สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ถ้าดื้อซนตามวัยจริงแพทย์จะไม่ให้ยาครับ
สมาชิกหมายเลข 6546545 หลงรัก, สมาชิกหมายเลข 1644516 ถูกใจ, ZANIIE ถูกใจ, sleeper_j ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4269986 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4944924 ถูกใจ, มอแมวห้วฟู ถูกใจ, It is a life ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1932133 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2665536 ถูกใจรวมถึงอีก 43 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 8
ถ้าหมอวินิจฉัยให้ทานยา คหสต. คิดว่า ไม่ใช่แค่ซนธรรมดาตามวัยแล้วล่ะ
เคยเจอเด็กสมาธิสั้นในโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กจะไม่เหมือนเด็กซนนะคะ คือ เด็กซน สามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในวินัยได้ รู้รักษาตัวให้รอดอันตราย และทำงานตามมอบหมายเสร็จ แต่สำหรับเด็กบางกลุ่มที่ต่างออกไปอย่างสมาธิสั้น เขาจะนิ่งไม่ได้เลย วิ่งเข้าออกห้องตลอดเวลาระหว่างครูสอน อยากเล่นก็ลุกไปเล่น โต๊ะนี่ไว้แค่เก็บของ งานทำไม่เสร็จ ตามตัวมักมีรอยแผลตลอด แผลเก่าไม่ทันหายแผลใหม่มาแล้ว แผลช้ำเล็กช้ำน้อยเต็มไปหมดน่ะ เพราะในแต่ละวันเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะหยุดตัวเองให้ไม่เจ็บตัว ซึ่งต่างจากเด็กปกติมีแผลบ้างตามวัย แต่จะไม่ถี่เพราะเขาจะรู้ลิมิตตัวเองที่ต้องหยุดเมื่อมันมีอันตราย
เด็กสมาธิสั้น ไม่ได้ IQ ต่ำนะคะ โดยเฉพาะทางภาษา บางคนสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ เพราะงั้นเขาฟังรู้เรื่อง เข้าใจ ทำตามได้ แต่ที่มีปัญหาคือ การควบคุมตนเอง หุนหันพลันแล่น เช่น รู้ว่าของร้อนทำให้มือลวก แต่มันหยุดตัวเองไม่ให้จับไม่ได้ รอจนหายร้อนค่อยจับไม่ไหว การทานยาจะไปช่วยในการควบคุมพฤติกรรมตรงนี้ล่ะ ให้รอคอยได้ จดจ่อเป็น ตั้งสมาธิเรียนรู้ไหว
ส่วนทำไมครูรับมือไม่ไหว เพราะคุณครูคนนั้นไม่ใช่ ครูการศึกษาพิเศษค่ะ และชั้นเรียนนั้นก็เป็นชั้นเรียนปกติมากกว่าเรียนร่วม ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นชั้นเรียนการศึกษาพิเศษด้วยเช่นกัน
ความแตกต่างคือ หลักสูตร สื่อ และจำนวนนักเรียน
- หลักสูตรเด็กปกติก็ตามเกณฑ์ทั่วไปค่ะ ต้องผ่านอะไรบ้าง แต่สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แน่นอนเลยว่า เขาทำตามเกณฑ์ไม่ได้หรอกค่ะ อย่างเด็กสมาธิสั้น บางคนอ่านประโยคยาวๆได้ไม่จบหรอกค่ะ ตรงกลางแหว่งหมด เพราะเขาจดจ่อและฟังก์ชั่นระเบียบการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างการกวาดสายตาตามลำดับไม่ได้ เมื่อจับใจความสิ่งที่เรียนรู้ไม่ได้ ผลการเรียนถึงตกน่ะ บางคนต้องมีปากกาไฮไลท์ช่วยในการอ่านประโยค เพื่อให้เรียงลำดับใจความได้โดยไม่ขาดหาย ดังนั้นจึงต้องทำหลักสูตรเฉพาะบุคคล หรือ IEP เช่น เด็กคนนี้ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องปรับพฤติกรรมการเข้าสังคม สามารถนั่งเรียนและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้ อ่านหนังสือง่ายๆและจับใจความได้
- สื่อ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ สื่อการสอนต้องปรับให้สอดคล้องค่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะมีสื่อเฉพาะ และไหนจะครูที่มีเทคนิคหรือใช้สื่อได้ดี อย่างครูการศึกษาพิเศษอีกน่ะ
- จำนวนนักเรียน อัตราปกติอาจจะกำหนดครู 1 ต่อนักเรียน 25 แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจเหลือแค่ 1 ต่อ 5 และครูต้องเป็นครูการศึกษาพิเศษด้วย
ถ้าโรงเรียนเขาประเมินแล้ว บุคลากรเขาดูแลไม่ไหว ไม่แนะนำให้ฝืนรั้นค่ะ เพราะสุดท้ายเขาก็ดูแลได้แค่แบบตามยถากรรม เรียนๆไป เวลาจะผ่านไปโดยเด็กได้แค่ขึ้นชื่อว่ามาเรียน แต่จะไม่ได้รับการฝึกทักษะอะไรน่ะ ด้วยข้อจำกัดต่างๆที่ไม่ได้มีเพียงพอจะสนองให้เด็ก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้.... เพิ่มเติมนะคะ....
