การกายภาพหรือบำบัดผู้ป่วยที่เป็น#เส้นเลือดในสมองตีบ+สมองบวม

กระทู้คำถาม
 พอดีว่าคุณยายเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ+สมองบวม คุณยายมีอาการปากเบี้ยวพูดไม่ได้ ร่างกายซีกขวาไม่ขยับ คุณยายเคยใส่ท่อทางปาก (ตอนนี้ถอดออกเเล้ว )เป็นผู้ป่วยติดเตียง เข้าโรงพยาบาลตั้งเเต่ วันที่ 4เมษา 62 เเละออกจากโรงพยาบาลมารักษาต่ออยู่บ้านวันที่ 27พฤษภา 62ุณยายยังหายใจไม่สะดวกยังต้องใช้ออกซิเจนอยู่ เเต่คุณยายไม่สามารถพูดได้ เเบบนี้ความจำยายยังดีอยู่ไหม เเบบนี้ต้องกายภาพยังไงเเล้วต้อง ใช้ เวลานานเท่าไหร่ กว่าคุณยายจะสามารถ พูด หรือจำได้คะ  ใครมีวิธีเเนะนำบ้างคะ 
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้ากายภาพถูกวิธี สัปดาห์สองสัปดาห์ก็เห็นผลแล้วค่ะ เราก็กายภาพฟื้นฟูแม่ แต่เราไม่เคยกายภาพแม่เกี่ยวกับการกินและการพูด เพราะแม่ได้รับการภาพการกินการพูดที่ รพ.ตอนที่รักษาติดเชื้อในกระแสเลือด เห็นนักกายภาพมากายภาพการกิน การพูดแค่3-4ครั้งแล้วก็เปลี่ยนไปทำกายภาพด้านการเคลื่อนไหวแทน

แม่เราเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ความจำดี จำเนื้อเรื่องละครได้ จำญาติที่ไม่เจอกันสิบกว่าปีได้ ทักษะด้านภาษาอยู่ครบ(ไทย จีนกลาง แต้จิ๋ว อังกฤษ) คิดเลขได้ดี คิดคำด่าแปลกๆ มาด่าคนได้เก่ง(ด่าเฉพาะเรานะ) สมองดีมากๆ แต่กว่าจะรู้ว่าสมองแกดีขนาดนี้ ใช้เวลาเป็นปีค่ะ ก่อนหน้านี้แกจะอดนอนสลับกับตื่นนอน เช่น นอน3วัน3คืน ตื่น3วัน3คืน มีอาการซึมๆ ไม่ค่อยพูด(เท่าปัจจุบัน) เราก็ค่อยๆ หาวิธีแก้ พาไปหลายๆ รพ. จนเจอหมอที่จัดยาทำให้อาการแกเข้าที่เข้าทาง ตอนนี้อาศัยยาระบบประสาทกับการออกกำลังกาย แกถึงตื่น-นอนเป็นเวลา

ไม่แน่ว่าคนไข้อาจจะหงุดหงิดเกี่ยวกับสายต่างๆ ในร่างกาย อย่างแม่เราเกลียดเครื่องวัดออกซิเจน เครื่องวัดความดัน สายออกซิเจน ท่อระบายของเสีย สายฉี่ ผ้าอ้อม สายอาหาร ผ้าห่ม หมอน ถุงมือกันดึง ฯลฯ ทุกๆ อย่างที่เอามาติด สอด หรือพันตัวแกตอนที่ต้องระมัดระวังใกล้ชิด เครื่องเดียวที่แกไม่พยายามเอาออกคือเครื่องช่วยหายใจค่ะ เพราะตอนที่ใส่เครื่องช่วยหายใจจะเป็นช่วงที่แกอ่อนแอมาก จนไม่มีแรงจะดึงเครื่องออก นอกนั้นแกจะพยายามถอดออก พอถอดอุปกรณ์การแพทย์ออกได้ ก็แปลว่าร่างกายดีขึ้น แล้วจะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมา หรือกรณีแม่เราค่อยมีอารมณ์พูดคุยกับชาวบ้านขึ้นมา

คำแนะนำ
- ระวังอย่าให้มีอาการแทรกซ้อน ถ้ามีโรคประจำตัวต้องคุมให้อยู่ การกิน การนอน การขับถ่าย ยา ล้วนมีผลต่อคนไข้ ถ้ารวนอย่างนึง อีกสักพักที่เหลือก็จะเริ่มรวนตาม ข้อดีของผู้ป่วยติดเตียงคือเดินไปเอาอาหารมากินเองไม่ได้ค่ะ ถ้าเป็นเบาหวานจะคุมง่ายกว่าคนไข้ที่เดินได้หลายเท่าตัว
- พยายามให้คนไข้ใช้สมอง ดูทีวี ชวนคุย เล่นเกมส์ พาไปเดินเล่น หรือจะโต้เถียงกับแกก็ได้ค่ะ
- ถ้าต้องการฝึกกลืน ต้องใช้อาหารกึ่งเหลว หนืดๆ หน่อย เราเคยได้ยินคนดูแลที่เคยมาทำงานที่บ้านเล่าว่ามันจะมีผงทำให้น้ำเปล่าหนืดข้นขึ้น คนไข้จะดื่มน้ำได้ง่าย ลองไปหาซื้อตามร้านอุปกรณ์การแพทย์แถวศิริราชหรืออนุสาวรีย์ดู
- ตอนกินข้าวควรให้นั่งประมาณ75-80องศา(กรณีไม่เจาะคอ) หลังกินข้าวเสร็จต้องอยู่ท่านั้นอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง-หนึ่งชั่วโมง
- สำหรับคนแก่ติดเตียง ลำไส้จะไม่ขยับ การขับถ่ายจะมีปัญหามาก มีขี้แต่ถ่ายไม่ออก ต้องล้วง และหรือสวนขี้ ทางแก้คือต้องพาคนไข้นั่งแบบไม่มีพนักพิงหลัง หัดยืน หัดเดินค่ะ อย่างแม่เรานั่ง15นาที ยืน1นาที เดิน1เมตรไปกลับ(เรากอดตัวรับน้ำหนักแม่ไว้กันล้มตลอด) ลำไส้ก็ทำงานได้ดีขึ้นแล้ว แต่มีบางคนในพันทิปใช้วิธีนวดหน้าท้องกระตุ้นลำไส้ จขกท.ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดู
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่