...เป็นบทความเก่า เมย. ๖๒...
ซึ่งบางท่านอาจจะสงสัยเหมือนกัน
เพราะมันดูขัดกับบทบาทที่ปรึกษาฯของท่าน
ป.ล. โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
●●ทำไม'ไพศาล พืชมงคล'ถึงปกป้อง'ธนาธร'มากจัง? - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ●●

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า...
ผมไม่ค่อยอยากโพสต์เรื่องธนาธร เพราะจะมีคนที่ไม่ชอบจำนวนมากที่เข้ามาพูดร้าย สู้กับคนที่เชียร์
จนเพจของผมมั่วไปหมด และผมต้องคอยไล่ลบคอมเมนท์คำหยาบทั้งสองฝ่าย
มีคนตั้งคำถามว่า " ทำไมคุณไพศาล พืชมงคลถึงปกป้องธนาธรมากจัง? "
ต้องเริ่มต้นว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคเดียวที่นำเสนอนโยบายแบบแหวกแนว (ดูรูป) เช่น
: ทำให้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเกิดขึ้นจริงๆ
: ทำ open government เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้จริง
: ทำให้ภาคประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการบริหารชุมชนของตนเองได้จริง
: ทลายอำนาจผูกขาดนายทุนใหญ่ให้ได้ผลจริง
: ปฏิรูปกองทัพให้ได้ผลจริง
ผมเองเสียดายที่พรรคอื่นไม่ได้เน้นเรื่องเหล่านี้เป็นกิจจะลักษณะ แต่ง่วนอยู่กับนโยบาย ลดแลกแจกแถม
จึงทำให้หลายคนที่ผมรู้จัก ไปเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะชอบนโยบายเหล่านี้
เพื่อนๆ ผมและเยาวชนที่คุยกับผม ไม่ได้เลือกเพราะไม่ศรัทธาสถาบัน แต่เขามั่นใจว่าสถาบันมีความแข็งแกร่ง
เสียจนคำวิจารณ์ในทางลบทำร้ายสถาบันไม่ได้
ก่อนการเลือกตั้ง ผมสนับสนุนให้ผู้ที่คัดค้านธนาธรเผยแพร่ทางโซเชียลกันเต็มที่ และผลก็ปรากฏว่า
แม้ถล่มโจมตีกันแบบทะลักทลาย ก็ยังมีคนเลือกกว่า 6.2 ล้านคน มากกว่าหลายพรรคไม่ว่าเก่าแก่หรือใหม่เอี่ยม
มาถึงวันนี้ เลือกตั้งก็ผ่านไปแล้ว ผมก็เห็นยังมีคนที่ถล่มธนาธรกันดุเดือด เหมือนเดิม คนที่เชียร์ก็ซัดกันหนัก
เหมือนเดิม ทำให้ผมถามตัวเองว่า คนพวกนี้ เขาคิดว่าจะสามารถทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหันมาเปลี่ยนใจได้
หรืออย่างไร?
เพราะขนาดทุ่มกันสุดตัวก่อนเลือกตั้ง ก็มีคน 6.2 ล้านคนที่ไม่ฟัง
ผมคิดว่าน่าเสียดายที่พรรคนี้มีธนาธรที่มีจุดสีเทาเรื่องหุ้นสื่อ มีปิยบุตรที่วิจารณ์สถาบัน และมีข้อด้อยอีก
หลายอย่างที่ผมไม่เห็นด้วย จึงน่าเสียดายที่จุดอ่อนเหล่านี้ ไปบดบังนโยบายแหวกแนวที่ดี
เมื่อมีรัฐบาลใหม่โดยมีพรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้าน ผมหวังว่าจะมีคนหยิบข้อเสนอดีๆ ของพรรคนี้ขึ้นมา
ดำเนินการ ผมอยากให้แยกเรื่องของตัวบุคคลออกไปจากเรื่องนโยบาย
คนอย่างคุณไพศาลที่กล่าวเกี่ยวกับธนาธรในเชิงแนะนำให้มองสองด้านนั้น ศัตรูของธนาธรก็จะอ่านเป็น
การปกป้องธนาธรแบบอัตโนมัติ
แต่มาถึงวันนี้ เราต้องถามว่า จะทำอย่างไรกับ 6.2 ล้านคน? เพราะเราผลักไสไล่ส่งเขาออกไปจาก
ประเทศไทยไม่ได้ เราจะพยายามติดป้ายฉลาก เพื่อบรรยายว่าคนกลุ่มนี้ไม่รักสถาบันหรือ?
