื่องปกติ. แต่ ณ เวลา feeling ตอนนั้น เราเครียดจนกระทั่งคิดค่าตัวตาย. เป็นเวลาที่เจ็บปวดสำหรับเรามาก. ปู่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วปู่รอวันที่เราจะไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล ขฝเขาคืดถึงเรามาก . แต่เพราะเราติเสอบ ราจึงต้องทำภาระของเราให้เสร็จ แล้วกลับไปหาเค้า. หลังจากเราออกจากห้องสอบ เตรียมตัวไปสนามบืน, พ่อโทรมาบอกว่า ปู่เสียแล้ว. ฟีลลิ่งตอนนั้นคือ อีกไม่กี่ชั่วโมง เราก็จะเจอกันแล้ว แต่เค้ารอเราไม่ไหว เค้าเจ็บปวดมาก. ภาพที่เราเจอปู่ครั้งสุดท้ายเรายังจำได้ดี คือเราทะเลาะกับเค้าตอนกลับไทย แล้วเปลี่ยนตั๋วกลับต่างประเทศให้เร็วที่สุดเพราะไม่อยากอยุ่กับเค้า. มันเป็นการกระทำที่เราเสียใจมากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน
พอเรากลับไทยไปวันนั้น เรารีบตรงไปเพื่อปรึกษาจิตแพทย์ และแพทย์วินิจฉัยว่าเราเป็นโรงซึมเศร้า และสั่งยาให้เรากิน แต่ที่เราไปหาจิตแพทย์เราไม่ได้บอกพ่อ ซึ่งเราเอาเงินของเราจ่ายไป และเราไม่มีเงินมากพอจะรักษาอาการตัวเอง
ความเครียดสะสมมาตั้งแต่เราโดนข่มขืน-โดนขโมยเงิน-เสียความไว้ใจต่อเพื่อน-ปู่เสีย
มันมีอีกหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น มีคนแจ้งความจับเรา แต่กลายเป็นว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่มันกลายเป็นประวัติเราไปแล่ว และมันกระทบต่อการต่อวีซ่าของเรา
เราถูกรถชนแล้วหนี และไม่สามารถเบิกประกันจากมหาลัยได้ แล้วไม่มีเงินมากพอจะไปหาหมอ
โดนคนเมาบีบคอปางตาย etc.
ต่อค่ะ
พอกลับมาต่างประเทศ โรคซึมเศร้ารุนแรงขึ้น เราไม่ได้ออกจากบ้าน ข้าวไม่กิน ไม่ไปเรียน เป็นระยะเวลา 1ปีเต็มๆ ทำให้เราได้ F กลับมา
ตอนนี้เรากำลังขึ้นปี4แล้ว แล้วเราต้องเรียนซ่อม F เพิ่มอีก1ปี ซึ่งเราต้องบอกพ่อท้ายที่สุด. แต่เราไม่กล้าบอกเค้า ไม่กล้าบอกว่าเกิดอะไรขึ้น กลัวเค้ารับไม่ได้. พ่อเราเลี้ยงเราแบบไข่ในหิน พ่อจะต้องเสียใจมากแน่ๆ
เราอยากไปคำปรึกษาว่า เราควรบอกพ่อความจริงทุกอย่างมั้ย? หรือเราควรจะโกหกพ่อว่าเราติดเอฟเพราะเราไม่ตั้งใจเรียน.
หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่จะรับได้มั้ย ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกของคุณ