กลับมารีวิวกระทู้ตะลุยเดี่ยวขี่รถเที่ยวดะอีสานใต้ต่อกัมพูชาตอนเหนือกันต่อ โดยกระทู้ในตอนนี้จะเป็นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ของการเดินทางท่องเที่ยววันที่ 3 - 4 ของผมในทริปนี้ โดยไปชมปราสาทหินในถิ่นอีสานใต้ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์กันนะครับ พร้อมกับไปร่วมงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในภาคกลางวันนะครับ
ก่อนอื่นไปรู้จักการเดินทางท่องเที่ยวของผมในทริปนี้ก่อนครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยผมได้แบ่งทริปการเดินทางของผมในครั้งนี้เป็นดังนี้
วันที่ 1 : เดินทางจากกรุงเทพฯ – บุรีรัมย์ เที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์
วันที่ 2 : เที่ยวปราสาทหินและสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอำเภอละหานทราย โนนดินแดง และปะคำ และชมการแสดงแสงสีเสียงใน
งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง
วันที่ 3 : เที่ยวปราสาทหินในเขตบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และร่วมชมขบวนแห่ประเพณีขึ้น
เขาพนมรุ้ง
วันที่ 4 : เที่ยวปราสาทหินในเขตอำเภอปราสาท สังขะ และบัวเชดของจังหวัดสุรินทร์
วันที่ 5 : เดินทางจากสุรินทร์ไปจังหวัดสระแก้ว และเที่ยวปราสาทหินในจังหวัดสระแก้ว
วันที่ 6 : เที่ยวปราสาทหินและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสระแก้ว (ต่อ)
วันที่ 7 : เดินทางไปเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา และเที่ยวปราสาทหินในเมืองเสียมเรียบ
วันที่ 8 : เที่ยวปราสาทหินกลุ่มหริหราลัย และปราสาทหินรายทางระหว่างทางจากเสียมเรียบไปกำปงธม
วันที่ 9 : เที่ยวกลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกที่เมืองกำปงธม
วันที่ 10 : เดินทางไปเมืองพระตะบอง และเที่ยวปราสาทหินในเมืองพระตะบอง
วันที่ 11 : เที่ยวปราสาทหินและสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพระตะบอง
วันที่ 12 : เที่ยวกลุ่มปราสาทหินบันทายฉมาร์ที่เมืองบันเตียเมียนเจย
วันที่ 13 : เที่ยวเก็บตกในเมืองพระตะบอง และเดินทางกลับบ้าน
ถ้าเข้าใจข้อมูลการเดินทางของผมแล้ว พร้อมแล้วก็ Let go.... กันเลย
วันที่ 3 : เที่ยวปราสาทหินในเขตบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และร่วมชมขบวนแห่ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง
วันนี้ออกเดินทางจากที่พักราว 8.30 น. ขี่รถมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปชมปราสาทหินในแถบตอนใต้ของจังหวัดบุรีรีมย์ในโซนอำเภอบ้านกรวด และต่อด้วยกลุ่มปราสาทหินในแนวตะเข็บชายแดนไทย - กัมพูชาในเขตจังหวัดสุรินทร์ โดยจุดหมายแรกก็คือ
ปราสาทบ้านบุ ซึ่งอยู่ห่างที่พักไปราว 12 ก.ม.