ผมจึงอยากให้เพลาอารมณ์ลงกันบ้าง ทั้งสองฝ่าย แล้วปล่อยเวลาให้เป็นเครื่องสมานความแตกแยกในสังคม
คนในพรรคอนาคตใหม่จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว
ก่อนหน้านี้คงคาดไม่ถึงว่าจะมีคนให้การสนับสนุนมากอย่างนี้ แต่มาถึงวันนี้ ก็คงจะรู้และเข้าใจกันบ้างแล้วว่า
- คนเขาเลือกพรรคเพราะชอบนโยบาย แต่ไม่ชอบที่ธนาธรและปิยบุตรแสดงออก
- คนเขาอยากให้โอกาส แต่ธนาธรต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์เรื่องหุ้นสื่อได้หมดจด
- คนเขาเข้าใจว่ากลัวกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม แต่ไม่ชอบการชักศึกเข้าบ้าน
ฯลฯ
ผมเองเป็นคนอายุมาก จึงพอจะเข้าใจว่าคนอย่างคุณไพศาลนั้น อยากให้สังคมกลับมาปรองดอง และคงจะ
พยายามให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน
เพราะผู้อื่นที่หวือหวาไปกับเรื่องนี้ แบบเก็บอารมณ์ไม่อยู่ มีระดับผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย
[มีผู้อ่านที่วิจารณ์ได้น่าฟัง ผมก๊อปปี้มาทั้งของเขา และคำวิจารณ์ของผม ดังนี้ครับ...
ผู้อ่าน = เคารพในความคิดเห็นของอาจารย์นะครับ ผมมีข้อสังเกตเร็วๆดังนี้
1. จริงๆคุณไพศาลอาจจะไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนมากก็ได้ แต่ด้วยความที่ “น้องชายแท้ๆ” ของแกเป็นคีย์แมน
ของพรรคอนาคตใหม่ แกอาจจะได้รับข้อมูลทางด้านนั้นมากกว่า ก็เป็นธรรมดาที่แกจะเอนไปทางนั้นมากกว่า
2. นโยบายหลายๆอย่างของพรรคอนาคตใหม่น่าสนใจก็จริง แต่ก็ถูกวิพากษณ์วิจารณ์อยู่บ่อยๆว่ามันค่อนข้าง
“ขายฝัน” และถูกผลิตขึ้นมาจากคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์จริงๆ
ครั้งหนึ่งคุณธนาธรเคยไปดีเบตกับคุณกรณ์ เมื่อพิธีกรถามว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
คุณธนาธรตอบว่า “ผมไม่มีประสบการณ์ในการทำงานตรงนั้นแบบคุณกรณ์ ผมต้องขอเข้าไปดูข้อมูลก่อน”
ทำนองนี้
แม้จะเป็นคำตอบที่ดูจริงใจ แต่ก็ …… ทำให้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าแต่ละนโยบายที่เสนอนี่ทำการบ้านมาแค่ไหน
3. พรรคอนาคตใหม่ สร้างกระแสพรรคด้วยวาทกรรมแบ่งแยก คนรุ่นเก่า vs คนรุ่นใหม่ คนรวย vs คนจน
นายทุนชน vs ชั้นแรงงาน และไม่ได้สร้างเล่นๆ คือสร้างกระแสจนเกิดความเกลียดชังกันจริงๆ แต่พรรค
อนาคตใหม่ย่อมพอใจที่เป็นเช่นนี้ เพราะมันทำให้เค้าได้คะแนนเสียงที่มีความภักดีต่อพรรค คอยปกป้องพรรค
และด่ากราดผู้ที่เห็นต่าง ผมว่าการสร้างพรรคขึ้นมาจากกระแสความเกลียดชังมันค่อนข้างอันตราย
4. เรื่องสถาบัน… ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ เรื่องที่บอกว่าสถาบันเข้มแข็งอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะมีใครมา
ทำอะไรได้
ผมอยากเราย้อนไปถึงสมัยที่สื่อเครือผู้จัดการ และคุณสนธิอออกมาชูประเด็นเรื่อง “เราจะสู้เพื่อในหลวง”
เพราะคุณสนธิมีข้อมูลจากสำนักงานข่าวของผู้จัดการฯทั่วประเทศ แกเริ่มรู้แล้วว่าขบวนการล้มเจ้ามันมีจริง
และมันกำลังก่อตัว
วันนั้นมีแต่คนด่าแก บอกว่าแกโหนเจ้า จะสู้กับทักษิณ ทำไมต้องโหนเจ้า สรุปคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ก็ยังมองไม่เห็นถึงความอันตรายที่มันก่อตัวขึ้น ผมว่า มาถึงวันนี้เราไม่ต้องเถียงกันแล้วมั้งครับว่า ขบวนการ
