////// ว่ากันด้วยเรื่อง...*การบริหารจัดการปมด้อยของตัวเอง //////

สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆ
ผมอยากจะมาเล่าปัญหาชีวิต
ปมด้อยในชีวิตของผมเอง
ตั้งแต่วัยเด็ก....

#ผมตั้งใจมากๆที่อยากจะส่งต่อเรื่องนี้
ให้เข้าถึงกลุ่มคนหรือครอบครัว
ที่กำลังมีปัญหานี้อยู่
ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้มีประโยชน์กับสังคมเรา
รบกวนฝากแชร์และส่งต่อๆไปด้วยนะครับ

เรียบเรียงจากประสบการณ์จริงๆ
ของตัวผมเอง  อยากฝากถึง คุณพ่อคุณแม่ 
คุณครู  หรือบุคลที่มีความรู้
ความสามารถในการดูแล
ช่วยเหลือสังคม  ช่วยเอาเรื่อง
ของผมไปปรับใช้  และมาช่วยกัน
หาแนวทางการแก้ไขปัญหานี้หน่อยนะครับ

*********************************

#บทความนี้อาจยาวสักหน่อย
แต่คุ้มค่าที่เสียเวลาอ่าน แน่นอนครับ.............

************************************

ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ต้องเจอเพื่อนแกล้งมาตลอด
แม่จะสอนอยู่เสมอว่า.......ให้ยอมคน
เวลาเขามีเรื่องกัน ก็ให้หนีห่างๆ
ประถม ,มัธยม , ปวช ,ปวส ,มหาลัย

**ทุกช่วงจังหวะของชีวิต 
คือการโดนแกล้ง และ ล้อเลียน 
ตั้งฉายา เป็นตัวตลกของกลุ่มเพื่อน
ตัวตลกของโรงเรียน

***********************************

*ช่วงเรียนประถม เท่าที่จำได้
ได้รับฉายาแรกคือ "ไอ้ปรือ" ...............
ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ/ ไอ้ปรือ

ไม่รู้ใครตั้งให้ แต่มารู้ตัวอีกที
เขาก็เรียกเราชื่อนี้  กันทั้งห้อง 
*ครูประจำชั้นก็เรียก เรียกจน
เราลืมไปเลยว่า ชื่อเล่นเราจริงๆชื่ออะไร

ลองกลับมาสำรวจตัวเอง 
ดูตัวเองในกระจก  ใช่แล้ว !!!!!
เราก็เป็นแบบที่เขาว่ากันจริงๆ

*เรามีตาชั้นเดียว 1ข้าง

และ

*ตา 2 ชั้น อีก 1 ข้าง ในใบหน้าเดียว

+คิ้วสูงต่ำ ไม่เท่ากัน 
+ริมฝีปากหนา ทั้งปากบน ปากล่าง
+ฟันหน้าซ้อนกัน หุบปากไม่สนิท

มองรวมๆแล้ว แปลกๆ 
และก็โดนสังคม โยนไปไว้ในโซนกลุ่ม
((*คนหน้าตาขี้เหร่  หน้าตาแย่........))

แต่ด้วยความเป็นเด็กตอนนั้น
เราก็ไม่รู้สึกเจ็บใจเท่าไหร่
เวลาโดนคนอื่นล้อ โดนแกล้ง
ก็เฉยๆ.............

**************************************

เวลาผ่านไป ขึ้น ม.1
โรงเรียนใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่
และแน่นอน ////// ฉายาใหม่ //////

*ช่วงเวลา ม.1 - ม.3 เรามีความสุขมาก
กับฉายา "ไอ้เป็ด" เพราะตัวเองเวลาเดิน
เท้าจะบานๆเหมือนเป็ด   ซึ่ง.....ก็จริง
3 ปีที่มีค่านี้  เรามีเพื่อน  มีสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้
มีกีฬา มีดนตรี และก็แน่นอน *มีสาวให้แอบปิ๊ง !!!!!