ปราสาทบ้านบุตั้งอยู่ภายในรั้วโรงเรียนบ้านบุรังสรรค์ โดยตั้งทางขวามือหากเราขี่รถจากปราสาทเขาพนมรุ้งไปทางอำเภอบ้านกรวด ให้สังเกตป้ายเล็ก ๆ บอกทางตอนใกล้ถึงให้ดีนะครับ
โดยปราสาทบ้านบุจัดเป็นอโรคยศาลาอีกแห่งที่ตั้งอยู่รายทางระหว่างเมืองพระนครหลวงในประเทศกัมพูชามายังปราสาทหินพิมายตามข้อความที่ปรากฏบนจารึกปราสาทพระขรรค์บอกไว้ สภาพปัจจุบันได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรจนดูใหม่เอี่ยมสมบูรณ์ รู้สึกจะเป็นศิลาแลงใหม่เยอะนะครับสีศิลาแลงออกส้มแจ้ดเลย
มาชมปราสาทยามเช้าดีหน่อย ไม่ร้อนเพราะแดดยังไม่แรง บรรยากาศเงียบสงบเพราะเป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอม ผมชอบนะบรรยากาศชมปราสาทแบบนี้ให้ความรู้สึกสงบและเป็นส่วนตัวดีแบบที่เราชอบ ผมไม่ชอบไปเที่ยวชมโบราณสถานที่มีแต่คนแย่งกันถ่ายรูป บรรยากาศคึกคักจนเราหมดสนุกในการเดินเที่ยวชมงานศิลปกรรมของที่นั่นไป
ภายในศาสนสถานหลงเหลือเพียงแท่นที่ไว้วัตถุ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรูปพระพุทธเจ้าไภสัชคุรุไวฑูรยประภาเหมือนกับที่เคยพบใน
อโรคยศาลาอื่น ๆ ของขอม การชมปราสาทบ้านบุใช้เวลาไม่นานไม่เกินครึ่งชั่วโมงเพราะศาสนสถานแห่งนี้หลงเหลืออาคารให้ชมเพียงหลังเดียวเท่านั้น
ต่อมาผมขี่รถไปชม
ปราสาททอง เป็นศาสนสถานขอมอีกแห่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบ้านกรวด ซึ่งเป็นทางผ่านจะไปยังกลุ่มปราสาทตาเมือนของจังหวัดสุรินทร์
ปราสาททองเป็นปราสาทขอมขนาดเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ในย่านชุมชนของตัวอำเภอบ้านกรวด ปราสาทแห่งนี้ผ่านการบูรณะมาเรียบร้อยแล้ว สภาพแวดล้อมบริเวณปราสาทมีต้นไม้มากมายดูร่มรื่นดี
โดยปราสาทประธานที่นี่สร้างเป็นปราสาทอิฐ 3 หลังบนฐานศิลาแลงที่มีความสูงไม่มากนัก มีอาคารบรรณาลัยอยู่ 2 หลัง และที่โคปุระทางเข้าด้านหน้าของปราสาทยังหลงเหลือทับหลังเหนือกรอบประตูไว้ให้ดูชมกัน เป็นทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
รูปแบบทางศิลปกรรมของปราสาทเป็นแบบบาปวน ร่วมสมัยกับปราสาทเมืองต่ำที่ผมได้ไปชมแล้วเมื่อวานนี้
ต่อมาผมขี่รถต่อไปยัง
กลุ่มปราสาทตาเมือน ที่ตั้งอยู่ในแนวตะเข็บชายแดนไทย - กัมพูชาในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปราว 24 ก.ม. ใช้เวลาขี่รถไปประมาณเกือบ 1 ช.ม. ได้ ถนนที่ขี่จากอำเภอบ้านกรวดไปยังปราสาทตาเมือนเป็นถนนสายใหญ่ที่กว้างดี รถวิ่งน้อย ขี่รถสบายเลยครับ
การมาเที่ยวชมกลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วยศาสนสถานใกล้กัน 3 แห่งไล่ไปจากที่จะถึงก่อนไปถึงชายแดนคือ ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม เราจะต้องยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้ทหารที่ด่านตรวจก่อนถึงปราสาทตาเมือน
ก่อนนะครับ เหตุผลเรื่องความมั่นคง แล้วขากลับเราจึงขอคืนบัตรจากพี่ทหารเค้าได้ครับ
โดยปราสาทตาเมือนจะอยู่เลยด่านตรวจมาไม่มากนัก ตั้งอยู่ริมถนนฝั่งซ้ายตรงทางโค้งพอดี ให้สังเกตป้ายชี้บอกไว้ให้ดี ลักษณะเป็นอโรคยศาลาหรือธรรมศาลาแบบเดียวกับปราสาทบ้านบุที่ไปชมมาเมื่อเช้านี้ ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง เป็นจุดแวะพักของผู้เดินทางจากเมืองพระนครหลวงไปปราสาทหินพิมาย
ภายในศาสนสถานไม่หลงเหลือโบราณวัตถุอะไรแล้ว หากเคยมีก็คงจะเป็นแท่นวางรูปเคารพพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าเหมือนที่เจอที่ปราสาทบ้านบุนั่นเอง เพราะศาสนสถานแห่งนี้สร้างในคติความเชื่อของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน เป็นศิลปะแบบบายนในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ต่อมาผมขี่รถไปชม
ปราสาทตาเมือนโต๊ด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่นี่ไปราว 350 เมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ทางขวามือของถนน มองเห็นได้ชัดเจนเมื่อขี่รถผ่าน
ลักษณะปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นศาสนสถานประเภทอโรคยศาลาเช่นเดียวกับปราสาทตาเมือน เพียงแต่มีอาคารประกอบต่าง ๆ มากกว่า โดยตัวปราสาทประธานก่อด้วยศิลาแลงยังคงสภาพสมบูรณ์ดีอยู่ ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีโคปุระด้านทิศตะวันออกเป็นทางเข้าเพียงด้านเดียวของปราสาท
