สวัสดีครับ เชื่อว่ากระทู้ที่ผมจะได้เขียนต่อไปนี้น่าจะเป็นกระทู้ที่ไม่ค่อยมีคนเปิดอ่านสักเท่าไหร่
เพราะมันเป็นกระทู้ที่อาจจะเต็มไปด้วยสาระ แต่..อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ เพราะผมจะพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายถึงง่ายที่สุด
อีกทั้งเจตนาหลักผมอยากจะเขียนกระทู้นี้ไว้เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำและสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่ท้อกับเรื่องเรียนและการศึกษาครับ
หากพร้อมแล้วก็ไปเริ่มกันเลยครับ!!
จากหัวข้อกระทู้ที่ผมได้จ่าหัวเอาไว้ ใช่ครับ... ผมเป็นผู้บกพร่องทางการมองเห็น ประเภทสายตาเลือนรางครับ
(พูดง่ายๆให้ชัดๆ คือ พิการทางการมองเห็นครับ)
คือผมไม่สามารถอ่านตัวหนังสือได้ เห็นแสงและเงา และจะต้องโฟกัสอะไรที่ใกล้ๆ ประมาณว่าดมกระดาษครับ
อ้าวๆๆ สงสัยกันใช่ไหมว่า แล้วพิมพ์กันได้อย่างไง?
คือเวลาผมบอกใครว่าผมพิการ ก็ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อหรอกครับว่าเราพิการมองไม่เห็น
เพราะเขาอ่านตัวหนังสือของเรานี่แบบ พิมพ์ไม่ค่อยจะผิดและปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า แกล้งใช่ปะ?
(ไอเราก็คิดในใจว่า เอิ่มมม...ผมไม่ได้ขาดความอบอุ่นขนาดนั้นครับเพ่!! ไม่จำเป็นต้องแกล้งว่ามองไม่เห็น)
คือปัจจุบันในโลกมนุษย์ก็มีโปรแกรมอ่านจอภาพไงครับ คือเลื่อนลูกศรไปตรงไหน มันก็อ่านให้เราฟัง
**ยกเว้นรูปภาพครับ ที่มันจะไม่สามารถอ่านและวิเคราะให้เราฟังได้ว่านั้นคือรูปอะไร?
ที่นี้เวลาผมพิมพ์ ผมก็พิมพ์สัมผัสเหมือนคนอื่นทั่วๆไปเลยครับ เหมือนที่ผมพิมพ์อยู่ในขณะนี้
ผมก็พยายามพิมพ์ให้ถูกและผิดให้น้อยที่สุดนั้นแหละครับ
ส่วนคนที่ชอบทักหาผมทางหลังไมค์ที่พิมพ์แบบผิดๆถูกๆ โปรแกรมก็จะอ่านให้ผมฟังแบบผิดๆถูกๆนั้นแหละครับ
เช่น
สวัสดีงับ (งับไรหว่าาา?)
ทำอาราย (บางที่ก็เข้าใจเป็นคำว่าไลน์ เพราะโปรแกรมอ่านเสียงยาว)
มปร (อันนี้แบบงงสุดละ เพราะมันอ่านเสียงออกมาว่า มะ-ปอน จริงๆคือคำว่าไม่เป็นไร)
นี่ก็เป็นตัวอย่างคร่าวๆที่เกี่ยวกับเกร็ดความรู้เรื่องเทคโนโลยีของคนพิการนะงับ เอ้ย...นะครับ
ทีนี้เราลองมาพูดถึงเรื่องที่ผมได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น ในเรื่องของการศึกษาของคนพิการนะครับ
คนพิการมีหลายประเภท แต่ในที่นี้ผมขอเจาะจงไปในเรื่องของด้านการมองเห็นเป็นหลักนะครับ
หลายคนอาจจะสงสัยว่ามองไม่เห็นแล้วเรียนเพื่อ?!!
ใช่เลยครับ ตอนแรกผมก็คิดเช่นนั้น ว่าเราจะเรียนไปทำไมวะ? แต่ก็มาฉุดคิดได้ตอนที่อยากจะสมัครงานเป็น
พนักงานรับโทรศัพท์หรือที่เรียกว่าโอเปอร์เรเตอร์
คือถ้าจะสมัครงานในตำแหน่งนี้ มันต้องมีใบปริญญาตรีเป็นพื้นฐานครับ (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปเรียนเรื่องนิวตั้นเพื่อฝึกการออกแรงกับกล่องเสียงหรืออย่างไร?)
