สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆ
ผมอยากจะมาเล่าปัญหาชีวิต
ปมด้อยในชีวิตของผมเอง
ตั้งแต่วัยเด็ก....
#ผมตั้งใจมากๆที่อยากจะส่งต่อเรื่องนี้
ให้เข้าถึงกลุ่มคนหรือครอบครัว
ที่กำลังมีปัญหานี้อยู่
ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้มีประโยชน์กับสังคมเรา
รบกวนฝากแชร์และส่งต่อๆไปด้วยนะครับ
เรียบเรียงจากประสบการณ์จริงๆ
ของตัวผมเอง อยากฝากถึง คุณพ่อคุณแม่
คุณครู หรือบุคลที่มีความรู้
ความสามารถในการดูแล
ช่วยเหลือสังคม ช่วยเอาเรื่อง
ของผมไปปรับใช้ และมาช่วยกัน
หาแนวทางการแก้ไขปัญหานี้หน่อยนะครับ
*********************************
#บทความนี้อาจยาวสักหน่อย
แต่คุ้มค่าที่เสียเวลาอ่าน แน่นอนครับ.............
************************************
ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ต้องเจอเพื่อนแกล้งมาตลอด
แม่จะสอนอยู่เสมอว่า.......ให้ยอมคน
เวลาเขามีเรื่องกัน ก็ให้หนีห่างๆ
ประถม ,มัธยม , ปวช ,ปวส ,มหาลัย
**ทุกช่วงจังหวะของชีวิต
คือการโดนแกล้ง และ ล้อเลียน
ตั้งฉายา เป็นตัวตลกของกลุ่มเพื่อน
ตัวตลกของโรงเรียน
***********************************
*ช่วงเรียนประถม เท่าที่จำได้
ได้รับฉายาแรกคือ "ไอ้ปรือ" ...............
ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ
ไม่รู้ใครตั้งให้ แต่มารู้ตัวอีกที
เขาก็เรียกเราชื่อนี้ กันทั้งห้อง
*ครูประจำชั้นก็เรียก เรียกจน
เราลืมไปเลยว่า ชื่อเล่นเราจริงๆชื่ออะไร
ลองกลับมาสำรวจตัวเอง
ดูตัวเองในกระจก ใช่แล้ว !!!!!
เราก็เป็นแบบที่เขาว่ากันจริงๆ
*เรามีตาชั้นเดียว 1ข้าง
และ
*ตา 2 ชั้น อีก 1 ข้าง ในใบหน้าเดียว
+คิ้วสูงต่ำ ไม่เท่ากัน
+ริมฝีปากหนา ทั้งปากบน ปากล่าง
+ฟันหน้าซ้อนกัน หุบปากไม่สนิท
มองรวมๆแล้ว แปลกๆ
และก็โดนสังคม โยนไปไว้ในโซนกลุ่ม
((*คนหน้าตาขี้เหร่ หน้าตาแย่........))
แต่ด้วยความเป็นเด็กตอนนั้น
เราก็ไม่รู้สึกเจ็บใจเท่าไหร่
เวลาโดนคนอื่นล้อ โดนแกล้ง
ก็เฉยๆ.............
**************************************
เวลาผ่านไป ขึ้น ม.1
โรงเรียนใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่
และแน่นอน ////// ฉายาใหม่ //////
*ช่วงเวลา ม.1 - ม.3 เรามีความสุขมาก
กับฉายา "ไอ้เป็ด" เพราะตัวเองเวลาเดิน
เท้าจะบานๆเหมือนเป็ด ซึ่ง.....ก็จริง
3 ปีที่มีค่านี้ เรามีเพื่อน มีสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้
มีกีฬา มีดนตรี และก็แน่นอน *มีสาวให้แอบปิ๊ง !!!!!
************************************
ปวช. + ปวส. 5 ปีเต็มๆ แห่งความทรมาน
*เริ่มต้นชีวิตวัยรุ่น
กับโรงเรียนอาชีวะต่างจังหวัด
แหล่งที่ รวบรวมเด็กเรียนไม่เอาไหน
และส่วนเกินของโรงเรียนมัธยม
มากองรวมไว้ที่นี่.......
ที่นี่เราอยู่กันแบบจริงใจ
ไม่พอใจก็ต่อยกัน รักเพื่อนฝูง
ฉายาประจำตัวที่นี่เพื่อนๆจะรู้จักกันในชื่อ
*ไอ้เหลือก
*ไอ้โห้ (ปลากระโห้)
*ไอ้ปรือ
มีครบ....... จบในที่เดียว
โดนล้อ โดนแซว ก็โกรธไม่ได้ด้วยนะ
เผลอโกรธ โมโห เปิดก่อน
ก็โดนอัดอยู่ดี
****5 ปีเต็มๆที่ต้องแกล้งเป็นคน
หูหนวก ตาบอด ใครจะว่า ใครแซวอะไร
ก็แกล้งไม่เห็น ไม่ได้ยิน และยอมทุกอย่าง
ยอมอาย, ยอมโดนแกล้ง ,ยอมเสียหน้า
*ยอมเป็นตัวตลกในวงเหล้า
ให้บรรดาแฟนเพื่อนมีเสียงหัวเราะ........