สมาธิสั้นมี 2 แบบ
แบบแรกคือ สมาธิสั้นแท้ เป็นความบกพร่องในระดับพันธุกรรมแต่กำเนิด ที่ตัวรับสารสื่อประสาทโดปามีน ตำแหน่ง dopamine receptor DRD4 การทำงานของยาก็จะไปปรับสมดุลการทำงานของสารโดปามีน ส่งผลให้พฤติกรรมมันเป็นอย่างที่ควรเป็นเหมือนคนทั่วไป .... การแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขในระดับยีนตัวนี้ได้ จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถเยียวยาให้ผู้ป่วยมีชีวิตปกติได้ ผ่านทางการใช้ยาและปรับพฤติกรรม.... ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนเรามีหนึ่งสมองเหมือนกัน แต่ว่ามีการทำงานของสมองต่างกัน เด็ก ADHD ก็แบบหนึ่ง เด็กออทิสติกก็อีกแบบ เด็กปกติก็อีกอย่าง ความแตกต่างนี้ล่ะคือ ภาวะผิดปกติทางกายที่ส่งผลให้พฤติกรรมไม่เหมือนกันและกลายเป็นอาการเด่นเฉพาะของโรค ... เมื่อกายเจ็บป่วย ยาถือว่าเป็นการรักษาที่ตอบโจทย์แล้วน่ะ และเมื่อกายมีความพร้อม ใจคือจุดที่ต้องเยียวยาต่อ จึงต้องทำกิจกรรมบำบัดหรือปรับพฤติกรรม ทัศนคติ ทักษะต่างๆ เพื่อให้คนๆหนึ่งฟื้นฟูตัวเองได้จนถึงจุดสูงสุดที่เขาจะไปถึงน่ะ
ส่วนแบบที่สอง สมาธิสั้นเทียม คือ ไม่มีความบกพร่องทางระบบประสาทอย่างแบบแรก แต่สภาพแวดล้อมตั้งแต่การเลี้ยงดู สื่อ กิจกรรม ฯลฯ จนทำให้ศักยภาพถดถอยลง สมาธิหดหาย การสื่อสารมีปัญหา พฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็ต้องปรับพฤติกรรม และอาจทานยาร่วมด้วย และเมื่อกระตุ้นดึงขึ้นมาได้ปกติแล้ว ก็ลดยาได้ แบบนี้จะหายขาดได้น่ะ
เคยเจอเด็กสมาธิสั้นในโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กจะไม่เหมือนเด็กซนนะคะ คือ เด็กซน สามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในวินัยได้ รู้รักษาตัวให้รอดอันตราย และทำงานตามมอบหมายเสร็จ แต่สำหรับเด็กบางกลุ่มที่ต่างออกไปอย่างสมาธิสั้น เขาจะนิ่งไม่ได้เลย วิ่งเข้าออกห้องตลอดเวลาระหว่างครูสอน อยากเล่นก็ลุกไปเล่น โต๊ะนี่ไว้แค่เก็บของ งานทำไม่เสร็จ ตามตัวมักมีรอยแผลตลอด แผลเก่าไม่ทันหายแผลใหม่มาแล้ว แผลช้ำเล็กช้ำน้อยเต็มไปหมดน่ะ เพราะในแต่ละวันเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะหยุดตัวเองให้ไม่เจ็บตัว ซึ่งต่างจากเด็กปกติมีแผลบ้างตามวัย แต่จะไม่ถี่เพราะเขาจะรู้ลิมิตตัวเองที่ต้องหยุดเมื่อมันมีอันตราย
เด็กสมาธิสั้น ไม่ได้ IQ ต่ำนะคะ โดยเฉพาะทางภาษา บางคนสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ เพราะงั้นเขาฟังรู้เรื่อง เข้าใจ ทำตามได้ แต่ที่มีปัญหาคือ การควบคุมตนเอง หุนหันพลันแล่น เช่น รู้ว่าของร้อนทำให้มือลวก แต่มันหยุดตัวเองไม่ให้จับไม่ได้ รอจนหายร้อนค่อยจับไม่ไหว การทานยาจะไปช่วยในการควบคุมพฤติกรรมตรงนี้ล่ะ ให้รอคอยได้ จดจ่อเป็น ตั้งสมาธิเรียนรู้ไหว
ส่วนทำไมครูรับมือไม่ไหว เพราะคุณครูคนนั้นไม่ใช่ ครูการศึกษาพิเศษค่ะ และชั้นเรียนนั้นก็เป็นชั้นเรียนปกติมากกว่าเรียนร่วม ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นชั้นเรียนการศึกษาพิเศษด้วยเช่นกัน
ความแตกต่างคือ หลักสูตร สื่อ และจำนวนนักเรียน
