สัปดาห์หน้าผมจะอายุครบ 33 ขวบแล้ว แม้ว่าตลอดกว่า 30ปีที่ผ่านมาผมไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า
“อยากได้อะไรในวันเกิด” เพราะมันก็เป็นแค่วันธรรมดาหนึ่งวันของคนธรรมดา
ผมเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากที่จะได้อะไรสักอย่างแต่ไม่ยอมลงมือไขว่คว้าเอง
สุดท้ายความอยากของเรานั้นจะส่งผลกระทบไปยังคนรอบข้าง พ่อแม่เอย เพื่อนฝูงเอย คนรักเอย
พวกเค้าต้องเสียเวลา เสียเงินทอง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราอยากได้ ซึ่งผมว่ามันไม่แฟร์นะ
เมื่อไม่อยากสร้างความลำบากให้ใครผมจึงเลือกที่จะไม่ขออะไรในวันเกิดผมมาตลอด 33ปี..
แต่วันเกิดครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมขอของขวัญ 😊
..ผมขอให้ผมได้เขียนบทความนี้ แล้วใส่มันลงในพันทิป ให้บทความนี้เป็นเครื่องมือแบ่งเบาความรู้ที่สึกหนักอึ้งของผู้ชายคนหนึ่ง
ให้ผู้คนในพันทิปแวะเข้ามาอ่าน เพื่อผมจะได้รู้สึกว่ามีใครที่ไหนสักแห่งยอมรับฟังเรื่องราวของผม
พอเขียนเสร็จแล้ว บทความนี้จะเป็นของขวัญที่ทำให้ผม มีแรงเดินต่อนะ
ผมเกิดและโตที่เชียงใหม่ ผมได้รับความรับจากครอบครัวอย่างดีจนกระทั่งอายุได้ 8 ขวบ
เหมือนว่ากิจการที่บ้านจะมีปัญหา พ่อบอกว่า “บ้านเรามันใหญ่ไปนะ เราจะย้ายไปอยู่ห้องเล็กๆ กันนะลูก แล้วเราจะได้เล่นด้วยกันตลอดไง”
สำหรับผมมันก็ดีนะ เพราะตั้งแต่ย้ายมาก็ได้เล่นกับพ่อทุกวันในห้องที่เดินจากประตูแค่ 10ก้าว ก็ถึงผนังอีกฝั่งแล้ว
ติดแค่นิดเดียวตรงที่แม่ของผมท่านบอกว่าจะไปทำงานกับเพื่อนสักพัก ให้อยู่กับพ่อก่อนนะเดี๋ยวแม่กลับมา
จนถึงตอนนี้ก็ปาไป 25ปีแล้ว คำว่าสักพักของแม่นานจังเลยครับ..
หนึ่งในความทรงจำดีๆ วัยวัยเด็กที่ครอบครัวผมมีร่วมกันก็คือเช้าวันหยุดวันหนึ่ง
ผมเห็นพ่อปั่นจักรยานออกไปตั้งแต่เช้า ผมตะโกนไล่หลังพ่อ ถามว่า “พ่ออ จะไปไหน”
พ่อผมที่ปั่นจักรยานอยู่ ก็เหลียวหลังกลับมาตะโกนตอบว่า “อยู่กับแม่ก่อน เดี๋ยวพ่อมา”
พอเห็นพ่อออกไปแบบนั้นแล้ว ผมเองก็เลยออกไปเล่นกับเพื่อนที่อยู่บ้านติดกัน
เพื่อนของผมมันชื่อ “ไอ้อม” เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่า “อม” ต้องไม่ใช่ชื่อเต็มของมันแน่ๆ
พยามถามมันแล้วว่าชื่อจริงคืออะไร อมยิ้มก็ไม่น่าใช่ อมตังค์ก็ไม่น่าใช่