เดิมห้องกลางของโคปุระได้พบจารึกด้วยภาษาสันสกฤต 1 หลักที่กล่าวถึงการสร้างปราสาทหลังนี้เพื่อเป็นอโรคยศาลาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
การชมปราสาทตาเมือนโต๊ดใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 30 นาที ต่อไปผมขี่รถไปชม
ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งปราสาทหลังนี้ตั้งคร่อมอยู่ตรงเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชาพอดี ให้เราขี่รถตามถนนไปจนสุดทางจะเจอด่านทหารเลยครับ
ปราสาทตาเมือนธมเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน คำว่า
"ธม" ในภาษาเขมร แปลว่า
"ใหญ่" โดยปราสาทตาเมือนธมประกอบด้วยปราสาทประธานที่มีสภาพหักพังลงยังไม่ได้รับการบูรณะ มีปราสาทประกอบข้างอีก 2 หลัง และมีอาคารบรรณาลัย 2 หลังก่อด้วยศิลาแลง การเดินชมปราสาทจะมีทหารไทยและทหารกัมพูชาเฝ้าอยู่ทั่วปราสาท เราไม่ควรเดินออกไปนอกปราสาทมากนัก อย่าเดินล้ำเข้าไปแนวต้นไม้ตรงหน้าผาหน้าปราสาท เพราะบริเวณนั้นเป็นเส้นแบ่งเขตแดน จะมีทหารกัมพูชาคุมเข้มมาก
ตะลุยเดี่ยวขี่รถเที่ยวดะอีสานตอนใต้ต่อกัมพูชาตอนเหนือ ตอนที่ 2
กลับมารีวิวกระทู้ตะลุยเดี่ยวขี่รถเที่ยวดะอีสานใต้ต่อกัมพูชาตอนเหนือกันต่อ โดยกระทู้ในตอนนี้จะเป็นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ของการเดินทางท่องเที่ยววันที่ 3 - 4 ของผมในทริปนี้ โดยไปชมปราสาทหินในถิ่นอีสานใต้ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์กันนะครับ พร้อมกับไปร่วมงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในภาคกลางวันนะครับ
ก่อนอื่นไปรู้จักการเดินทางท่องเที่ยวของผมในทริปนี้ก่อนครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยผมได้แบ่งทริปการเดินทางของผมในครั้งนี้เป็นดังนี้
วันที่ 1 : เดินทางจากกรุงเทพฯ – บุรีรัมย์ เที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์
วันที่ 2 : เที่ยวปราสาทหินและสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอำเภอละหานทราย โนนดินแดง และปะคำ และชมการแสดงแสงสีเสียงใน
งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง
วันที่ 3 : เที่ยวปราสาทหินในเขตบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และร่วมชมขบวนแห่ประเพณีขึ้น
เขาพนมรุ้ง
วันที่ 4 : เที่ยวปราสาทหินในเขตอำเภอปราสาท สังขะ และบัวเชดของจังหวัดสุรินทร์
วันที่ 5 : เดินทางจากสุรินทร์ไปจังหวัดสระแก้ว และเที่ยวปราสาทหินในจังหวัดสระแก้ว
วันที่ 6 : เที่ยวปราสาทหินและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสระแก้ว (ต่อ)
วันที่ 7 : เดินทางไปเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา และเที่ยวปราสาทหินในเมืองเสียมเรียบ
วันที่ 8 : เที่ยวปราสาทหินกลุ่มหริหราลัย และปราสาทหินรายทางระหว่างทางจากเสียมเรียบไปกำปงธม
วันที่ 9 : เที่ยวกลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกที่เมืองกำปงธม
วันที่ 10 : เดินทางไปเมืองพระตะบอง และเที่ยวปราสาทหินในเมืองพระตะบอง
วันที่ 11 : เที่ยวปราสาทหินและสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพระตะบอง
วันที่ 12 : เที่ยวกลุ่มปราสาทหินบันทายฉมาร์ที่เมืองบันเตียเมียนเจย
วันที่ 13 : เที่ยวเก็บตกในเมืองพระตะบอง และเดินทางกลับบ้าน
ถ้าเข้าใจข้อมูลการเดินทางของผมแล้ว พร้อมแล้วก็ Let go.... กันเลย
วันที่ 3 : เที่ยวปราสาทหินในเขตบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และร่วมชมขบวนแห่ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง
วันนี้ออกเดินทางจากที่พักราว 8.30 น. ขี่รถมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปชมปราสาทหินในแถบตอนใต้ของจังหวัดบุรีรีมย์ในโซนอำเภอบ้านกรวด และต่อด้วยกลุ่มปราสาทหินในแนวตะเข็บชายแดนไทย - กัมพูชาในเขตจังหวัดสุรินทร์ โดยจุดหมายแรกก็คือ ปราสาทบ้านบุ ซึ่งอยู่ห่างที่พักไปราว 12 ก.ม.