- หลักสูตรเด็กปกติก็ตามเกณฑ์ทั่วไปค่ะ ต้องผ่านอะไรบ้าง แต่สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แน่นอนเลยว่า เขาทำตามเกณฑ์ไม่ได้หรอกค่ะ อย่างเด็กสมาธิสั้น บางคนอ่านประโยคยาวๆได้ไม่จบหรอกค่ะ ตรงกลางแหว่งหมด เพราะเขาจดจ่อและฟังก์ชั่นระเบียบการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างการกวาดสายตาตามลำดับไม่ได้ เมื่อจับใจความสิ่งที่เรียนรู้ไม่ได้ ผลการเรียนถึงตกน่ะ บางคนต้องมีปากกาไฮไลท์ช่วยในการอ่านประโยค เพื่อให้เรียงลำดับใจความได้โดยไม่ขาดหาย ดังนั้นจึงต้องทำหลักสูตรเฉพาะบุคคล หรือ IEP เช่น เด็กคนนี้ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องปรับพฤติกรรมการเข้าสังคม สามารถนั่งเรียนและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้ อ่านหนังสือง่ายๆและจับใจความได้
- สื่อ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ สื่อการสอนต้องปรับให้สอดคล้องค่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะมีสื่อเฉพาะ และไหนจะครูที่มีเทคนิคหรือใช้สื่อได้ดี อย่างครูการศึกษาพิเศษอีกน่ะ
- จำนวนนักเรียน อัตราปกติอาจจะกำหนดครู 1 ต่อนักเรียน 25 แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจเหลือแค่ 1 ต่อ 5 และครูต้องเป็นครูการศึกษาพิเศษด้วย
ถ้าโรงเรียนเขาประเมินแล้ว บุคลากรเขาดูแลไม่ไหว ไม่แนะนำให้ฝืนรั้นค่ะ เพราะสุดท้ายเขาก็ดูแลได้แค่แบบตามยถากรรม เรียนๆไป เวลาจะผ่านไปโดยเด็กได้แค่ขึ้นชื่อว่ามาเรียน แต่จะไม่ได้รับการฝึกทักษะอะไรน่ะ ด้วยข้อจำกัดต่างๆที่ไม่ได้มีเพียงพอจะสนองให้เด็ก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้.... เพิ่มเติมนะคะ....
สมาธิสั้นมี 2 แบบ
แบบแรกคือ สมาธิสั้นแท้ เป็นความบกพร่องในระดับพันธุกรรมแต่กำเนิด ที่ตัวรับสารสื่อประสาทโดปามีน ตำแหน่ง dopamine receptor DRD4 การทำงานของยาก็จะไปปรับสมดุลการทำงานของสารโดปามีน ส่งผลให้พฤติกรรมมันเป็นอย่างที่ควรเป็นเหมือนคนทั่วไป .... การแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขในระดับยีนตัวนี้ได้ จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถเยียวยาให้ผู้ป่วยมีชีวิตปกติได้ ผ่านทางการใช้ยาและปรับพฤติกรรม.... ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนเรามีหนึ่งสมองเหมือนกัน แต่ว่ามีการทำงานของสมองต่างกัน เด็ก ADHD ก็แบบหนึ่ง เด็กออทิสติกก็อีกแบบ เด็กปกติก็อีกอย่าง ความแตกต่างนี้ล่ะคือ ภาวะผิดปกติทางกายที่ส่งผลให้พฤติกรรมไม่เหมือนกันและกลายเป็นอาการเด่นเฉพาะของโรค ... เมื่อกายเจ็บป่วย ยาถือว่าเป็นการรักษาที่ตอบโจทย์แล้วน่ะ และเมื่อกายมีความพร้อม ใจคือจุดที่ต้องเยียวยาต่อ จึงต้องทำกิจกรรมบำบัดหรือปรับพฤติกรรม ทัศนคติ ทักษะต่างๆ เพื่อให้คนๆหนึ่งฟื้นฟูตัวเองได้จนถึงจุดสูงสุดที่เขาจะไปถึงน่ะ
ส่วนแบบที่สอง สมาธิสั้นเทียม คือ ไม่มีความบกพร่องทางระบบประสาทอย่างแบบแรก แต่สภาพแวดล้อมตั้งแต่การเลี้ยงดู สื่อ กิจกรรม ฯลฯ จนทำให้ศักยภาพถดถอยลง สมาธิหดหาย การสื่อสารมีปัญหา พฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็ต้องปรับพฤติกรรม และอาจทานยาร่วมด้วย และเมื่อกระตุ้นดึงขึ้นมาได้ปกติแล้ว ก็ลดยาได้ แบบนี้จะหายขาดได้น่ะ