************************************
ปวช. + ปวส. 5 ปีเต็มๆ แห่งความทรมาน

*เริ่มต้นชีวิตวัยรุ่น 
กับโรงเรียนอาชีวะต่างจังหวัด
แหล่งที่ รวบรวมเด็กเรียนไม่เอาไหน
และส่วนเกินของโรงเรียนมัธยม
มากองรวมไว้ที่นี่.......

ที่นี่เราอยู่กันแบบจริงใจ
ไม่พอใจก็ต่อยกัน รักเพื่อนฝูง
ฉายาประจำตัวที่นี่เพื่อนๆจะรู้จักกันในชื่อ

*ไอ้เหลือก
*ไอ้โห้ (ปลากระโห้)
*ไอ้ปรือ

มีครบ....... จบในที่เดียว
โดนล้อ โดนแซว ก็โกรธไม่ได้ด้วยนะ
เผลอโกรธ โมโห เปิดก่อน
ก็โดนอัดอยู่ดี

****5 ปีเต็มๆที่ต้องแกล้งเป็นคน
หูหนวก ตาบอด ใครจะว่า ใครแซวอะไร
ก็แกล้งไม่เห็น ไม่ได้ยิน และยอมทุกอย่าง
ยอมอาย, ยอมโดนแกล้ง ,ยอมเสียหน้า

*ยอมเป็นตัวตลกในวงเหล้า
ให้บรรดาแฟนเพื่อนมีเสียงหัวเราะ........

*เรื่องสาวๆ 
ตอนนั้นหนุ่มเทคนิค 
มันก็ต้องคู่กับสาวอาชีวะ อยู่แล้ว ฮาๆๆ

#แต่เราโสดยาวๆ 5 ปีเต็มๆ
แป๊กบ้าง แห้วบ้าง หน้าแตกบ้าง

***จะมีใครเขา OK กับคนที่
คบด้วยแล้วโดนล้อ โดนแซวตลอดเวลา
(เวลานี้เหมือนครอบครัว จะรู้ว่าเราอยู่ร่วมกับ
คนในสังคมลำบาก ก็เลยยอมส่งไป *ดัดฟัน)

การดัดฟันช่วยเปลี่ยนรูปหน้าเรา ได้เยอะจริงๆ
ดัดไปได้ 4-5 เดือน  ได้ผลแฮะ....เริ่มมีสาวเข้ามา
ช่วง ปวส รู้สึกว่าตัวเองหน้าตาดีที่สุดในชีวิต
ฮาๆๆๆๆๆ

#จะขาดก็แต่เฟอร์นิเจอร์นิดหน่อย
พวก.....มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ หรือ มือถือหลักหมื่น
หรืออะไรก็ได้ที่จะดึงดูดเพศตรงข้ามได้

(ยุคนั้น ใครมีรถเท่ ท่อดังๆ สาวยิ่งชอบ)
เรามีความสุข กับเหล็กดัดฟันที่สามารถเปลี่ยนสี
ได้ทุกๆวันที่ 10 ของเดือน เวลายิ้มให้สาวๆ
ก็เหมือนมีความน่ารัก ส่งออกไป ให้เขาได้รับรู้
เป็นช่วงท้ายๆของ การเรียนอาชีวะที่มีความสุข

************************************
น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์ ((( ในรั้วมหาลัย )))
แว๊ปมาอีกทีก็ตัดภาพมาที่ เป็นเฟรชชี่ปี1 
หน้าใส ทุกอย่างดูดีหมด สะพายกีตาร์ไปเรียน
ไว้ผมยาว เซ็ทผมเท่ๆ เหมือนเป็นโลกใบใหม่
โลกที่หนุ่มสาวทุกคน "พร้อมที่จะกลับมาโสดอีกครั้ง"

และที่สำคัญที่สุด ที่นี่  #ไม่มีใครตั้งฉายาให้
หนุ่มสาววัยใส เข้าประกวด ดาว/เดือน คณะกัน
ไอ้เราก็ได้เข้าประกวดและได้แชมป์มาเหมือนกัน
#แต่เป็นดาวโจ้กนะ     ฮาๆๆๆ

สังคมเด็กคณะดนตรีที่นี่ อยู่กันแบบเข้าใจกัน
และรักกันมากๆ อยู่กันแบบพี่ แบบน้อง ดูแลกัน
ก็มีโดนแซวเบาๆบ้าง นานๆที แต่ก็ไม่โกรธ
เฮ้ยยยย ตื่นยัง......
เฮ้ยยยย ง่วงเหรอ......