ล้มเจ้าที่คุณสนธิเคยเตือน มันมีจริงหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องมโน และถ้าหากเรายังวางเฉยต่อไป ผมว่า
ความเข้าใจผิดบางอย่างมันก็คงจะขยายออกไปเรื่อยๆ
ผมรับได้กับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันอย่างสุจริตในบทบาทของนักวิชาการนะ แต่ถ้าในระดับของ ส.ส. หรือ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมว่าสังคมควรต้องคิดกันให้ถี่ถ้วนครับ
ผมตอบ = John JB Bowring
1. ผมไม่ทราบว่าข่าวน้องคุณไพศาลจริงหรือไม่ แต่การมองว่าคุณไพศาลจะเอน เพียงฟังลมปากจากน้อง
เป็นการมองคนที่เคยทำงานกับนักการเมืองที่เห็นหลายด้าน อย่างไม่แฟร์ครับ
2. นโยบายของพรรคขาดวิธีปฏิบัติ ข้อวิจารณ์นี้ตรงเป๊ะ และคงไม่มีใครเก็งให้พรรคเด็กใหม่ไปบริหาร
รัฐบาลดอกครับ สิ่งที่คน 6.2 ล้านคนพยายามสื่อก็คือต้องการให้พรรคอื่นตื่นจากการเมืองแบบที่มอง
ประชาชนเป็นหมูเป็นหมา คอยแต่มีอาหารมาป้อนแบบการกุศลนิยม
ถ้าประเทศจะมีความหวัง จะเกิดจากพรรคอื่นตื่นตกใจแล้วปรับตัว
3. การเมืองเป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนความขัดแย้งแบ่งพวก เป็นธรรมดาครับ ดูกรณีสหรัฐ อังกฤษ อยู่ที่สังคมจะ
รับรู้ถึงอันตรายของการสร้างความเกลียดชัง
แต่ขณะนี้สังคมส่วนหนึ่งกลับช่วยโหมกระแส นอกจากทำให้สังคมอ่อนเปลี้ยแล้ว ยังยิ่งช่วยคนที่อาศัย
การเมืองแบบแตกแยกไปโดยไม่รู้ตัว
4. ผมไม่ชอบการวิจารณ์สถาบันเช่นเดียวกับคุณและหลายคน
แต่การจัดการประเด็นนี้ ไม่ใช่ผลักคน 6.2 ล้านคนให้ห่างไปจากสถาบัน ต้องหาทางตะล่อม แยกปลาจากน้ำ
ขอเพียงประชาชนมองเห็นว่า มีผู้ใหญ่ที่บริหารประเทศแบบไม่โกง ที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ปรนเปรอนายทุน
ที่ไม่ใช่เฉพาะฝันได้ แต่ทำได้จริงด้วย เหล่านี้ ผู้ใหญ่ก็มี ถ้าได้ผู้ใหญ่แบบนี้ ใครจะไปเลือกพรรคเด็กล่ะครับ
บทวิเคราะห์ของคุณมีความเป็นกลางมากกว่าหลายคน ต้องขอชม แต่การชี้ปัญหาอย่างเดียวไม่พอ ฝากช่วย
คิดด้วยว่า สังคมจะหาทางออกอย่างไร]
ขณะที่นายไพศาล พืชมงคล ผู้ช่วยที่ปรึกษาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แช์โพสต์ของนายธีระชัย พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่าต้องช่วยกันตั้งสติ
ขืนเอาแต่ด่ากัน
แตกสามัคคีกัน
บ้านเมืองคงลำบากมาก
ประเทศไทยยามนี้ต้องการความสามัคคีและร่วมกันทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
ระวังสารพัดปัญหาที่กำลังประดังเข้ามาให้ดีเถิด
Cr.
https://www.thaipost.net/main/detail/34057
●●ทำไม'ไพศาล พืชมงคล'ถึงปกป้อง'ธนาธร'มากจัง? - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล●●
ซึ่งบางท่านอาจจะสงสัยเหมือนกัน
เพราะมันดูขัดกับบทบาทที่ปรึกษาฯของท่าน
ป.ล. โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
●●ทำไม'ไพศาล พืชมงคล'ถึงปกป้อง'ธนาธร'มากจัง? - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ●●
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า...