*เรื่องสาวๆ
ตอนนั้นหนุ่มเทคนิค
มันก็ต้องคู่กับสาวอาชีวะ อยู่แล้ว ฮาๆๆ
#แต่เราโสดยาวๆ 5 ปีเต็มๆ
แป๊กบ้าง แห้วบ้าง หน้าแตกบ้าง
***จะมีใครเขา OK กับคนที่
คบด้วยแล้วโดนล้อ โดนแซวตลอดเวลา
(เวลานี้เหมือนครอบครัว จะรู้ว่าเราอยู่ร่วมกับ
คนในสังคมลำบาก ก็เลยยอมส่งไป *ดัดฟัน)
การดัดฟันช่วยเปลี่ยนรูปหน้าเรา ได้เยอะจริงๆ
ดัดไปได้ 4-5 เดือน ได้ผลแฮะ....เริ่มมีสาวเข้ามา
ช่วง ปวส รู้สึกว่าตัวเองหน้าตาดีที่สุดในชีวิต
ฮาๆๆๆๆๆ
#จะขาดก็แต่เฟอร์นิเจอร์นิดหน่อย
พวก.....มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ หรือ มือถือหลักหมื่น
หรืออะไรก็ได้ที่จะดึงดูดเพศตรงข้ามได้
(ยุคนั้น ใครมีรถเท่ ท่อดังๆ สาวยิ่งชอบ)
เรามีความสุข กับเหล็กดัดฟันที่สามารถเปลี่ยนสี
ได้ทุกๆวันที่ 10 ของเดือน เวลายิ้มให้สาวๆ
ก็เหมือนมีความน่ารัก ส่งออกไป ให้เขาได้รับรู้
เป็นช่วงท้ายๆของ การเรียนอาชีวะที่มีความสุข
************************************
น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์ ((( ในรั้วมหาลัย )))
แว๊ปมาอีกทีก็ตัดภาพมาที่ เป็นเฟรชชี่ปี1
หน้าใส ทุกอย่างดูดีหมด สะพายกีตาร์ไปเรียน
ไว้ผมยาว เซ็ทผมเท่ๆ เหมือนเป็นโลกใบใหม่
โลกที่หนุ่มสาวทุกคน "พร้อมที่จะกลับมาโสดอีกครั้ง"
และที่สำคัญที่สุด ที่นี่ #ไม่มีใครตั้งฉายาให้
หนุ่มสาววัยใส เข้าประกวด ดาว/เดือน คณะกัน
ไอ้เราก็ได้เข้าประกวดและได้แชมป์มาเหมือนกัน
#แต่เป็นดาวโจ้กนะ ฮาๆๆๆ
สังคมเด็กคณะดนตรีที่นี่ อยู่กันแบบเข้าใจกัน
และรักกันมากๆ อยู่กันแบบพี่ แบบน้อง ดูแลกัน
ก็มีโดนแซวเบาๆบ้าง นานๆที แต่ก็ไม่โกรธ
เฮ้ยยยย ตื่นยัง......
เฮ้ยยยย ง่วงเหรอ......
****************************************
ที่เล่ามาทั้งหมด *เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แต่ปมหลักจริงๆ ที่หนักข้อที่สุด
ในชีวิตผม ที่มีผลกับงานการ
ความเป็นอยู่ ครอบครัว ก็คือ...
((( การพูดติดอ่าง )))
ผมเป็นโรคติดอ่างชนิดไม่หนักมาก
ไม่ได้พูดคำย้ำๆ
ปา ปา ปา ปา ปา ไปไหนมา....
มา มา มา มา มาครับ
ผมไม่ได้เป็นแบบนี้
----------------------------------------------
ผมเป็นในลักษณะ ติดเป็นบางคำ
เช่น ต ป ธ
อาการประมาณนี้ครับ.....