นั้นแหละครับ ถึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้กลับไปเรียนอีกครั้งหนึ่ง
เอ่อ.. ผมลืมบอกว่าตอนนั้นผมเรียนในรั้วสีแสดเหลือง มาพิการสะก่อนเลยเรียนไม่จบครับ
อันนี้ถึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า แค่กระดาษใบเดียวเราต้องคว้ามาให้ได้
หลายคนที่อ่านอยู่ก็อาจจะคิดว่า แล้วทำไมไม่กลับไปเรียนที่เดิม?
มันเป็นเรื่องที่ยากนะครับที่สถาบันการศึกษาจะรองรับคนพิการในการเรียน ยิ่งเป็นพิการด้านการมองเห็นด้วยแล้ว อธิบดีน่าจะนั่งกุมขมับอยู่พอสมควร
ทีนี้ผมก็เลยมองหาทางเลือกใหม่ครับ และก็ไปเจอระบบการศึกษาทางไกล
นั้นคือ "มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช" หรือที่เรียกสั้นๆว่า มสธ.ครับ
ผมเชื่อว่าอาจจะมีหลายๆคนคุ้นกับชื่อนี้อยู่พอสมควร เพราะเปิดโอกาสให้คนทุกประเภทได้ศึกษาและได้ทำตามความฝันที่ได้ตั้งใจเอาไว้
เดี๋ยวผมจะรีวิวตามลำดับเหตุการณ์เลยนะครับ
สำหรับใครที่กำลังมีความสนใจจะศึกษาต่อที่สถาบันการศึกษานี้ ก็ลองนำประสบการณ์ของผมไปพิจารณาร่วมด้วยก็ได้นะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการเลือกเรียนครับผม
**ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนพิการ คนปกติธรรมดาก็สามารถใช้เรื่องราวของผมไปประกอบการตัดสินใจได้นะครับ
แบ่งปันประสบการณ์ เมื่อมองไม่เห็นแต่อยากเรียนและคว้าใบปริญญามาให้แม่ภูมิใจสักครั้ง
เพราะมันเป็นกระทู้ที่อาจจะเต็มไปด้วยสาระ แต่..อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ เพราะผมจะพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายถึงง่ายที่สุด
อีกทั้งเจตนาหลักผมอยากจะเขียนกระทู้นี้ไว้เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำและสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่ท้อกับเรื่องเรียนและการศึกษาครับ
หากพร้อมแล้วก็ไปเริ่มกันเลยครับ!!
จากหัวข้อกระทู้ที่ผมได้จ่าหัวเอาไว้ ใช่ครับ... ผมเป็นผู้บกพร่องทางการมองเห็น ประเภทสายตาเลือนรางครับ
(พูดง่ายๆให้ชัดๆ คือ พิการทางการมองเห็นครับ)
คือผมไม่สามารถอ่านตัวหนังสือได้ เห็นแสงและเงา และจะต้องโฟกัสอะไรที่ใกล้ๆ ประมาณว่าดมกระดาษครับ
อ้าวๆๆ สงสัยกันใช่ไหมว่า แล้วพิมพ์กันได้อย่างไง?
คือเวลาผมบอกใครว่าผมพิการ ก็ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อหรอกครับว่าเราพิการมองไม่เห็น
เพราะเขาอ่านตัวหนังสือของเรานี่แบบ พิมพ์ไม่ค่อยจะผิดและปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า แกล้งใช่ปะ?