ปราสาทบ้านบุตั้งอยู่ภายในรั้วโรงเรียนบ้านบุรังสรรค์ โดยตั้งทางขวามือหากเราขี่รถจากปราสาทเขาพนมรุ้งไปทางอำเภอบ้านกรวด ให้สังเกตป้ายเล็ก ๆ บอกทางตอนใกล้ถึงให้ดีนะครับ
โดยปราสาทบ้านบุจัดเป็นอโรคยศาลาอีกแห่งที่ตั้งอยู่รายทางระหว่างเมืองพระนครหลวงในประเทศกัมพูชามายังปราสาทหินพิมายตามข้อความที่ปรากฏบนจารึกปราสาทพระขรรค์บอกไว้ สภาพปัจจุบันได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรจนดูใหม่เอี่ยมสมบูรณ์ รู้สึกจะเป็นศิลาแลงใหม่เยอะนะครับสีศิลาแลงออกส้มแจ้ดเลย
มาชมปราสาทยามเช้าดีหน่อย ไม่ร้อนเพราะแดดยังไม่แรง บรรยากาศเงียบสงบเพราะเป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอม ผมชอบนะบรรยากาศชมปราสาทแบบนี้ให้ความรู้สึกสงบและเป็นส่วนตัวดีแบบที่เราชอบ ผมไม่ชอบไปเที่ยวชมโบราณสถานที่มีแต่คนแย่งกันถ่ายรูป บรรยากาศคึกคักจนเราหมดสนุกในการเดินเที่ยวชมงานศิลปกรรมของที่นั่นไป
ภายในศาสนสถานหลงเหลือเพียงแท่นที่ไว้วัตถุ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรูปพระพุทธเจ้าไภสัชคุรุไวฑูรยประภาเหมือนกับที่เคยพบใน
อโรคยศาลาอื่น ๆ ของขอม การชมปราสาทบ้านบุใช้เวลาไม่นานไม่เกินครึ่งชั่วโมงเพราะศาสนสถานแห่งนี้หลงเหลืออาคารให้ชมเพียงหลังเดียวเท่านั้น
ต่อมาผมขี่รถไปชม ปราสาททอง เป็นศาสนสถานขอมอีกแห่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบ้านกรวด ซึ่งเป็นทางผ่านจะไปยังกลุ่มปราสาทตาเมือนของจังหวัดสุรินทร์
ปราสาททองเป็นปราสาทขอมขนาดเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ในย่านชุมชนของตัวอำเภอบ้านกรวด ปราสาทแห่งนี้ผ่านการบูรณะมาเรียบร้อยแล้ว สภาพแวดล้อมบริเวณปราสาทมีต้นไม้มากมายดูร่มรื่นดี
โดยปราสาทประธานที่นี่สร้างเป็นปราสาทอิฐ 3 หลังบนฐานศิลาแลงที่มีความสูงไม่มากนัก มีอาคารบรรณาลัยอยู่ 2 หลัง และที่โคปุระทางเข้าด้านหน้าของปราสาทยังหลงเหลือทับหลังเหนือกรอบประตูไว้ให้ดูชมกัน เป็นทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
รูปแบบทางศิลปกรรมของปราสาทเป็นแบบบาปวน ร่วมสมัยกับปราสาทเมืองต่ำที่ผมได้ไปชมแล้วเมื่อวานนี้
ต่อมาผมขี่รถต่อไปยัง กลุ่มปราสาทตาเมือน ที่ตั้งอยู่ในแนวตะเข็บชายแดนไทย - กัมพูชาในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปราว 24 ก.ม. ใช้เวลาขี่รถไปประมาณเกือบ 1 ช.ม. ได้ ถนนที่ขี่จากอำเภอบ้านกรวดไปยังปราสาทตาเมือนเป็นถนนสายใหญ่ที่กว้างดี รถวิ่งน้อย ขี่รถสบายเลยครับ
การมาเที่ยวชมกลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วยศาสนสถานใกล้กัน 3 แห่งไล่ไปจากที่จะถึงก่อนไปถึงชายแดนคือ ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม เราจะต้องยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้ทหารที่ด่านตรวจก่อนถึงปราสาทตาเมือน