1. พูดสั่งอาหารไม่ได้
ผมเอาตัวรอดโดยการ ชี้นิ้วสั่งเมนูอาหาร
หรือจดใส่กระดาษเอาอย่างเดียว
แม่เคยฝากซื้อ ข้าวต้มหมู
แม่ค้าถามว่าเอาอะไรดีจ๊ะ
เราก็เงียบอยู่นาน กว่าจะรวบรวมพลัง
พูดไปว่า ข้าว.......................( ต้มหมู )
แม่ค้าตอบว่า อะไรนะ ผมหัวใจแทบ
สลาย อุส่ารวบรวมพลังพูดออกไปได้แล้ว
2.พูดชื่อซอยบ้านไม่ได้
เวลาขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ ต้องชี้มือ ชี้ไม้
บอกทาง ให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา
แล้วยิ่งเวลานั่งรถตู้กลับบ้าน
เวลาโชคร้ายต้องนั่งหลังสุด
พอจะถึงบ้านต้องตะโกน
บอกคนขับรถตู้โดยสาร
ให้จอดป้าย พูดไม่ได้ พูดไม่ออก
อุส่าซ้อมท่องมาตั้งแต่ต้นทาง
ต้องสะกิดวานให้คนนั้งข้างๆบอกให้
ช่วงหลังๆมานี้ผมเอาตัวรอดได้
โดยการ *ยอมลงก่อนถึงบ้าน 1 ป้ายเสมอ
แล้วยอมเดินย้อนเอา บ้านผมอยู่ประทานพร
แต่ปากพูด ( ป ปลา ไม่ออก ) ก็ต้องยอมครับ
3. พูดรายงานหน้าชั้นเรียน ไม่ได้เลย
การพูดหน้าชั้นเรียนเป็นอะไรที่นรกแตกมากๆ
แถมยังต้องพูดผ่านไมโครโฟน ยิ่งไปกันใหญ่
ตอนเด็กไม่เท่าไหร่ แต่พอถึงตอนเรียนมหาลัย
สายตาทุกคู่ในห้องมองมาที่เรา ยิ่งกดดันสุดๆ
*จนผมต้อง ขอยอมแพ้ ไม่ไปพูดวันพรีเซ้นงาน
ขอหนีปัญหา ยอมติด 0
ไหนจะเวลาโทรแจ้งnet เสีย
ดิฉันกำลังเรียนสายกับคุณอะไรคะ
( พูดชื่อจริงตัวเองไม่ได้ พูดไม่ออก )
********************************
ผมเคยไปปรึกษาจิตแพทย์แล้ว
เล่าอาการให้หมอฟัง
ตรวจฟัน ครวจคอ จมูก ลิ้น
ทุกอย่างปกติ คุณหมดแจ้งว่า
สาเหตุน่าจะเกิดจาก ตอนเด็กๆ
เขียนหนังสือมือซ้าย
**แต่แม่ตีมือ บอกให้เขียนมือขวา
การกระทำแบบนี้เป็นฝืนพัฒนาการ
ของเด็ก และส่งผลระยะยาว....
คุณหมอแนะนำมาแค่ว่า เวลาพูดให้ใจเย็นๆ
ให้คิดซะว่า คนที่เราจะพูดด้วย คือเพื่อน
คือคนในครอบครัวเรา ไม่ต้องไปกดดันเวลา
ที่จะคุยกับเขา.....
**********************************
จนมาถึงวันที่ผมเรียน จบ ป ตรี
มาจนได้และต้องหางานทำ
มามองตัวเองในกระจก
และถามตัวเองว่าจะเอาอย่างนี้
จริงๆเหรอ จะหนีปัญหาไปตลอดแบบนี้
จริงๆเหรอ ชีวิต ครอบครัว พ่อแม่
จะอยู่กันยังไง งานการจะหาได้ไหม
คิดๆๆ อยู่ 1 วันเต็มๆ
ได้คำตอบให้ตัวเองว่า ต้องสู้ !!!!!!!!!!
หลังจากวันนั้นผมสู้ และลุยทุกปัญหา
ทำทุกอย่างเต็มที่ พยายามทำตัวเอง
ให้เป็นคนปกติให้ได้
-------------------------------------
สุดท้าย....การต่อสู้ของผม
นำทางมาสู่อาชีพครู
ผมกล้าพูด กล้าคุย กับเด็ก
กับผู้ปกครอง พูดสอนหน้าชั้นเรียน
พูดหน้าเสาธง พูดทำคลิปสื่อการสอน
ลงยูทูป และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
เหมือนผมไม่ได้สู้อยู่ตัวคนเดียว
เหมือนคำว่าครู เป็นพลังพิเศษให้ผม
ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนมนุษย์
ทั่วไป มีครอบครัว มีภรรยา มีลูกศิษย์
มีผู้ปกครองของเด็กๆ
************************************
ผมโม้มาซะนานเลย......
ขอสรุปปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ดังนี้ครับ
*****************************************
1.ครอบครัวสำคัญที่สุด //
พ้นประตูบ้านไป เด็กต้องไปเผชิญหน้า
กับโลกแห่งความเป็นจริงที่โรงเรียน
ไปเจอกลุ่มคน ที่เขาจะพูดจริง
ในสิ่งที่เขาเห็น........