ผมไม่ค่อยอยากโพสต์เรื่องธนาธร เพราะจะมีคนที่ไม่ชอบจำนวนมากที่เข้ามาพูดร้าย สู้กับคนที่เชียร์
จนเพจของผมมั่วไปหมด และผมต้องคอยไล่ลบคอมเมนท์คำหยาบทั้งสองฝ่าย
มีคนตั้งคำถามว่า " ทำไมคุณไพศาล พืชมงคลถึงปกป้องธนาธรมากจัง? "
ต้องเริ่มต้นว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคเดียวที่นำเสนอนโยบายแบบแหวกแนว (ดูรูป) เช่น
: ทำให้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเกิดขึ้นจริงๆ
: ทำ open government เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้จริง
: ทำให้ภาคประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการบริหารชุมชนของตนเองได้จริง
: ทลายอำนาจผูกขาดนายทุนใหญ่ให้ได้ผลจริง
: ปฏิรูปกองทัพให้ได้ผลจริง
ผมเองเสียดายที่พรรคอื่นไม่ได้เน้นเรื่องเหล่านี้เป็นกิจจะลักษณะ แต่ง่วนอยู่กับนโยบาย ลดแลกแจกแถม
จึงทำให้หลายคนที่ผมรู้จัก ไปเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะชอบนโยบายเหล่านี้
เพื่อนๆ ผมและเยาวชนที่คุยกับผม ไม่ได้เลือกเพราะไม่ศรัทธาสถาบัน แต่เขามั่นใจว่าสถาบันมีความแข็งแกร่ง
เสียจนคำวิจารณ์ในทางลบทำร้ายสถาบันไม่ได้
ก่อนการเลือกตั้ง ผมสนับสนุนให้ผู้ที่คัดค้านธนาธรเผยแพร่ทางโซเชียลกันเต็มที่ และผลก็ปรากฏว่า
แม้ถล่มโจมตีกันแบบทะลักทลาย ก็ยังมีคนเลือกกว่า 6.2 ล้านคน มากกว่าหลายพรรคไม่ว่าเก่าแก่หรือใหม่เอี่ยม
มาถึงวันนี้ เลือกตั้งก็ผ่านไปแล้ว ผมก็เห็นยังมีคนที่ถล่มธนาธรกันดุเดือด เหมือนเดิม คนที่เชียร์ก็ซัดกันหนัก
เหมือนเดิม ทำให้ผมถามตัวเองว่า คนพวกนี้ เขาคิดว่าจะสามารถทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหันมาเปลี่ยนใจได้
หรืออย่างไร?
เพราะขนาดทุ่มกันสุดตัวก่อนเลือกตั้ง ก็มีคน 6.2 ล้านคนที่ไม่ฟัง
ผมคิดว่าน่าเสียดายที่พรรคนี้มีธนาธรที่มีจุดสีเทาเรื่องหุ้นสื่อ มีปิยบุตรที่วิจารณ์สถาบัน และมีข้อด้อยอีก
หลายอย่างที่ผมไม่เห็นด้วย จึงน่าเสียดายที่จุดอ่อนเหล่านี้ ไปบดบังนโยบายแหวกแนวที่ดี
เมื่อมีรัฐบาลใหม่โดยมีพรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้าน ผมหวังว่าจะมีคนหยิบข้อเสนอดีๆ ของพรรคนี้ขึ้นมา
ดำเนินการ ผมอยากให้แยกเรื่องของตัวบุคคลออกไปจากเรื่องนโยบาย
คนอย่างคุณไพศาลที่กล่าวเกี่ยวกับธนาธรในเชิงแนะนำให้มองสองด้านนั้น ศัตรูของธนาธรก็จะอ่านเป็น
การปกป้องธนาธรแบบอัตโนมัติ
แต่มาถึงวันนี้ เราต้องถามว่า จะทำอย่างไรกับ 6.2 ล้านคน? เพราะเราผลักไสไล่ส่งเขาออกไปจาก
ประเทศไทยไม่ได้ เราจะพยายามติดป้ายฉลาก เพื่อบรรยายว่าคนกลุ่มนี้ไม่รักสถาบันหรือ?