หรือชื่อที่เรียกแล้วทำให้ต่อยกันบ่อยๆ อย่างอมตีน ก็ไม่น่าจะใช่อีก
แต่เอาเถอะ อย่างหนึ่งที่สรุปได้ชัดก็คือพ่อแม่ของไอ้อมมีความครีเอทีฟสูงมาก
เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาของผมยังไม่เคยเจอใครที่ชื่อซ้ำกับมันเลยจริงๆ
ผมกับไอ้อมเล่นด้วยกันจนถึงบ่ายแก่ๆ เสร็จแล้วก็กลับไปที่ห้อง
ผมจำได้ว่าหิวมากเพราะหลังจากกินน้ำตาลปี๊ปก้อนที่ขโมยมาจากแม่ไอ้อมเมื่อตอนสายๆ ก็ยังไม่ได้กินอะไรอีกเลย
แม่บอกว่า “รอพ่อก่อนลูก เดี๋ยวพ่อซื้อข้าวกลับมา” ผมเองก็รอไปเรื่อยๆ จนฟ้าเริ่มมืดพ่อก็ยังไม่มา
จนแล้วจนรอดในที่สุด มองเห็นผู้ชายปั่นจักรยานเลี้ยวเข้ามาจากระยะใกลๆ
นั่นคือพ่อผมแน่นอน ที่แฮนด์รถมีถุงหิ้วห้อยอยู่ จำได้ว่าผมกระเตงวิ่งไปอย่างเร็วจนพ่อต้องรีบเบรกรถ
ผมเอามือหยิบถุงหิ้วนั้นแล้วรีบวิ่งกลับมาโดยไม่เหลียวมองหรือพูดอะไรกับพ่อสักคำ
ผมรีบแกะผัดกระเพราสองถุงนั้นออก ใช้ช้อนตักลงไปในถุงพลาสติกแล้วตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่สนใจอะไรรอบตัวสักอย่าง
จำได้ว่าหิวมากกกกจริงๆ จนกระทั่งกินไปได้ประมาณครึ่งถุงก็เริ่มอิ่ม
ผมไซร้กินแต่หมูสับพร้อมกับคำถามที่อยู่ในหัวมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้หาคำตอบว่า “ทำไมผัดกระเพราถึงมีแต่ถั่วฝักยาววะ”
เมื่อเริ่มหายโมโหหิวสติก็เริ่มกลับมา ผมจำได้ว่าถามพ่อไปว่า “อ้าว ทำไมมีแค่สองถุงอ่ะ แล้วของพ่อล่ะ”
ผมกับพ่อสบตากัน พ่อพูดว่า “อ๋อ พ่อกินมาแล้ว” พร้อมกับพยักหัวรัวๆ
โห่.. แอบกินก่อนแล้วปล่อยลูกหิว พอคิดแบบนั้นก็เซ็งจิต ผมทิ้งถุงข้าวลงถังขยะแล้วก็เดินเข้าห้องไป
ผมจำไม่ได้ว่าทำอะไรอยู่ในห้องสักพักใหญ่ๆ พาลคิดในใจว่าพ่อกับแม่ทำไมถึงไม่เข้าห้องมา
ผมเดินไปตรงหน้าประตูแล้วมองหาพ่อ ภาพที่เห็นก็คือพ่อกับแม่นั่งอยู่ตรงม้านั่งฝั่งตรงข้ามห้อง
แม่เอามือแตะไหล่พ่ออยู่ ในขณะที่พ่อก็กำลังตักข้าวจากถุงใส่ปากเคี้ยวยุบยับ
แต่ถุงนั่นมันเป็นถุงเดียวกับที่ผมเพิ่งทิ้งลงถังขยะไปแน่ๆ
เวลาผ่านไปเกือบสิบปี อยู่ๆ ความทรงจำนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว
ผมนั่งนึกถึงความทรงจำนี้และก็ได้คำตอบว่า วันนั้นพ่อออกไปรับจ้างสินะ
พ่อหาเงินทั้งวันแต่ก็พอแค่สำหรับซื้อข้าวได้สองถุง พ่อผมไม่ได้กินข้าวกลับมา
และพ่อคือฮีโร่ของผมนะ..