/// ไอ้อ้วน,ไอ้ดำ, อีแห้ง
ไอ้ลูกยาม, ลูกไอ้ขี้คุก ///
*ต้องเจอเรื่องจริงๆ ครบทุกอย่างแน่นอน
พ่อแม่ต้องสอนและอธิบาย
ให้ลูกเข้าใจ และยอมรับความเป็นจริงให้ได้
และสอนลูกให้เห็นคุณค่าของตัวเอง
สอนให้มองมุมที่ดีๆของตัวเอง
มุมดีๆของครอบครัวเรา
ถามลูกเราบ่อยๆ ว่าที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง
มีปัญหาอะไรรึเปล่า เล่าให้แม่ฟังได้นะ
(เรื่องนี้ต้องคอยถามลูกไปทั้งชีวิต)
ถามไปจนลูกเราแต่งงาน มีครอบครัว
ทำให้เขาเข้าใจให้ได้ ว่าเราพ่อแม่
คือคนที่ช่วยเขาได้ พ่อแม่เป็นพวกเดียวกับเขา
****************************************
2.ตนเป็นที่เพิ่งแห่งตน //
ไม่ว่าจะเกิดมาปากแหว่งเพดานโหว่
มีหูซ้ายข้างเดียว หรือพิการมาก-น้อย
ขนาดไหน ตัวเราเองนี่แหละที่จะเป็นคน
รับความเจ็บกับคำดูถูก นั้นมากที่สุด....
**ถ้าเลือกที่จะรับคำพูดคนมาเจ็บ
มาเครียดได้ ก็ต้อง เลือกที่จะตัดคำพูด
เหล่านั้นทิ้งไปให้หมด ได้เหมือนกัน
**ตัวเราเองที่เป็นคนอนุญาต
ให้เรื่องดีร้าย เข้ามามีผลกับหัวใจเรา
เพราะฉะนั้น เวลาเจอคนไม่ดี
เวลาเจอคนที่พูดไม่ดีกับเรา
***พอได้ยิน เขาว่าเรา เขาล้อเลียนเรา
ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บ ฉุกคิดสักนิด ใจเย็นๆก่อน
*หยุดความคิดของเราให้ทัน
ว่าเรากำลังเจอเรื่องแบบนี้นะ
เราจะอนุญาตไหม (ที่จะให้เรื่องนี้ เข้ามาทำให้ใจเราทุกข์ ? )
ค่อยๆคิด ค่อยๆทบทวน
(เรื่องนี้สอนกันได้ ตั้งแต่เด็กอายุ 5 ขวบเลยนะครับ)
***********************************************
3.สอนให้รู้เรื่องการเห็น "คุณค่าของตัวเอง" ///
จริงๆแล้วมนุษย์เราเกิดมา เท่าเทียมกันหมด
จะมาลด มาเพิ่ม ก็ตอนที่พ้นวัยเด็กไปแล้ว
คนที่เกิดมา แขนขาไม่ครบ จะเรียกว่าขาดก็ไม่ใช่
คนชั้นสูง คนชั้นต่ำ #วัดกันที่หัวใจและการกระทำล้วนๆ
คุณค่าของเด็ก ก็คือการเขาได้เกิดมาเป็นลูกเรา
สอนเขาให้เขารู้จักคุณค่าของตัวเอง
หนูมีค่ากับพ่อแม่ที่สุด ลูกจงตั้งใจเป็นคนดี
เป็นคนที่มีคุณภาพ //ประเทศเรา และสังคมของเรา
ต้องการลูกมาช่วยงานนะ ปลูกฝั่งให้เขาภูมิใจ
ในความเป็นลูก //ภูมิใจในความเป็นคนไทย
และ #ปลูกฝั่งให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นๆทั้งๆที่ตัวเองยังขาดแคลน
**************************************
#ทุกที่มีคนดีและคนไม่ดีอยู่รวมๆกัน
เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ ไม่ใช่คอยแต่จะหนีจะหลบ
#ผมไม่เคยเชื่อเลยสักนิดว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า
และไม่เชื่อว่าสิ่งผิดปกติของของร่างกายเรา ตอนแรกเกิดคือผลกรรมของเราในชาติที่แล้ว
#ผมกลับเชื่ออย่างสุดหัวใจ ว่ามนุษย์มีบุญที่ได้เกิดมา
ลูกเราก็มีบุญที่ได้เกิดมาเป็นสมาชิกในครอบครัวเรา
#คนที่ชอบมองทุกอย่างเป็นปัญหา มองทุกอย่างเป็นเรื่องทุกข์ใจ
ถ้าลองคิดใหม่กลับขั้วไปเลย มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องบวกให้หมด
เรื่องทุกเรื่อง สิ่งทุกสิ่ง มันสามารถมองให้เป็นบวกได้เสมอ
#ใช้ความโชคดีที่ได้เกิดมาให้คุ้ม ทำหน้าที่ของเราให้ดี
หน้าที่แม่ หน้าที่พ่อ หน้าที่ลูก หน้าที่สามี
#บริหารจัดการหัวใจลูกของเราให้ดี ให้เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ
#ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวครับ
////// ว่ากันด้วยเรื่อง...*การบริหารจัดการปมด้อยของตัวเอง //////
ผมอยากจะมาเล่าปัญหาชีวิต
ปมด้อยในชีวิตของผมเอง
ตั้งแต่วัยเด็ก....
