นาย T เจ้าปัญหา ช่วงที่ 2 : ทำไมผมไม่อยากนับถือศาสนา

        ผมก็มีความคิดแบบนี้มานานมากกกกกกกกก ละก็รู้สึกว่า มีคนที่คิดเหมือน ๆผมก็เยอะ แต่เนื่องด้วยสภาพสังคมทำให้เกิดกระแสดราม่าต่อผู้ที่มีความคิดแบบเดียวกับผมเต็มไปหมด ในโซเชียล ซึ่งผมไม่สนใจหรอก 555 เอาเป็นว่านี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของผม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเห็นชอบหรือเห็นต่าง ก็ได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้แต่ขอให้อยู่ในหลักของเหตุและผลนะครับ
        ผมเป็นคนที่เกิดในครอบครัวพุทธ ก็เหมือนคนไทยส่วนใหญ่ทั่วไปแหละเนอะ สมัยเด็ก ๆก็เข้าวัด ทำบุญ ตักบาตร ตามพ่อแม่ ตามยาย และที่ชอบมากเลยคือการนั่งรถไปปิดทองตามวัดต่าง ๆ ไปบริจาคกระเบื้องหลังคาวัด บริจาคโรงศพ ไถ่ชีวิตโคกระบือ ปิดทองลูกนิมิต อะไรแบบนั้น (เลยค้นพบตัวเองว่า เป็นคนชอบเดินทางไปโน่นไปนี่ ทุกวันนี้หนีแม่เที่ยวตลอด 555) แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือ ในวัยประถม รร.วัดของผม ทุกวันศุกร์ก่อนกลับบ้านจะต้องมานั่งท่าเทพบุตร สวดสรภัญญะ ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมาน ชิไห ทั้งปวด ท้งเหน็บ ทั้งชา สวดไปก็ไม่รู้ความหมาย บิดแล้วบิดอีกกวาจะสวดจบแทบลมจับ แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ยังไม่คิดอะไรมากก็ทน ๆไป และ อีกอย่างนึงคือ วิชาการงานครับ ท่านผู้อ่านอาจจะงง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องศาสนา ใช่ครับท่านผู้อ่านไม่ต้องงง เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังงงอยู่ 555 เนื่องจากวิชานั้นสมัยผมอยู่ประถมนอกจากไปปลูกผักคะน้าที่เก็บคะแนนตามความยาวต้นที่ขึ้นแล้ว (คะแนนขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ ถ้าต้นโตคะแนนเยอะ ต้นแคระคะแนนน้อย) การสอบเก็บคะแนนอีกอย่างนึงคือให้ท่องบทแผ่เมตตา และแอดวานซ์กว่านั้นคือ สวดชินบัญชรเก็บคะแนนครับ OMG !!! ถามว่าเยอะขนาดไหน ลองเปิดหาในอากู๋ได้เลย ตอนนั้นผมก็ท่องกันตาลีตาเหลือกเลยสิครับ เพื่อคะแนนอันมีค่าของพวกเราาาาา !!! และชีวิตก็ผ่านมาด้วยดี (มั้ง ?)
จนกระทั่งวันที่ผมเริ่มมีความคิดขวางโลก ก็มาถึง คือตอนที่ผมโดน รร.บังคับไปบวชเณรตอน ม.5 เนื่องจากทำตัวเกเรไปนิด ผมได้ไปบวชในวัดป่าที่ห่างไกลผู้คน (รวมทั้งสัญญาณโทรศัพท์ด้วย -*- ) เป็นเวลาแค่ 10 วัน แต่ผมรู้สึกว่านานเหมือนเป็นเดือน เพราะรู้สึกทรมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นการตื่นแต่ตี 3 มาทำวัดเช้า ตี 5 ไปเดินบิณฑบาตร และเวลาทั้งวันก็ยังต้องไปนั่งฟังเทศ ตอนกลางคืนก็มีปฏิบัติธรรม กว่าจะได้นอน 4 - 5 ทุ่ม และก็ผมไม่ได้นอนในกุฏินะ ปักกรดนอนจ้าาาาาา อากาศกลางคืนก็หนาวนอนก็ไม่ค่อยหลับ ละตี 3 ก็ตื่นอีก วนเป็นลูปแบบนี้ไปจนครบ 10 วัน ตอนนั้นก็คิดในหัวแล้วว่า "ตรูมาทำอะไรที่นี่ฟะ" เริ่มมีความคิดต่อต้านว่า สวดไปทำไม นั่งไปทำไม มันได้อะไร ฯลฯ คือผมเข้าใจนะ ผมควรจะทำจิตใจให้สงบปล่อยวางตามนโยบายของทางรร.