สวัสดีทุกคนนะคะ กระทู้นี้เราอยากได้คำชี้แนะจากทุกคนเพื่อนำไปพิจารณาและปรับปรุงความคิดให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือลบก็ตาม เรายินดีรับฟังทั้งหมดนะคะ
เริ่มเลยก็แล้วกัน ตอนนี้เราอายุ 24 ปี เราเกิดในครอบครัวฐานะปานกลางที่มีแม่เป็นเสาหลักของครอบครัว เราเป็นเด็กดีของพ่อกับแม่มาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการเรียน การทำงานบ้าน รวมถึงการไม่มีแฟนด้วย ทั้งพ่อและแม่ เราจะไม่สามารถปรึกษาเรื่องใดๆได้เลย นอกจากเรื่องที่มีสาระเท่านั้น เช่น การเรียนต่อ, การสมัครงาน หรือจะเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไปก็สามารถพูดได้ จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ว่า เมื่อเราเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีผู้ชายเข้ามาจีบบ้าง จนเราตกลงคบกับผู้ชายคนนึงที่เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายตอนที่เราเรียนอยู่ชั้นปี 2 หลังจากเรียนจบ เราก็พาเค้าเข้ามาหาพ่อแม่ที่บ้าน หลังจากนั้น แม่จะคิดว่าเราไม่ค่อยรักเค้า ด้วยความที่ว่าแม่เราเป็นมะเร็งด้วย บวกกับเราเรียนจบทำให้เริ่มอยากหางานทำ เป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มไม่อยู่ติดบ้านมากขึ้น เพราะต้องไปทำงานในเมือง ซึ่งต้องไปค้างที่คอนโดกับเพื่อน แต่แม่เราก็จะคิดว่าเราไปนอนกับแฟน เรารู้สึกกดดันมากๆที่ต้องแบกรับความรู้สึกของทุกคน ทุกคนในบ้านอยากให้เราเป็นในแบบที่เค้าหวังไว้ ซึ่งบางทีเราก็อยากมีชีวิตเป็นของเรา ที่เราเลือกทางเดินเอง เลือกทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ใช่เลือกเพราะจะทำให้พ่อแม่สบายใจ เราถูกตราหน้าว่าเป็นลูกเนรคุณเพราะไม่ไปดูแลแม่ที่กำลังป่วยเป็นมะเร็ง แต่เรามีน้องสาว 2 คนที่ยังเรียนไม่จบช่วยดูแลแม่อยู่แล้ว ไหนจะพ่อที่ไม่ได้มีงานทำแล้วอยู่บ้านตลอดเวลา แต่เป็นเราคนเดียวที่ออกไปทำงานแต่กลับโดนว่า แม่บอกว่าขอให้เราอยู่กับแม่จนกว่าแม่จะตาย ห้ามไปไหน แต่แม่เราเป็นโรคนี้มา 9 ปีแล้ว แล้วนี่ก็เป็นเวลาที่สมควรแก่การหางานทำ เพราะถ้าเราเชื่อแม่ อีก 10 ปีแม่ตาย ก็คือเราอายุ 34 ที่ไม่มีปสก.ในการทำงานอะไรเลยซักอย่าง ทั้งชีวิตคือดูแลแม่อย่างนั้นหรอ พ่อจะคอยพูดแต่ว่าแม่เป็นหนักขนาดนี้ ลูกทุกคนต้องมานั่งใกล้ๆตลอดเวลา บางทีเราก็รู้สึกผิดมากๆ แม่เราก็ชอบพูดจากระทบกระทั่งเรา ให้เรารู้สึกผิด เช่น เดี๋ยวกูก็ตายแล้ว ตายๆไปซะก็ดี ทุกคนจะได้เป็นอิสระ เป็นต้น แม่เราจะด่าทุกคนที่ทำให้ไม่พอใจ หยิบจับอะไรไม่ทันใจก็ด่า แล้วเป็นคำด่าที่แรงมาก เอาอดีตที่ผิดพลาดของคนอื่นมาด่า ชอบใช้ให้คนอื่นทำนี่ทำนั่นให้ แต่เวลาสั่งจะพูดประมาณว่า ไปหยิบนั่นให้หน่อยซิ แล้วบางทีคนฟังไม่เข้าใจว่าคืออะไร พอถามซ้ำก็จะโดนด่าว่าโง่เป็นควายมั่งล่ะ หรือแสดงสีหน้าท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจ
แต่ทุกคนในบ้านจะพูดแค่ว่า แม่เค้าป่วยอยู่ อย่าไปว่าอะไรเค้า ซึ่งเรามีความคิดนึงว่า เพราะแม่ใกล้ตายใช่ไหม ถึงพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นยังไงก็ได้ เพราะแม่ใกล้ตายสินะ แล้วถ้าพรุ่งนี้ฉันจะตายบ้างล่ะ ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะพูดจาหรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบหรอ เพราะความตายจะมาหาเราทุกคนเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครมีสิทธิ์พูดจาไม่ดีใส่ใครทั้งนั้น เราเก็บกดและเจ็บทางใจอย่างมาก แต่เพราะอาการเจ็บทางความรู้สึกไม่มีบาดแผล ไม่มีชื่อโรค คนอื่นถึงมองไม่เห็นว่าเราก็กำลังป่วยเหมือนกับแม่ แต่ต่างตรงที่เราป่วยที่ใจ
ตอนหลังๆกลับกลายเป็นว่าเราต้องโกหก เพื่อให้ไม่โดนว่า เรายิ่งเก็บกดอีก เพราะเราไม่ชอบโกหก อีกอย่างคือทุกคนในบ้าน 7 ชีวิต อาศัยเงินแม่ทุกคน อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าแม่เป็นเสาหลักของครอบครัว 7 คนนี้ไม่มีงานทำ อาศัยใช้เงินแม่ ซี่งเราก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น พอเราเรียนจบมาก็เลยอยากหางานทำ เพราะคิดว่าใช้แต่เงินแม่ที่กำลังป่วยมันน่าสงสาร เราอยากหาเงินเอง ซึ่งตั้งแต่เราเรียนจบมา 2 ปีก็ไม่เคยขอเงินแม่เลย อาศัยใช้เงินที่ได้จากการรับทำงานฟรีแลนซ์ ทำให้คนที่เหลือในบ้านจะอยู่ดูแลแม่กันหมด ไม่มีใครออกไปทำงานยกเว้นเรา เราเลยกลายเป็นลูกอกตัญญูทันที พอเราเดินเข้าไปปรึกษาแม่ว่า เรารู้สึกยังไง เล่าทุกอย่าง เค้าก็จะบอกว่า กูเป็นแม่ จะทำอะไรกับก็ได้ ซึ่งมันจบแล้ว ไม่รู้ว่าควรจะพูดคำไหนต่อไปดี บอกตรงๆว่าตอนนี้เรารู้สึกไม่ดีกับแม่มากๆ แล้วเราก็ไม่ชอบเลยที่ต้องรู้สึกกับแม่แบบนี้ในขณะที่เค้ากำลังป่วย เราอยากให้จากกันด้วยความทรงจำดีๆมากกว่า มีใครพอจะชี้แนะทางสว่างให้ได้บ้าง ว่าเราควรคิดในแง่มุมของคนเป็นแม่ได้อย่างไร เพราะเราก็ไม่เคยเป็นแม่คน นี่เป็นเพียงความรู้สึกจากมุมของเราฝ่ายเดียวเท่านั้นเอง
เมื่อพ่อ-แม่ ไม่เข้าใจ จนสับสนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปหมด รบกวนคนที่มีสติช่วยชี้ทางให้ทีนะคะ
เริ่มเลยก็แล้วกัน ตอนนี้เราอายุ 24 ปี เราเกิดในครอบครัวฐานะปานกลางที่มีแม่เป็นเสาหลักของครอบครัว เราเป็นเด็กดีของพ่อกับแม่มาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการเรียน การทำงานบ้าน รวมถึงการไม่มีแฟนด้วย ทั้งพ่อและแม่ เราจะไม่สามารถปรึกษาเรื่องใดๆได้เลย นอกจากเรื่องที่มีสาระเท่านั้น เช่น การเรียนต่อ, การสมัครงาน หรือจะเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไปก็สามารถพูดได้ จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ว่า เมื่อเราเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีผู้ชายเข้ามาจีบบ้าง จนเราตกลงคบกับผู้ชายคนนึงที่เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายตอนที่เราเรียนอยู่ชั้นปี 2 หลังจากเรียนจบ เราก็พาเค้าเข้ามาหาพ่อแม่ที่บ้าน หลังจากนั้น แม่จะคิดว่าเราไม่ค่อยรักเค้า ด้วยความที่ว่าแม่เราเป็นมะเร็งด้วย บวกกับเราเรียนจบทำให้เริ่มอยากหางานทำ เป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มไม่อยู่ติดบ้านมากขึ้น เพราะต้องไปทำงานในเมือง ซึ่งต้องไปค้างที่คอนโดกับเพื่อน แต่แม่เราก็จะคิดว่าเราไปนอนกับแฟน เรารู้สึกกดดันมากๆที่ต้องแบกรับความรู้สึกของทุกคน ทุกคนในบ้านอยากให้เราเป็นในแบบที่เค้าหวังไว้ ซึ่งบางทีเราก็อยากมีชีวิตเป็นของเรา ที่เราเลือกทางเดินเอง เลือกทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ใช่เลือกเพราะจะทำให้พ่อแม่สบายใจ เราถูกตราหน้าว่าเป็นลูกเนรคุณเพราะไม่ไปดูแลแม่ที่กำลังป่วยเป็นมะเร็ง แต่เรามีน้องสาว 2 คนที่ยังเรียนไม่จบช่วยดูแลแม่อยู่แล้ว ไหนจะพ่อที่ไม่ได้มีงานทำแล้วอยู่บ้านตลอดเวลา แต่เป็นเราคนเดียวที่ออกไปทำงานแต่กลับโดนว่า แม่บอกว่าขอให้เราอยู่กับแม่จนกว่าแม่จะตาย ห้ามไปไหน แต่แม่เราเป็นโรคนี้มา 9 ปีแล้ว แล้วนี่ก็เป็นเวลาที่สมควรแก่การหางานทำ เพราะถ้าเราเชื่อแม่ อีก 10 ปีแม่ตาย ก็คือเราอายุ 34 ที่ไม่มีปสก.ในการทำงานอะไรเลยซักอย่าง ทั้งชีวิตคือดูแลแม่อย่างนั้นหรอ พ่อจะคอยพูดแต่ว่าแม่เป็นหนักขนาดนี้ ลูกทุกคนต้องมานั่งใกล้ๆตลอดเวลา บางทีเราก็รู้สึกผิดมากๆ แม่เราก็ชอบพูดจากระทบกระทั่งเรา ให้เรารู้สึกผิด เช่น เดี๋ยวกูก็ตายแล้ว ตายๆไปซะก็ดี ทุกคนจะได้เป็นอิสระ เป็นต้น แม่เราจะด่าทุกคนที่ทำให้ไม่พอใจ หยิบจับอะไรไม่ทันใจก็ด่า แล้วเป็นคำด่าที่แรงมาก เอาอดีตที่ผิดพลาดของคนอื่นมาด่า ชอบใช้ให้คนอื่นทำนี่ทำนั่นให้ แต่เวลาสั่งจะพูดประมาณว่า ไปหยิบนั่นให้หน่อยซิ แล้วบางทีคนฟังไม่เข้าใจว่าคืออะไร พอถามซ้ำก็จะโดนด่าว่าโง่เป็นควายมั่งล่ะ หรือแสดงสีหน้าท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจ
แต่ทุกคนในบ้านจะพูดแค่ว่า แม่เค้าป่วยอยู่ อย่าไปว่าอะไรเค้า ซึ่งเรามีความคิดนึงว่า เพราะแม่ใกล้ตายใช่ไหม ถึงพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นยังไงก็ได้ เพราะแม่ใกล้ตายสินะ แล้วถ้าพรุ่งนี้ฉันจะตายบ้างล่ะ ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะพูดจาหรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบหรอ เพราะความตายจะมาหาเราทุกคนเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครมีสิทธิ์พูดจาไม่ดีใส่ใครทั้งนั้น เราเก็บกดและเจ็บทางใจอย่างมาก แต่เพราะอาการเจ็บทางความรู้สึกไม่มีบาดแผล ไม่มีชื่อโรค คนอื่นถึงมองไม่เห็นว่าเราก็กำลังป่วยเหมือนกับแม่ แต่ต่างตรงที่เราป่วยที่ใจ
ตอนหลังๆกลับกลายเป็นว่าเราต้องโกหก เพื่อให้ไม่โดนว่า เรายิ่งเก็บกดอีก เพราะเราไม่ชอบโกหก อีกอย่างคือทุกคนในบ้าน 7 ชีวิต อาศัยเงินแม่ทุกคน อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าแม่เป็นเสาหลักของครอบครัว 7 คนนี้ไม่มีงานทำ อาศัยใช้เงินแม่ ซี่งเราก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น พอเราเรียนจบมาก็เลยอยากหางานทำ เพราะคิดว่าใช้แต่เงินแม่ที่กำลังป่วยมันน่าสงสาร เราอยากหาเงินเอง ซึ่งตั้งแต่เราเรียนจบมา 2 ปีก็ไม่เคยขอเงินแม่เลย อาศัยใช้เงินที่ได้จากการรับทำงานฟรีแลนซ์ ทำให้คนที่เหลือในบ้านจะอยู่ดูแลแม่กันหมด ไม่มีใครออกไปทำงานยกเว้นเรา เราเลยกลายเป็นลูกอกตัญญูทันที พอเราเดินเข้าไปปรึกษาแม่ว่า เรารู้สึกยังไง เล่าทุกอย่าง เค้าก็จะบอกว่า กูเป็นแม่ จะทำอะไรกับก็ได้ ซึ่งมันจบแล้ว ไม่รู้ว่าควรจะพูดคำไหนต่อไปดี บอกตรงๆว่าตอนนี้เรารู้สึกไม่ดีกับแม่มากๆ แล้วเราก็ไม่ชอบเลยที่ต้องรู้สึกกับแม่แบบนี้ในขณะที่เค้ากำลังป่วย เราอยากให้จากกันด้วยความทรงจำดีๆมากกว่า มีใครพอจะชี้แนะทางสว่างให้ได้บ้าง ว่าเราควรคิดในแง่มุมของคนเป็นแม่ได้อย่างไร เพราะเราก็ไม่เคยเป็นแม่คน นี่เป็นเพียงความรู้สึกจากมุมของเราฝ่ายเดียวเท่านั้นเอง