#ผมตั้งใจมากๆที่อยากจะส่งต่อเรื่องนี้
ให้เข้าถึงกลุ่มคนหรือครอบครัว
ที่กำลังมีปัญหานี้อยู่
ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้มีประโยชน์กับสังคมเรา
รบกวนฝากแชร์และส่งต่อๆไปด้วยนะครับ
เรียบเรียงจากประสบการณ์จริงๆ
ของตัวผมเอง อยากฝากถึง คุณพ่อคุณแม่
คุณครู หรือบุคลที่มีความรู้
ความสามารถในการดูแล
ช่วยเหลือสังคม ช่วยเอาเรื่อง
ของผมไปปรับใช้ และมาช่วยกัน
หาแนวทางการแก้ไขปัญหานี้หน่อยนะครับ
*********************************
#บทความนี้อาจยาวสักหน่อย
แต่คุ้มค่าที่เสียเวลาอ่าน แน่นอนครับ.............
************************************
ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ต้องเจอเพื่อนแกล้งมาตลอด
แม่จะสอนอยู่เสมอว่า.......ให้ยอมคน
เวลาเขามีเรื่องกัน ก็ให้หนีห่างๆ
ประถม ,มัธยม , ปวช ,ปวส ,มหาลัย
**ทุกช่วงจังหวะของชีวิต
คือการโดนแกล้ง และ ล้อเลียน
ตั้งฉายา เป็นตัวตลกของกลุ่มเพื่อน
ตัวตลกของโรงเรียน
***********************************
*ช่วงเรียนประถม เท่าที่จำได้
ได้รับฉายาแรกคือ "ไอ้ปรือ" ...............
ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ
ไม่รู้ใครตั้งให้ แต่มารู้ตัวอีกที
เขาก็เรียกเราชื่อนี้ กันทั้งห้อง
*ครูประจำชั้นก็เรียก เรียกจน
เราลืมไปเลยว่า ชื่อเล่นเราจริงๆชื่ออะไร
ลองกลับมาสำรวจตัวเอง
ดูตัวเองในกระจก ใช่แล้ว !!!!!
เราก็เป็นแบบที่เขาว่ากันจริงๆ
*เรามีตาชั้นเดียว 1ข้าง
และ
*ตา 2 ชั้น อีก 1 ข้าง ในใบหน้าเดียว
+คิ้วสูงต่ำ ไม่เท่ากัน
+ริมฝีปากหนา ทั้งปากบน ปากล่าง
+ฟันหน้าซ้อนกัน หุบปากไม่สนิท
มองรวมๆแล้ว แปลกๆ
และก็โดนสังคม โยนไปไว้ในโซนกลุ่ม
((*คนหน้าตาขี้เหร่ หน้าตาแย่........))
แต่ด้วยความเป็นเด็กตอนนั้น
เราก็ไม่รู้สึกเจ็บใจเท่าไหร่
เวลาโดนคนอื่นล้อ โดนแกล้ง
ก็เฉยๆ.............
**************************************
เวลาผ่านไป ขึ้น ม.1
โรงเรียนใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่
และแน่นอน ////// ฉายาใหม่ //////
*ช่วงเวลา ม.1 - ม.3 เรามีความสุขมาก
กับฉายา "ไอ้เป็ด" เพราะตัวเองเวลาเดิน
เท้าจะบานๆเหมือนเป็ด ซึ่ง.....ก็จริง
3 ปีที่มีค่านี้ เรามีเพื่อน มีสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้
มีกีฬา มีดนตรี และก็แน่นอน *มีสาวให้แอบปิ๊ง !!!!!
************************************
ปวช. + ปวส. 5 ปีเต็มๆ แห่งความทรมาน
*เริ่มต้นชีวิตวัยรุ่น
กับโรงเรียนอาชีวะต่างจังหวัด
แหล่งที่ รวบรวมเด็กเรียนไม่เอาไหน
และส่วนเกินของโรงเรียนมัธยม
มากองรวมไว้ที่นี่.......
ที่นี่เราอยู่กันแบบจริงใจ
ไม่พอใจก็ต่อยกัน รักเพื่อนฝูง
ฉายาประจำตัวที่นี่เพื่อนๆจะรู้จักกันในชื่อ
*ไอ้เหลือก
*ไอ้โห้ (ปลากระโห้)
*ไอ้ปรือ
มีครบ....... จบในที่เดียว
โดนล้อ โดนแซว ก็โกรธไม่ได้ด้วยนะ
เผลอโกรธ โมโห เปิดก่อน
ก็โดนอัดอยู่ดี
****5 ปีเต็มๆที่ต้องแกล้งเป็นคน
หูหนวก ตาบอด ใครจะว่า ใครแซวอะไร
ก็แกล้งไม่เห็น ไม่ได้ยิน และยอมทุกอย่าง
ยอมอาย, ยอมโดนแกล้ง ,ยอมเสียหน้า
*ยอมเป็นตัวตลกในวงเหล้า
ให้บรรดาแฟนเพื่อนมีเสียงหัวเราะ........