นี่คือความทรงจำสุดท้ายของผมกับพ่อแม่ ก่อนที่เราทั้งสามจะแยกจากกัน
33 ปี ของผู้ชายคนหนึ่ง..
“อยากได้อะไรในวันเกิด” เพราะมันก็เป็นแค่วันธรรมดาหนึ่งวันของคนธรรมดา
ผมเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากที่จะได้อะไรสักอย่างแต่ไม่ยอมลงมือไขว่คว้าเอง
สุดท้ายความอยากของเรานั้นจะส่งผลกระทบไปยังคนรอบข้าง พ่อแม่เอย เพื่อนฝูงเอย คนรักเอย
พวกเค้าต้องเสียเวลา เสียเงินทอง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราอยากได้ ซึ่งผมว่ามันไม่แฟร์นะ
เมื่อไม่อยากสร้างความลำบากให้ใครผมจึงเลือกที่จะไม่ขออะไรในวันเกิดผมมาตลอด 33ปี..
แต่วันเกิดครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมขอของขวัญ 😊
..ผมขอให้ผมได้เขียนบทความนี้ แล้วใส่มันลงในพันทิป ให้บทความนี้เป็นเครื่องมือแบ่งเบาความรู้ที่สึกหนักอึ้งของผู้ชายคนหนึ่ง
ให้ผู้คนในพันทิปแวะเข้ามาอ่าน เพื่อผมจะได้รู้สึกว่ามีใครที่ไหนสักแห่งยอมรับฟังเรื่องราวของผม
พอเขียนเสร็จแล้ว บทความนี้จะเป็นของขวัญที่ทำให้ผม มีแรงเดินต่อนะ
เหมือนว่ากิจการที่บ้านจะมีปัญหา พ่อบอกว่า “บ้านเรามันใหญ่ไปนะ เราจะย้ายไปอยู่ห้องเล็กๆ กันนะลูก แล้วเราจะได้เล่นด้วยกันตลอดไง”
สำหรับผมมันก็ดีนะ เพราะตั้งแต่ย้ายมาก็ได้เล่นกับพ่อทุกวันในห้องที่เดินจากประตูแค่ 10ก้าว ก็ถึงผนังอีกฝั่งแล้ว
ติดแค่นิดเดียวตรงที่แม่ของผมท่านบอกว่าจะไปทำงานกับเพื่อนสักพัก ให้อยู่กับพ่อก่อนนะเดี๋ยวแม่กลับมา
จนถึงตอนนี้ก็ปาไป 25ปีแล้ว คำว่าสักพักของแม่นานจังเลยครับ..
ผมเห็นพ่อปั่นจักรยานออกไปตั้งแต่เช้า ผมตะโกนไล่หลังพ่อ ถามว่า “พ่ออ จะไปไหน”
พ่อผมที่ปั่นจักรยานอยู่ ก็เหลียวหลังกลับมาตะโกนตอบว่า “อยู่กับแม่ก่อน เดี๋ยวพ่อมา”
พอเห็นพ่อออกไปแบบนั้นแล้ว ผมเองก็เลยออกไปเล่นกับเพื่อนที่อยู่บ้านติดกัน
เพื่อนของผมมันชื่อ “ไอ้อม” เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่า “อม” ต้องไม่ใช่ชื่อเต็มของมันแน่ๆ
พยามถามมันแล้วว่าชื่อจริงคืออะไร อมยิ้มก็ไม่น่าใช่ อมตังค์ก็ไม่น่าใช่
หรือชื่อที่เรียกแล้วทำให้ต่อยกันบ่อยๆ อย่างอมตีน ก็ไม่น่าจะใช่อีก
แต่เอาเถอะ อย่างหนึ่งที่สรุปได้ชัดก็คือพ่อแม่ของไอ้อมมีความครีเอทีฟสูงมาก
เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาของผมยังไม่เคยเจอใครที่ชื่อซ้ำกับมันเลยจริงๆ
ผมกับไอ้อมเล่นด้วยกันจนถึงบ่ายแก่ๆ เสร็จแล้วก็กลับไปที่ห้อง
ผมจำได้ว่าหิวมากเพราะหลังจากกินน้ำตาลปี๊ปก้อนที่ขโมยมาจากแม่ไอ้อมเมื่อตอนสายๆ ก็ยังไม่ได้กินอะไรอีกเลย
แม่บอกว่า “รอพ่อก่อนลูก เดี๋ยวพ่อซื้อข้าวกลับมา” ผมเองก็รอไปเรื่อยๆ จนฟ้าเริ่มมืดพ่อก็ยังไม่มา
จนแล้วจนรอดในที่สุด มองเห็นผู้ชายปั่นจักรยานเลี้ยวเข้ามาจากระยะใกลๆ
นั่นคือพ่อผมแน่นอน ที่แฮนด์รถมีถุงหิ้วห้อยอยู่ จำได้ว่าผมกระเตงวิ่งไปอย่างเร็วจนพ่อต้องรีบเบรกรถ
ผมเอามือหยิบถุงหิ้วนั้นแล้วรีบวิ่งกลับมาโดยไม่เหลียวมองหรือพูดอะไรกับพ่อสักคำ
ผมรีบแกะผัดกระเพราสองถุงนั้นออก ใช้ช้อนตักลงไปในถุงพลาสติกแล้วตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่สนใจอะไรรอบตัวสักอย่าง
จำได้ว่าหิวมากกกกจริงๆ จนกระทั่งกินไปได้ประมาณครึ่งถุงก็เริ่มอิ่ม
ผมไซร้กินแต่หมูสับพร้อมกับคำถามที่อยู่ในหัวมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้หาคำตอบว่า “ทำไมผัดกระเพราถึงมีแต่ถั่วฝักยาววะ”
เมื่อเริ่มหายโมโหหิวสติก็เริ่มกลับมา ผมจำได้ว่าถามพ่อไปว่า “อ้าว ทำไมมีแค่สองถุงอ่ะ แล้วของพ่อล่ะ”
ผมกับพ่อสบตากัน พ่อพูดว่า “อ๋อ พ่อกินมาแล้ว” พร้อมกับพยักหัวรัวๆ
โห่.. แอบกินก่อนแล้วปล่อยลูกหิว พอคิดแบบนั้นก็เซ็งจิต ผมทิ้งถุงข้าวลงถังขยะแล้วก็เดินเข้าห้องไป
ผมจำไม่ได้ว่าทำอะไรอยู่ในห้องสักพักใหญ่ๆ พาลคิดในใจว่าพ่อกับแม่ทำไมถึงไม่เข้าห้องมา
ผมเดินไปตรงหน้าประตูแล้วมองหาพ่อ ภาพที่เห็นก็คือพ่อกับแม่นั่งอยู่ตรงม้านั่งฝั่งตรงข้ามห้อง
แม่เอามือแตะไหล่พ่ออยู่ ในขณะที่พ่อก็กำลังตักข้าวจากถุงใส่ปากเคี้ยวยุบยับ
แต่ถุงนั่นมันเป็นถุงเดียวกับที่ผมเพิ่งทิ้งลงถังขยะไปแน่ๆ
เวลาผ่านไปเกือบสิบปี อยู่ๆ ความทรงจำนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว
ผมนั่งนึกถึงความทรงจำนี้และก็ได้คำตอบว่า วันนั้นพ่อออกไปรับจ้างสินะ
พ่อหาเงินทั้งวันแต่ก็พอแค่สำหรับซื้อข้าวได้สองถุง พ่อผมไม่ได้กินข้าวกลับมา
และพ่อคือฮีโร่ของผมนะ..
นี่คือความทรงจำสุดท้ายของผมกับพ่อแม่ ก่อนที่เราทั้งสามจะแยกจากกัน