****************************************
ที่เล่ามาทั้งหมด  *เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แต่ปมหลักจริงๆ ที่หนักข้อที่สุด
ในชีวิตผม  ที่มีผลกับงานการ
ความเป็นอยู่ ครอบครัว ก็คือ...

((( การพูดติดอ่าง  )))

ผมเป็นโรคติดอ่างชนิดไม่หนักมาก
ไม่ได้พูดคำย้ำๆ  

ปา ปา ปา ปา ปา  ไปไหนมา....
มา มา มา มา มาครับ

ผมไม่ได้เป็นแบบนี้

----------------------------------------------
ผมเป็นในลักษณะ ติดเป็นบางคำ
เช่น  ต  ป  ธ

อาการประมาณนี้ครับ.....

1. พูดสั่งอาหารไม่ได้   
ผมเอาตัวรอดโดยการ ชี้นิ้วสั่งเมนูอาหาร
หรือจดใส่กระดาษเอาอย่างเดียว
แม่เคยฝากซื้อ ข้าวต้มหมู

แม่ค้าถามว่าเอาอะไรดีจ๊ะ
เราก็เงียบอยู่นาน  กว่าจะรวบรวมพลัง
พูดไปว่า  ข้าว.......................( ต้มหมู )
แม่ค้าตอบว่า อะไรนะ  ผมหัวใจแทบ
สลาย อุส่ารวบรวมพลังพูดออกไปได้แล้ว

2.พูดชื่อซอยบ้านไม่ได้ 
เวลาขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ ต้องชี้มือ ชี้ไม้
บอกทาง ให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา
แล้วยิ่งเวลานั่งรถตู้กลับบ้าน
เวลาโชคร้ายต้องนั่งหลังสุด
พอจะถึงบ้านต้องตะโกน
บอกคนขับรถตู้โดยสาร
ให้จอดป้าย   พูดไม่ได้  พูดไม่ออก
อุส่าซ้อมท่องมาตั้งแต่ต้นทาง
ต้องสะกิดวานให้คนนั้งข้างๆบอกให้

ช่วงหลังๆมานี้ผมเอาตัวรอดได้
โดยการ *ยอมลงก่อนถึงบ้าน 1 ป้ายเสมอ
แล้วยอมเดินย้อนเอา บ้านผมอยู่ประทานพร 
แต่ปากพูด ( ป ปลา ไม่ออก  )  ก็ต้องยอมครับ 

3. พูดรายงานหน้าชั้นเรียน  ไม่ได้เลย
การพูดหน้าชั้นเรียนเป็นอะไรที่นรกแตกมากๆ
แถมยังต้องพูดผ่านไมโครโฟน ยิ่งไปกันใหญ่
ตอนเด็กไม่เท่าไหร่  แต่พอถึงตอนเรียนมหาลัย
สายตาทุกคู่ในห้องมองมาที่เรา ยิ่งกดดันสุดๆ
*จนผมต้อง ขอยอมแพ้ ไม่ไปพูดวันพรีเซ้นงาน
ขอหนีปัญหา  ยอมติด 0

ไหนจะเวลาโทรแจ้งnet เสีย
ดิฉันกำลังเรียนสายกับคุณอะไรคะ
( พูดชื่อจริงตัวเองไม่ได้  พูดไม่ออก )