*เรื่องสาวๆ
ตอนนั้นหนุ่มเทคนิค
มันก็ต้องคู่กับสาวอาชีวะ อยู่แล้ว ฮาๆๆ
#แต่เราโสดยาวๆ 5 ปีเต็มๆ
แป๊กบ้าง แห้วบ้าง หน้าแตกบ้าง
***จะมีใครเขา OK กับคนที่
คบด้วยแล้วโดนล้อ โดนแซวตลอดเวลา
(เวลานี้เหมือนครอบครัว จะรู้ว่าเราอยู่ร่วมกับ
คนในสังคมลำบาก ก็เลยยอมส่งไป *ดัดฟัน)
การดัดฟันช่วยเปลี่ยนรูปหน้าเรา ได้เยอะจริงๆ
ดัดไปได้ 4-5 เดือน ได้ผลแฮะ....เริ่มมีสาวเข้ามา
ช่วง ปวส รู้สึกว่าตัวเองหน้าตาดีที่สุดในชีวิต
ฮาๆๆๆๆๆ
#จะขาดก็แต่เฟอร์นิเจอร์นิดหน่อย
พวก.....มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ หรือ มือถือหลักหมื่น
หรืออะไรก็ได้ที่จะดึงดูดเพศตรงข้ามได้
(ยุคนั้น ใครมีรถเท่ ท่อดังๆ สาวยิ่งชอบ)
เรามีความสุข กับเหล็กดัดฟันที่สามารถเปลี่ยนสี
ได้ทุกๆวันที่ 10 ของเดือน เวลายิ้มให้สาวๆ
ก็เหมือนมีความน่ารัก ส่งออกไป ให้เขาได้รับรู้
เป็นช่วงท้ายๆของ การเรียนอาชีวะที่มีความสุข
************************************
น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์ ((( ในรั้วมหาลัย )))
แว๊ปมาอีกทีก็ตัดภาพมาที่ เป็นเฟรชชี่ปี1
หน้าใส ทุกอย่างดูดีหมด สะพายกีตาร์ไปเรียน
ไว้ผมยาว เซ็ทผมเท่ๆ เหมือนเป็นโลกใบใหม่
โลกที่หนุ่มสาวทุกคน "พร้อมที่จะกลับมาโสดอีกครั้ง"
และที่สำคัญที่สุด ที่นี่ #ไม่มีใครตั้งฉายาให้
หนุ่มสาววัยใส เข้าประกวด ดาว/เดือน คณะกัน
ไอ้เราก็ได้เข้าประกวดและได้แชมป์มาเหมือนกัน
#แต่เป็นดาวโจ้กนะ ฮาๆๆๆ
สังคมเด็กคณะดนตรีที่นี่ อยู่กันแบบเข้าใจกัน
และรักกันมากๆ อยู่กันแบบพี่ แบบน้อง ดูแลกัน
ก็มีโดนแซวเบาๆบ้าง นานๆที แต่ก็ไม่โกรธ
เฮ้ยยยย ตื่นยัง......
เฮ้ยยยย ง่วงเหรอ......
****************************************
ที่เล่ามาทั้งหมด *เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แต่ปมหลักจริงๆ ที่หนักข้อที่สุด
ในชีวิตผม ที่มีผลกับงานการ
ความเป็นอยู่ ครอบครัว ก็คือ...
((( การพูดติดอ่าง )))
ผมเป็นโรคติดอ่างชนิดไม่หนักมาก
ไม่ได้พูดคำย้ำๆ
ปา ปา ปา ปา ปา ไปไหนมา....
มา มา มา มา มาครับ
ผมไม่ได้เป็นแบบนี้
----------------------------------------------
ผมเป็นในลักษณะ ติดเป็นบางคำ
เช่น ต ป ธ
อาการประมาณนี้ครับ.....