ผมจึงอยากให้เพลาอารมณ์ลงกันบ้าง ทั้งสองฝ่าย แล้วปล่อยเวลาให้เป็นเครื่องสมานความแตกแยกในสังคม
คนในพรรคอนาคตใหม่จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว
ก่อนหน้านี้คงคาดไม่ถึงว่าจะมีคนให้การสนับสนุนมากอย่างนี้ แต่มาถึงวันนี้ ก็คงจะรู้และเข้าใจกันบ้างแล้วว่า
- คนเขาเลือกพรรคเพราะชอบนโยบาย แต่ไม่ชอบที่ธนาธรและปิยบุตรแสดงออก
- คนเขาอยากให้โอกาส แต่ธนาธรต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์เรื่องหุ้นสื่อได้หมดจด
- คนเขาเข้าใจว่ากลัวกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม แต่ไม่ชอบการชักศึกเข้าบ้าน
ฯลฯ
ผมเองเป็นคนอายุมาก จึงพอจะเข้าใจว่าคนอย่างคุณไพศาลนั้น อยากให้สังคมกลับมาปรองดอง และคงจะ
พยายามให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน
เพราะผู้อื่นที่หวือหวาไปกับเรื่องนี้ แบบเก็บอารมณ์ไม่อยู่ มีระดับผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย
[มีผู้อ่านที่วิจารณ์ได้น่าฟัง ผมก๊อปปี้มาทั้งของเขา และคำวิจารณ์ของผม ดังนี้ครับ...
ผู้อ่าน = เคารพในความคิดเห็นของอาจารย์นะครับ ผมมีข้อสังเกตเร็วๆดังนี้
1. จริงๆคุณไพศาลอาจจะไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนมากก็ได้ แต่ด้วยความที่ “น้องชายแท้ๆ” ของแกเป็นคีย์แมน
ของพรรคอนาคตใหม่ แกอาจจะได้รับข้อมูลทางด้านนั้นมากกว่า ก็เป็นธรรมดาที่แกจะเอนไปทางนั้นมากกว่า
2. นโยบายหลายๆอย่างของพรรคอนาคตใหม่น่าสนใจก็จริง แต่ก็ถูกวิพากษณ์วิจารณ์อยู่บ่อยๆว่ามันค่อนข้าง
“ขายฝัน” และถูกผลิตขึ้นมาจากคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์จริงๆ
ครั้งหนึ่งคุณธนาธรเคยไปดีเบตกับคุณกรณ์ เมื่อพิธีกรถามว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
คุณธนาธรตอบว่า “ผมไม่มีประสบการณ์ในการทำงานตรงนั้นแบบคุณกรณ์ ผมต้องขอเข้าไปดูข้อมูลก่อน”
ทำนองนี้
แม้จะเป็นคำตอบที่ดูจริงใจ แต่ก็ …… ทำให้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าแต่ละนโยบายที่เสนอนี่ทำการบ้านมาแค่ไหน
3. พรรคอนาคตใหม่ สร้างกระแสพรรคด้วยวาทกรรมแบ่งแยก คนรุ่นเก่า vs คนรุ่นใหม่ คนรวย vs คนจน
นายทุนชน vs ชั้นแรงงาน และไม่ได้สร้างเล่นๆ คือสร้างกระแสจนเกิดความเกลียดชังกันจริงๆ แต่พรรค
อนาคตใหม่ย่อมพอใจที่เป็นเช่นนี้ เพราะมันทำให้เค้าได้คะแนนเสียงที่มีความภักดีต่อพรรค คอยปกป้องพรรค
และด่ากราดผู้ที่เห็นต่าง ผมว่าการสร้างพรรคขึ้นมาจากกระแสความเกลียดชังมันค่อนข้างอันตราย
4. เรื่องสถาบัน… ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ เรื่องที่บอกว่าสถาบันเข้มแข็งอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะมีใครมา
ทำอะไรได้
ผมอยากเราย้อนไปถึงสมัยที่สื่อเครือผู้จัดการ และคุณสนธิอออกมาชูประเด็นเรื่อง “เราจะสู้เพื่อในหลวง”