ก่อนนะครับ เหตุผลเรื่องความมั่นคง แล้วขากลับเราจึงขอคืนบัตรจากพี่ทหารเค้าได้ครับ
โดยปราสาทตาเมือนจะอยู่เลยด่านตรวจมาไม่มากนัก ตั้งอยู่ริมถนนฝั่งซ้ายตรงทางโค้งพอดี ให้สังเกตป้ายชี้บอกไว้ให้ดี ลักษณะเป็นอโรคยศาลาหรือธรรมศาลาแบบเดียวกับปราสาทบ้านบุที่ไปชมมาเมื่อเช้านี้ ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง เป็นจุดแวะพักของผู้เดินทางจากเมืองพระนครหลวงไปปราสาทหินพิมาย
ภายในศาสนสถานไม่หลงเหลือโบราณวัตถุอะไรแล้ว หากเคยมีก็คงจะเป็นแท่นวางรูปเคารพพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าเหมือนที่เจอที่ปราสาทบ้านบุนั่นเอง เพราะศาสนสถานแห่งนี้สร้างในคติความเชื่อของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน เป็นศิลปะแบบบายนในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ต่อมาผมขี่รถไปชม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่นี่ไปราว 350 เมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ทางขวามือของถนน มองเห็นได้ชัดเจนเมื่อขี่รถผ่าน
ลักษณะปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นศาสนสถานประเภทอโรคยศาลาเช่นเดียวกับปราสาทตาเมือน เพียงแต่มีอาคารประกอบต่าง ๆ มากกว่า โดยตัวปราสาทประธานก่อด้วยศิลาแลงยังคงสภาพสมบูรณ์ดีอยู่ ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีโคปุระด้านทิศตะวันออกเป็นทางเข้าเพียงด้านเดียวของปราสาท
เดิมห้องกลางของโคปุระได้พบจารึกด้วยภาษาสันสกฤต 1 หลักที่กล่าวถึงการสร้างปราสาทหลังนี้เพื่อเป็นอโรคยศาลาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
การชมปราสาทตาเมือนโต๊ดใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 30 นาที ต่อไปผมขี่รถไปชม ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งปราสาทหลังนี้ตั้งคร่อมอยู่ตรงเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชาพอดี ให้เราขี่รถตามถนนไปจนสุดทางจะเจอด่านทหารเลยครับ
ปราสาทตาเมือนธมเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน คำว่า "ธม" ในภาษาเขมร แปลว่า "ใหญ่" โดยปราสาทตาเมือนธมประกอบด้วยปราสาทประธานที่มีสภาพหักพังลงยังไม่ได้รับการบูรณะ มีปราสาทประกอบข้างอีก 2 หลัง และมีอาคารบรรณาลัย 2 หลังก่อด้วยศิลาแลง การเดินชมปราสาทจะมีทหารไทยและทหารกัมพูชาเฝ้าอยู่ทั่วปราสาท เราไม่ควรเดินออกไปนอกปราสาทมากนัก อย่าเดินล้ำเข้าไปแนวต้นไม้ตรงหน้าผาหน้าปราสาท เพราะบริเวณนั้นเป็นเส้นแบ่งเขตแดน จะมีทหารกัมพูชาคุมเข้มมาก