ที่ส่งผมมาบวช แต่มันทำไม่ได้จริง ๆอ่ะ ไม่รู้จะทำยังไง แถมวันที่ 5-6 ทำโทรศัพท์ตกน้ำอีก ทีนี้ยิ่งเครียดไปกันใหญ่ พอจบการบวชตรงนี้เสร็จ ก็มีความคิดที่ว่า ตรูขอพอกับการบวชเถอะ แค่ศีล 10 ตรูยังเอาไม่อยู่ แล้วจะไปเอาอะไรกับศีล 227 ข้อ ถ้าฝืนบวชก็เป็นบาปเป็นกรรมไปอีก แถมเครียดเปล่า ๆ ไม่ได้มีผลดีต่อตัวเองเลย ก็พอกลับมาหลังจากนั้นเวลาไปทำกิจกรรมอะไรต่าง ๆที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา ผมก็ทำตามนะ แต่จะมีคำถามในใจตลอดว่า "ทำเพื่ออออ ?" จนมาถึงปัจจุบัน
ละปัญหาที่เพิ่งผ่านมาสด ๆร้อน ๆเลยคือ ทะเลาะกับทางบ้าน เมื่อผมบอกว่า ผมจะไม่บวชพระแล้ว ที่บ้านก็โมโหโกรธผมจัด บอกว่ามันเป็นประเพณี ลูกชายบ้านอื่นเขาก็บวชให้พ่อให้แม่กันหมด โดยเฉพาะแม่ที่มองหน้าผมเหมือนจะพูดว่า "ไอลูกเนรคุณ" ไม่ยอมคุยกับผมไปหลายวัน จนผมต้องไปขอโทษ ขอผ่อนผันเวลาบวช (นึกว่าผ่อนผันเกณฑ์ทหาร) ไปก่อนถึงจะกลับมาคุยกันได้ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้บวชแต่รู้สึกแย่มากจริง ๆ ที่คนที่บ้านไม่มีใครเข้าใจผมเลยซักคน
นี่ก็เกริ่นมาพอสมควรแล้วเนอะ สำหรับสาเหตุของผมที่ ทำไมถึงคิดอะไรแบบนั้น
เข้าเรื่อง ซึ่งถ้าถามว่าความคิดผมที่มีต่อศาสนาเป็นยังไง ละก็ผมจะอธิบายเป็นข้อ ๆให้ฟัง
1.ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี (อันนี้เบสิค)
2.ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผล (ส่วนศาสนาอื่น ผมขออนุญาตไม่ออกความเห็นนะครับเพราะไม่เคยได้ศึกษาหลักคำสอนเลย) แต่คนไทยเอามาผูกกับวัฒนธรรมประเพณีไทย จนไม่เข้าใจแก่นแท้ ๆของศาสนาจริง ๆเสียแล้ว
เช่น การบวชเพื่อให้พ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ ผมว่าในพระไตรปิฎกไม่มีข้อนี้นะ การบวชควรเป็นความสมัครใจสิ ไม่ใช่บังคับกัน
3.คนไทยเป็นชาติที่ยึดติดในพิธีกรรมมากกกกกกกกกกกกกกกก ทั้ง ๆที่บางคนทำมาทั้งชีวิต ก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าทำไปทำมะเขืออะไร รู้แค่ว่า ทำแล้วได้บุญ ทำแล้วขึ้นสวรรค์ ..... ก็เลยทำ ถูกปลูกฝัง แค่ว่า "ทำแล้วมันดี จงทำตามซะ !!!" เลยไม่ได้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ อะไรซักอย่าง
4.ศาสนาพุทธเราสอนให้เราเห็นเป็นรูปธรรม เช่นการลองปฏิบัติตาม เห็นผล แล้วจึงเชื่อ แต่ทำไม ? คนไทยถึงไปเชื่ออะไรที่เป็นนามธรรมมากกว่า เช่น กูทำบุญที่วัด สวดมนต์บทยาว ๆ เอาเงินเข้าวัดเยอะ ๆ กูต้องได้บุญ กูต้องได้ขึ้นสวรรค์... แต่ทำไมคุณไม่ไป บริจาคเงินให้องค์กรการกุศล บริจาคเงินให้ รพ. รร. ห่างไกลบ้างล่ะ อันนั้นมันเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่านะ และอีกความเชื่อนึงที่ผมงงมาก คือการบริจาคอวัยวะ บางคนไม่กล้าบริจาค กลัวชาติหน้าเกิดมาจะไม่ครบ 32 ตรรกะอะไรฟะ ? แทนที่จะคิดว่าคุณตายไปแล้ว แต่ก็ยังทำประโยชน์ให้กับคนที่อยู่ได้ ทำไมถึงไปเชื่ออะไรแบบนั้น ละการบริจาคเงินเข้าวัดมาก ๆ พอวัดเงินเยอะ พระก็มีกิเลส เดี๋ยวก็มีสีกามาพัวพัน มีผู้มีอิทธิพลมายุ่ง ทีนี้ก็ไปกันใหญ่อีก (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนับสนุนให้ทำบุญกับวัดนะ เพราะบางวัดก็อยู่กันยากลำบากจริง ๆ)
5.ผมมีหลักคิดเรื่องกฎแห่งกรรมไม่เหมือนคนอื่น ผมคิดว่ากฎแห่งกรรมตามที่คนไทยเข้าใจนั้น ไม่มีอยู่จริง แต่ที่ถูกต้องคือ กฎแรงดึงดูด ไม่ใช่ของไอแซคนิวตันนะ 555 แต่เป็นของ Rhonda Byrne จากหนังสือ The Secret มีหลักการว่า ถ้าเราคิดดี สิ่งดี ๆจะเข้ามาหา เรา ถ้าคิดไม่ดีสิ่งแย่ ๆจะเข้ามาหาเราเช่นกัน ที่ผมเชื่อเช่นนั้นเพราะผมศึกษาเกี่ยวกับอาชญากร หัวหน้าแก๊งมาเฟีย เจ้าพ่อตามที่ต่าง ๆ คนเหล่านี้มีหลายคนที่มีอายุยืนยาว แก่ตายตอนอายุ 70-80 (บางคนเกือบร้อยแหนะ) ทั้ง ๆที่ฆ่าคนมาก็เยอะ ทำชั่วไว้ก็มาก แต่เออแปลก มันตายดีเฉย 555 เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะความคิดครับ คนเหล่านั้นจิตใจไม่เหมือนคนปกติทั่วไป เขาไม่ได้รู้สึกแย่ต่อการกระทำความผิด เขาอาจจะทำชั่วเพราะสนุก หรือ ฆ่าคนแล้วมีความสุขก็ได้ พอเขาไม่คิดในสิ่งที่ไม่ดี เขาก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นผลเสียต่อตัวเขาเองยังไงล่ะครับ กลับกันคนที่จิตใจปกติ พอทำเรื่องไม่ดีไป จิตใจจะเก็บเอาเรื่องแย่ ๆนั้นมาคิด เวลาไปทำอะไรตัดสินใจอะไร ก็จะพาไปเจอแต่เรื่องแย่ ๆ ทำให้เหมือนมีเวรกรรมติดตามตัวอยู่
นั่นแหละครับ คือเหตุผลที่ผมใช้หลักกฎแห่งกรรมแตกต่างจากคนอื่น ดังนั้นเรื่องอะไรที่คนทั่วไปบอกว่าดีแต่ผมคิดว่าผมทำแล้วไม่สบายใจผมจะไม่ทำ แต่อะไรที่เขาว่ามันไม่ค่อยดีแต่มันดีต่อใจผมผมก็จะทำ 55555 (แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกม.และจารีตประเพณีด้วยนะจ๊ะ)
6.ผมคิดว่าหลักที่ควรใช้ในการดำเนินชีวิตแล้วดีที่สุดคือ
หลักสิทธิมนุษยชนครับ เพราะหมายถึงว่าเรามีสิทธิของเรา เราสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่กระทบกับชาวบ้าน และไม่ผิดกฎหมาย ถ้าคนเราทำได้ตามที่ผมเขียนไป คน ๆนั้นก็เป็นคนดีของสังคมแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรให้มันวุ่นวาย
7.(ขออนุญาตไปนอนก่อนนะครับ ตาจะปิดล้าวววววว)
สรุปคือ ผมไม่อยากนับถือตัวศาสนาพุทธเพราะเนื่องด้วย พิธีกรรม วัฒนธรรมจารีตประเพณีไทย ที่ชอบบีบบังคับให้คนรุ่นใหม่ทำตามโดยไม่สามารถหาเหตุผลที่พิสูจน์ได้ว่ามันดียังไงกับตัวผมและมันไม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผมเอามาก ๆ
ใจจริงผมอยากไปอำเภอละขีดคำว่าพุทธออกจากบัตรประชาชนจริง ๆ แต่ก็นะสังคมไทยบอกว่าไม่มีศาสนา คือ คนเชี่ยมาก ๆ ไม่สามารถมีชีวิตได้ในสังคมนี้สมควรเอาไปประหาร ผมก็เลยต้องอยู่ต่อไป 555
แต่ในส่วนของหลักคำสอนผมคิดว่าคู่ควรแก่การนำมาศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อไปครับ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่หลงกันเข้ามาอ่าน ถ้าใครมีความคิดเห็นอย่างไรสามารถแสดงไว้ในช่องคอมเม้นท์ด้านล่างได้เลยยยย แต่ขอเป็นเหตุเป็นผลนะครับ ไม่เอาสงครามเด้อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่