เพราะคุณสนธิมีข้อมูลจากสำนักงานข่าวของผู้จัดการฯทั่วประเทศ แกเริ่มรู้แล้วว่าขบวนการล้มเจ้ามันมีจริง
และมันกำลังก่อตัว
วันนั้นมีแต่คนด่าแก บอกว่าแกโหนเจ้า จะสู้กับทักษิณ ทำไมต้องโหนเจ้า สรุปคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ก็ยังมองไม่เห็นถึงความอันตรายที่มันก่อตัวขึ้น ผมว่า มาถึงวันนี้เราไม่ต้องเถียงกันแล้วมั้งครับว่า ขบวนการ
ล้มเจ้าที่คุณสนธิเคยเตือน มันมีจริงหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องมโน และถ้าหากเรายังวางเฉยต่อไป ผมว่า
ความเข้าใจผิดบางอย่างมันก็คงจะขยายออกไปเรื่อยๆ
ผมรับได้กับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันอย่างสุจริตในบทบาทของนักวิชาการนะ แต่ถ้าในระดับของ ส.ส. หรือ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมว่าสังคมควรต้องคิดกันให้ถี่ถ้วนครับ
ผมตอบ = John JB Bowring
1. ผมไม่ทราบว่าข่าวน้องคุณไพศาลจริงหรือไม่ แต่การมองว่าคุณไพศาลจะเอน เพียงฟังลมปากจากน้อง
เป็นการมองคนที่เคยทำงานกับนักการเมืองที่เห็นหลายด้าน อย่างไม่แฟร์ครับ
2. นโยบายของพรรคขาดวิธีปฏิบัติ ข้อวิจารณ์นี้ตรงเป๊ะ และคงไม่มีใครเก็งให้พรรคเด็กใหม่ไปบริหาร
รัฐบาลดอกครับ สิ่งที่คน 6.2 ล้านคนพยายามสื่อก็คือต้องการให้พรรคอื่นตื่นจากการเมืองแบบที่มอง
ประชาชนเป็นหมูเป็นหมา คอยแต่มีอาหารมาป้อนแบบการกุศลนิยม
ถ้าประเทศจะมีความหวัง จะเกิดจากพรรคอื่นตื่นตกใจแล้วปรับตัว
3. การเมืองเป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนความขัดแย้งแบ่งพวก เป็นธรรมดาครับ ดูกรณีสหรัฐ อังกฤษ อยู่ที่สังคมจะ
รับรู้ถึงอันตรายของการสร้างความเกลียดชัง
แต่ขณะนี้สังคมส่วนหนึ่งกลับช่วยโหมกระแส นอกจากทำให้สังคมอ่อนเปลี้ยแล้ว ยังยิ่งช่วยคนที่อาศัย
การเมืองแบบแตกแยกไปโดยไม่รู้ตัว
4. ผมไม่ชอบการวิจารณ์สถาบันเช่นเดียวกับคุณและหลายคน
แต่การจัดการประเด็นนี้ ไม่ใช่ผลักคน 6.2 ล้านคนให้ห่างไปจากสถาบัน ต้องหาทางตะล่อม แยกปลาจากน้ำ
ขอเพียงประชาชนมองเห็นว่า มีผู้ใหญ่ที่บริหารประเทศแบบไม่โกง ที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ปรนเปรอนายทุน
ที่ไม่ใช่เฉพาะฝันได้ แต่ทำได้จริงด้วย เหล่านี้ ผู้ใหญ่ก็มี ถ้าได้ผู้ใหญ่แบบนี้ ใครจะไปเลือกพรรคเด็กล่ะครับ
บทวิเคราะห์ของคุณมีความเป็นกลางมากกว่าหลายคน ต้องขอชม แต่การชี้ปัญหาอย่างเดียวไม่พอ ฝากช่วย
คิดด้วยว่า สังคมจะหาทางออกอย่างไร]
ขณะที่นายไพศาล พืชมงคล ผู้ช่วยที่ปรึกษาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แช์โพสต์ของนายธีระชัย พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่าต้องช่วยกันตั้งสติ
ขืนเอาแต่ด่ากัน
แตกสามัคคีกัน
บ้านเมืองคงลำบากมาก
ประเทศไทยยามนี้ต้องการความสามัคคีและร่วมกันทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
ระวังสารพัดปัญหาที่กำลังประดังเข้ามาให้ดีเถิด
Cr. https://www.thaipost.net/main/detail/34057