********************************

ผมเคยไปปรึกษาจิตแพทย์แล้ว
เล่าอาการให้หมอฟัง
ตรวจฟัน ครวจคอ จมูก ลิ้น
ทุกอย่างปกติ  คุณหมดแจ้งว่า 
สาเหตุน่าจะเกิดจาก ตอนเด็กๆ
เขียนหนังสือมือซ้าย

**แต่แม่ตีมือ  บอกให้เขียนมือขวา

การกระทำแบบนี้เป็นฝืนพัฒนาการ
ของเด็ก และส่งผลระยะยาว....
คุณหมอแนะนำมาแค่ว่า เวลาพูดให้ใจเย็นๆ
ให้คิดซะว่า คนที่เราจะพูดด้วย คือเพื่อน
คือคนในครอบครัวเรา  ไม่ต้องไปกดดันเวลา
ที่จะคุยกับเขา.....

**********************************

จนมาถึงวันที่ผมเรียน จบ ป ตรี
มาจนได้และต้องหางานทำ
มามองตัวเองในกระจก
และถามตัวเองว่าจะเอาอย่างนี้
จริงๆเหรอ  จะหนีปัญหาไปตลอดแบบนี้
จริงๆเหรอ  ชีวิต ครอบครัว พ่อแม่
จะอยู่กันยังไง  งานการจะหาได้ไหม

คิดๆๆ อยู่ 1 วันเต็มๆ
ได้คำตอบให้ตัวเองว่า  ต้องสู้  !!!!!!!!!!

หลังจากวันนั้นผมสู้ และลุยทุกปัญหา
ทำทุกอย่างเต็มที่  พยายามทำตัวเอง
ให้เป็นคนปกติให้ได้   

-------------------------------------

สุดท้าย....การต่อสู้ของผม
นำทางมาสู่อาชีพครู 
ผมกล้าพูด กล้าคุย กับเด็ก
กับผู้ปกครอง  พูดสอนหน้าชั้นเรียน
พูดหน้าเสาธง  พูดทำคลิปสื่อการสอน
ลงยูทูป  และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
เหมือนผมไม่ได้สู้อยู่ตัวคนเดียว
เหมือนคำว่าครู เป็นพลังพิเศษให้ผม

ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนมนุษย์
ทั่วไป  มีครอบครัว  มีภรรยา  มีลูกศิษย์
มีผู้ปกครองของเด็กๆ
 
************************************

ผมโม้มาซะนานเลย......
ขอสรุปปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ดังนี้ครับ

*****************************************
1.ครอบครัวสำคัญที่สุด //
พ้นประตูบ้านไป เด็กต้องไปเผชิญหน้า
กับโลกแห่งความเป็นจริงที่โรงเรียน
ไปเจอกลุ่มคน ที่เขาจะพูดจริง
ในสิ่งที่เขาเห็น........

/// ไอ้อ้วน,ไอ้ดำ, อีแห้ง 
ไอ้ลูกยาม, ลูกไอ้ขี้คุก ///

*ต้องเจอเรื่องจริงๆ ครบทุกอย่างแน่นอน
พ่อแม่ต้องสอนและอธิบาย
ให้ลูกเข้าใจ และยอมรับความเป็นจริงให้ได้
และสอนลูกให้เห็นคุณค่าของตัวเอง 
สอนให้มองมุมที่ดีๆของตัวเอง
มุมดีๆของครอบครัวเรา

ถามลูกเราบ่อยๆ ว่าที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง
มีปัญหาอะไรรึเปล่า เล่าให้แม่ฟังได้นะ
(เรื่องนี้ต้องคอยถามลูกไปทั้งชีวิต)

ถามไปจนลูกเราแต่งงาน  มีครอบครัว
ทำให้เขาเข้าใจให้ได้   ว่าเราพ่อแม่
คือคนที่ช่วยเขาได้ พ่อแม่เป็นพวกเดียวกับเขา

****************************************
2.ตนเป็นที่เพิ่งแห่งตน //

ไม่ว่าจะเกิดมาปากแหว่งเพดานโหว่ 
มีหูซ้ายข้างเดียว หรือพิการมาก-น้อย
ขนาดไหน ตัวเราเองนี่แหละที่จะเป็นคน
รับความเจ็บกับคำดูถูก นั้นมากที่สุด....