สมาชิกหมายเลข 791853 ถูกใจ, ZANIIE ถูกใจ, อีกฟากหนึ่งของความฝัน ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2561889 ถูกใจ, นอนตีสี่ ถูกใจ, It is a life ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2654904 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2665536 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2707375 ถูกใจ, เข้ามากดปุ่ม หลงรักรวมถึงอีก 37 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 4
เอาจริงนะ ป.๑ แล้ว วิ่งเล่น ไม่ฟังนี่มันไม่ตามวัยแล้ว อยู่บ้านจะเป็นยังไงก็ได้ แต่เด็กต้องรู้ว่าไป ร.ร ต้องนั่งเรียน ต้องเข้าใจคำสั่งของครู
ถ้ายังไม่รู้ก็ต้องเป็นหน้าที่ พ่อแม่ ที่จะต้องสอนให้รู้ เด็ก ๑๘ คน จะให้ครูมาไล่จับน้อง จขกท ก็ไม่ต้องสอนแล้ว พอเด็กอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้ก็มาโทษครู ครูก็พูดตรงๆนั่นแหละ ถ้าจริงก็ปรับปรุง ถ้าไม่จริงก็ไปร้องเรียน มัวแต่ปกป้องเด็กจะกลายเป็นรังแกเด็กนะ
ถ้ายังไม่รู้ก็ต้องเป็นหน้าที่ พ่อแม่ ที่จะต้องสอนให้รู้ เด็ก ๑๘ คน จะให้ครูมาไล่จับน้อง จขกท ก็ไม่ต้องสอนแล้ว พอเด็กอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้ก็มาโทษครู ครูก็พูดตรงๆนั่นแหละ ถ้าจริงก็ปรับปรุง ถ้าไม่จริงก็ไปร้องเรียน มัวแต่ปกป้องเด็กจะกลายเป็นรังแกเด็กนะ
สมาชิกหมายเลข 6546545 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1644516 ถูกใจ, It is a life ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1932133 ถูกใจ, ยืนงงในดงลาเวนเดอร์ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2665536 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2707375 ถูกใจ, เข้ามากดปุ่ม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 785705 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1597678 ถูกใจรวมถึงอีก 16 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ครูไม่ยอมสอน ไล่เด็กกลับบ้าน บอกว่าสมาธิสั้น สอนไม่ได้
คุณครูเขากลับบอกกับแม่เราว่า ให้ย้ายโรงเรียนให้น้องเราเพราะสอนไม่ได้ เด็กมันวิ่งเล่น ไม่ฟัง บอกว่าน้องสมาธิสั้น เป็นประสาท
จะมาให้ดูให้สอนแค่น้องเราคนเดียวไม่ได้ เด็กมีตั้ง18คน ครูบอกว่าครูไม่ไหว น้องเราสมาธิสั้นจริง ดื้อซนตามวัย แม่กับพ่อน้องพาไปหาหมอตลอด
หมอให้ยามาทาน ทานแล้วน้องจะอยู่นิ่ง เหมือนยามันกดประสาทน้อง เราไม่ค่อยอยากให้น้องใช้ยา เราบอกแม่ก้บพ่อน้องแล้ว แต่เขาบอกเราว่าไม่ให้กินยามันก็ดื้อ แต่เราว่าเด็กมันก็ดื้อก็ซนตามวัยของมัน เวลาน้องอยู่กับเรา น้องดื้อแต่เราพูดอะไรน้องฟังเราทุกอย่าง ไม่ต่อต้าน แต่เวลาน้องอยู่กับพ่อแม่น้องเหมือนเรียกร้องความสนใจ วิ่งซน ปาของ แกล้งสารพัด เพราะพ่อแม่น้องไม่ได้สนใจ เอาใจใส่น้องตั้งแต่แรกเอง เราก็ทำไรไม่ได้ได้แค่บอก เรามาทำงานอยู่คนละที่ นานๆทีได้กลับ พอแม่โทรมาเล่าให้ฟังว่าครูไม่อยากสอนน้อง ไล่ให้น้องย้ายโรงเรียน เราเครียดมากเลย แบบนี่ควรทำยังไงกับครูดี หรือควรย้ายน้องจริงๆ😓