1. พูดสั่งอาหารไม่ได้
ผมเอาตัวรอดโดยการ ชี้นิ้วสั่งเมนูอาหาร
หรือจดใส่กระดาษเอาอย่างเดียว
แม่เคยฝากซื้อ ข้าวต้มหมู
แม่ค้าถามว่าเอาอะไรดีจ๊ะ
เราก็เงียบอยู่นาน กว่าจะรวบรวมพลัง
พูดไปว่า ข้าว.......................( ต้มหมู )
แม่ค้าตอบว่า อะไรนะ ผมหัวใจแทบ
สลาย อุส่ารวบรวมพลังพูดออกไปได้แล้ว
2.พูดชื่อซอยบ้านไม่ได้
เวลาขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ ต้องชี้มือ ชี้ไม้
บอกทาง ให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา
แล้วยิ่งเวลานั่งรถตู้กลับบ้าน
เวลาโชคร้ายต้องนั่งหลังสุด
พอจะถึงบ้านต้องตะโกน
บอกคนขับรถตู้โดยสาร
ให้จอดป้าย พูดไม่ได้ พูดไม่ออก
อุส่าซ้อมท่องมาตั้งแต่ต้นทาง
ต้องสะกิดวานให้คนนั้งข้างๆบอกให้
ช่วงหลังๆมานี้ผมเอาตัวรอดได้
โดยการ *ยอมลงก่อนถึงบ้าน 1 ป้ายเสมอ
แล้วยอมเดินย้อนเอา บ้านผมอยู่ประทานพร
แต่ปากพูด ( ป ปลา ไม่ออก ) ก็ต้องยอมครับ
3. พูดรายงานหน้าชั้นเรียน ไม่ได้เลย
การพูดหน้าชั้นเรียนเป็นอะไรที่นรกแตกมากๆ
แถมยังต้องพูดผ่านไมโครโฟน ยิ่งไปกันใหญ่
ตอนเด็กไม่เท่าไหร่ แต่พอถึงตอนเรียนมหาลัย
สายตาทุกคู่ในห้องมองมาที่เรา ยิ่งกดดันสุดๆ
*จนผมต้อง ขอยอมแพ้ ไม่ไปพูดวันพรีเซ้นงาน
ขอหนีปัญหา ยอมติด 0
ไหนจะเวลาโทรแจ้งnet เสีย
ดิฉันกำลังเรียนสายกับคุณอะไรคะ
( พูดชื่อจริงตัวเองไม่ได้ พูดไม่ออก )
********************************
ผมเคยไปปรึกษาจิตแพทย์แล้ว
เล่าอาการให้หมอฟัง
ตรวจฟัน ครวจคอ จมูก ลิ้น
ทุกอย่างปกติ คุณหมดแจ้งว่า
สาเหตุน่าจะเกิดจาก ตอนเด็กๆ
เขียนหนังสือมือซ้าย
**แต่แม่ตีมือ บอกให้เขียนมือขวา
การกระทำแบบนี้เป็นฝืนพัฒนาการ
ของเด็ก และส่งผลระยะยาว....
คุณหมอแนะนำมาแค่ว่า เวลาพูดให้ใจเย็นๆ
ให้คิดซะว่า คนที่เราจะพูดด้วย คือเพื่อน
คือคนในครอบครัวเรา ไม่ต้องไปกดดันเวลา
ที่จะคุยกับเขา.....
**********************************
จนมาถึงวันที่ผมเรียน จบ ป ตรี
มาจนได้และต้องหางานทำ
มามองตัวเองในกระจก
และถามตัวเองว่าจะเอาอย่างนี้
จริงๆเหรอ จะหนีปัญหาไปตลอดแบบนี้
จริงๆเหรอ ชีวิต ครอบครัว พ่อแม่
จะอยู่กันยังไง งานการจะหาได้ไหม
คิดๆๆ อยู่ 1 วันเต็มๆ
ได้คำตอบให้ตัวเองว่า ต้องสู้ !!!!!!!!!!
หลังจากวันนั้นผมสู้ และลุยทุกปัญหา
ทำทุกอย่างเต็มที่ พยายามทำตัวเอง
ให้เป็นคนปกติให้ได้
-------------------------------------
สุดท้าย....การต่อสู้ของผม
นำทางมาสู่อาชีพครู
ผมกล้าพูด กล้าคุย กับเด็ก
กับผู้ปกครอง พูดสอนหน้าชั้นเรียน
พูดหน้าเสาธง พูดทำคลิปสื่อการสอน
ลงยูทูป และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
เหมือนผมไม่ได้สู้อยู่ตัวคนเดียว
เหมือนคำว่าครู เป็นพลังพิเศษให้ผม
ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนมนุษย์
ทั่วไป มีครอบครัว มีภรรยา มีลูกศิษย์
มีผู้ปกครองของเด็กๆ
************************************
ผมโม้มาซะนานเลย......
ขอสรุปปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ดังนี้ครับ
*****************************************
1.ครอบครัวสำคัญที่สุด //
พ้นประตูบ้านไป เด็กต้องไปเผชิญหน้า
กับโลกแห่งความเป็นจริงที่โรงเรียน
ไปเจอกลุ่มคน ที่เขาจะพูดจริง
ในสิ่งที่เขาเห็น........