**ถ้าเลือกที่จะรับคำพูดคนมาเจ็บ
มาเครียดได้  ก็ต้อง เลือกที่จะตัดคำพูด
เหล่านั้นทิ้งไปให้หมด ได้เหมือนกัน

**ตัวเราเองที่เป็นคนอนุญาต 
ให้เรื่องดีร้าย เข้ามามีผลกับหัวใจเรา 
เพราะฉะนั้น  เวลาเจอคนไม่ดี
เวลาเจอคนที่พูดไม่ดีกับเรา

***พอได้ยิน เขาว่าเรา เขาล้อเลียนเรา
ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บ  ฉุกคิดสักนิด ใจเย็นๆก่อน
 
*หยุดความคิดของเราให้ทัน
ว่าเรากำลังเจอเรื่องแบบนี้นะ
เราจะอนุญาตไหม (ที่จะให้เรื่องนี้ เข้ามาทำให้ใจเราทุกข์ ? )

ค่อยๆคิด ค่อยๆทบทวน
(เรื่องนี้สอนกันได้ ตั้งแต่เด็กอายุ 5 ขวบเลยนะครับ)

***********************************************

3.สอนให้รู้เรื่องการเห็น "คุณค่าของตัวเอง" ///

จริงๆแล้วมนุษย์เราเกิดมา เท่าเทียมกันหมด
จะมาลด มาเพิ่ม ก็ตอนที่พ้นวัยเด็กไปแล้ว
คนที่เกิดมา แขนขาไม่ครบ จะเรียกว่าขาดก็ไม่ใช่
คนชั้นสูง คนชั้นต่ำ  #วัดกันที่หัวใจและการกระทำล้วนๆ

คุณค่าของเด็ก ก็คือการเขาได้เกิดมาเป็นลูกเรา
สอนเขาให้เขารู้จักคุณค่าของตัวเอง
หนูมีค่ากับพ่อแม่ที่สุด ลูกจงตั้งใจเป็นคนดี
เป็นคนที่มีคุณภาพ //ประเทศเรา และสังคมของเรา
ต้องการลูกมาช่วยงานนะ  ปลูกฝั่งให้เขาภูมิใจ
ในความเป็นลูก //ภูมิใจในความเป็นคนไทย
และ #ปลูกฝั่งให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นๆทั้งๆที่ตัวเองยังขาดแคลน

**************************************

#ทุกที่มีคนดีและคนไม่ดีอยู่รวมๆกัน
เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ ไม่ใช่คอยแต่จะหนีจะหลบ

#ผมไม่เคยเชื่อเลยสักนิดว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า
และไม่เชื่อว่าสิ่งผิดปกติของของร่างกายเรา ตอนแรกเกิดคือผลกรรมของเราในชาติที่แล้ว

#ผมกลับเชื่ออย่างสุดหัวใจ ว่ามนุษย์มีบุญที่ได้เกิดมา
ลูกเราก็มีบุญที่ได้เกิดมาเป็นสมาชิกในครอบครัวเรา

#คนที่ชอบมองทุกอย่างเป็นปัญหา  มองทุกอย่างเป็นเรื่องทุกข์ใจ
ถ้าลองคิดใหม่กลับขั้วไปเลย  มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องบวกให้หมด
เรื่องทุกเรื่อง สิ่งทุกสิ่ง มันสามารถมองให้เป็นบวกได้เสมอ

#ใช้ความโชคดีที่ได้เกิดมาให้คุ้ม  ทำหน้าที่ของเราให้ดี
หน้าที่แม่ หน้าที่พ่อ หน้าที่ลูก หน้าที่สามี

#บริหารจัดการหัวใจลูกของเราให้ดี ให้เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ

#ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่