(ไอเราก็คิดในใจว่า เอิ่มมม...ผมไม่ได้ขาดความอบอุ่นขนาดนั้นครับเพ่!! ไม่จำเป็นต้องแกล้งว่ามองไม่เห็น)
คือปัจจุบันในโลกมนุษย์ก็มีโปรแกรมอ่านจอภาพไงครับ คือเลื่อนลูกศรไปตรงไหน มันก็อ่านให้เราฟัง
**ยกเว้นรูปภาพครับ ที่มันจะไม่สามารถอ่านและวิเคราะให้เราฟังได้ว่านั้นคือรูปอะไร?
ที่นี้เวลาผมพิมพ์ ผมก็พิมพ์สัมผัสเหมือนคนอื่นทั่วๆไปเลยครับ เหมือนที่ผมพิมพ์อยู่ในขณะนี้
ผมก็พยายามพิมพ์ให้ถูกและผิดให้น้อยที่สุดนั้นแหละครับ
ส่วนคนที่ชอบทักหาผมทางหลังไมค์ที่พิมพ์แบบผิดๆถูกๆ โปรแกรมก็จะอ่านให้ผมฟังแบบผิดๆถูกๆนั้นแหละครับ
เช่น
สวัสดีงับ (งับไรหว่าาา?)
ทำอาราย (บางที่ก็เข้าใจเป็นคำว่าไลน์ เพราะโปรแกรมอ่านเสียงยาว)
มปร (อันนี้แบบงงสุดละ เพราะมันอ่านเสียงออกมาว่า มะ-ปอน จริงๆคือคำว่าไม่เป็นไร)
นี่ก็เป็นตัวอย่างคร่าวๆที่เกี่ยวกับเกร็ดความรู้เรื่องเทคโนโลยีของคนพิการนะงับ เอ้ย...นะครับ
ทีนี้เราลองมาพูดถึงเรื่องที่ผมได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น ในเรื่องของการศึกษาของคนพิการนะครับ
คนพิการมีหลายประเภท แต่ในที่นี้ผมขอเจาะจงไปในเรื่องของด้านการมองเห็นเป็นหลักนะครับ
หลายคนอาจจะสงสัยว่ามองไม่เห็นแล้วเรียนเพื่อ?!!
ใช่เลยครับ ตอนแรกผมก็คิดเช่นนั้น ว่าเราจะเรียนไปทำไมวะ? แต่ก็มาฉุดคิดได้ตอนที่อยากจะสมัครงานเป็น
พนักงานรับโทรศัพท์หรือที่เรียกว่าโอเปอร์เรเตอร์
คือถ้าจะสมัครงานในตำแหน่งนี้ มันต้องมีใบปริญญาตรีเป็นพื้นฐานครับ (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปเรียนเรื่องนิวตั้นเพื่อฝึกการออกแรงกับกล่องเสียงหรืออย่างไร?)
นั้นแหละครับ ถึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้กลับไปเรียนอีกครั้งหนึ่ง
เอ่อ.. ผมลืมบอกว่าตอนนั้นผมเรียนในรั้วสีแสดเหลือง มาพิการสะก่อนเลยเรียนไม่จบครับ
อันนี้ถึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า แค่กระดาษใบเดียวเราต้องคว้ามาให้ได้
หลายคนที่อ่านอยู่ก็อาจจะคิดว่า แล้วทำไมไม่กลับไปเรียนที่เดิม?
มันเป็นเรื่องที่ยากนะครับที่สถาบันการศึกษาจะรองรับคนพิการในการเรียน ยิ่งเป็นพิการด้านการมองเห็นด้วยแล้ว อธิบดีน่าจะนั่งกุมขมับอยู่พอสมควร
ทีนี้ผมก็เลยมองหาทางเลือกใหม่ครับ และก็ไปเจอระบบการศึกษาทางไกล
นั้นคือ "มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช" หรือที่เรียกสั้นๆว่า มสธ.ครับ
ผมเชื่อว่าอาจจะมีหลายๆคนคุ้นกับชื่อนี้อยู่พอสมควร เพราะเปิดโอกาสให้คนทุกประเภทได้ศึกษาและได้ทำตามความฝันที่ได้ตั้งใจเอาไว้
เดี๋ยวผมจะรีวิวตามลำดับเหตุการณ์เลยนะครับ
สำหรับใครที่กำลังมีความสนใจจะศึกษาต่อที่สถาบันการศึกษานี้ ก็ลองนำประสบการณ์ของผมไปพิจารณาร่วมด้วยก็ได้นะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการเลือกเรียนครับผม
**ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนพิการ คนปกติธรรมดาก็สามารถใช้เรื่องราวของผมไปประกอบการตัดสินใจได้นะครับ