/// ไอ้อ้วน,ไอ้ดำ, อีแห้ง
ไอ้ลูกยาม, ลูกไอ้ขี้คุก ///
*ต้องเจอเรื่องจริงๆ ครบทุกอย่างแน่นอน
พ่อแม่ต้องสอนและอธิบาย
ให้ลูกเข้าใจ และยอมรับความเป็นจริงให้ได้
และสอนลูกให้เห็นคุณค่าของตัวเอง
สอนให้มองมุมที่ดีๆของตัวเอง
มุมดีๆของครอบครัวเรา
ถามลูกเราบ่อยๆ ว่าที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง
มีปัญหาอะไรรึเปล่า เล่าให้แม่ฟังได้นะ
(เรื่องนี้ต้องคอยถามลูกไปทั้งชีวิต)
ถามไปจนลูกเราแต่งงาน มีครอบครัว
ทำให้เขาเข้าใจให้ได้ ว่าเราพ่อแม่
คือคนที่ช่วยเขาได้ พ่อแม่เป็นพวกเดียวกับเขา
****************************************
2.ตนเป็นที่เพิ่งแห่งตน //
ไม่ว่าจะเกิดมาปากแหว่งเพดานโหว่
มีหูซ้ายข้างเดียว หรือพิการมาก-น้อย
ขนาดไหน ตัวเราเองนี่แหละที่จะเป็นคน
รับความเจ็บกับคำดูถูก นั้นมากที่สุด....
**ถ้าเลือกที่จะรับคำพูดคนมาเจ็บ
มาเครียดได้ ก็ต้อง เลือกที่จะตัดคำพูด
เหล่านั้นทิ้งไปให้หมด ได้เหมือนกัน
**ตัวเราเองที่เป็นคนอนุญาต
ให้เรื่องดีร้าย เข้ามามีผลกับหัวใจเรา
เพราะฉะนั้น เวลาเจอคนไม่ดี
เวลาเจอคนที่พูดไม่ดีกับเรา
***พอได้ยิน เขาว่าเรา เขาล้อเลียนเรา
ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บ ฉุกคิดสักนิด ใจเย็นๆก่อน
*หยุดความคิดของเราให้ทัน
ว่าเรากำลังเจอเรื่องแบบนี้นะ
เราจะอนุญาตไหม (ที่จะให้เรื่องนี้ เข้ามาทำให้ใจเราทุกข์ ? )
ค่อยๆคิด ค่อยๆทบทวน
(เรื่องนี้สอนกันได้ ตั้งแต่เด็กอายุ 5 ขวบเลยนะครับ)
***********************************************
3.สอนให้รู้เรื่องการเห็น "คุณค่าของตัวเอง" ///
จริงๆแล้วมนุษย์เราเกิดมา เท่าเทียมกันหมด
จะมาลด มาเพิ่ม ก็ตอนที่พ้นวัยเด็กไปแล้ว
คนที่เกิดมา แขนขาไม่ครบ จะเรียกว่าขาดก็ไม่ใช่
คนชั้นสูง คนชั้นต่ำ #วัดกันที่หัวใจและการกระทำล้วนๆ
คุณค่าของเด็ก ก็คือการเขาได้เกิดมาเป็นลูกเรา
สอนเขาให้เขารู้จักคุณค่าของตัวเอง
หนูมีค่ากับพ่อแม่ที่สุด ลูกจงตั้งใจเป็นคนดี
เป็นคนที่มีคุณภาพ //ประเทศเรา และสังคมของเรา
ต้องการลูกมาช่วยงานนะ ปลูกฝั่งให้เขาภูมิใจ
ในความเป็นลูก //ภูมิใจในความเป็นคนไทย
และ #ปลูกฝั่งให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นๆทั้งๆที่ตัวเองยังขาดแคลน
**************************************
#ทุกที่มีคนดีและคนไม่ดีอยู่รวมๆกัน
เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ ไม่ใช่คอยแต่จะหนีจะหลบ
#ผมไม่เคยเชื่อเลยสักนิดว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า
และไม่เชื่อว่าสิ่งผิดปกติของของร่างกายเรา ตอนแรกเกิดคือผลกรรมของเราในชาติที่แล้ว
#ผมกลับเชื่ออย่างสุดหัวใจ ว่ามนุษย์มีบุญที่ได้เกิดมา
ลูกเราก็มีบุญที่ได้เกิดมาเป็นสมาชิกในครอบครัวเรา
#คนที่ชอบมองทุกอย่างเป็นปัญหา มองทุกอย่างเป็นเรื่องทุกข์ใจ
ถ้าลองคิดใหม่กลับขั้วไปเลย มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องบวกให้หมด
เรื่องทุกเรื่อง สิ่งทุกสิ่ง มันสามารถมองให้เป็นบวกได้เสมอ
#ใช้ความโชคดีที่ได้เกิดมาให้คุ้ม ทำหน้าที่ของเราให้ดี
หน้าที่แม่ หน้าที่พ่อ หน้าที่ลูก หน้าที่สามี
#บริหารจัดการหัวใจลูกของเราให้ดี ให้เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ
#ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวครับ