เที่ยวตามใจ ในเกษตร

     รบกวนพี่ๆน้องชาวพันทิปช่วยกันอ่านนิยายสั้นเรื่อง "เที่ยวตามใจ ในเกษตร" หน่อยน้าค้าบ เป็นโปรเจกต์จบของพวกเราเอง ถูกใจไม่ถูกใจสามารถคอมเมนต์ได้เลยนะค้าบ เราจะนำคอมเมนต์ของพี่ๆน้องๆมาปรับแก้เพื่อให้ผลงานออกมาดีขึ้นค้าบ (ตัวละครในเรื่องเป็นตัวละครสมมติทั้งหมด) โดยจะเป็นเรื่องราวของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จะพาทุกคนไปท่องเที่ยวในมหาวิทยาลัยกับสถานที่ใหม่ๆ รูปแบบใหม่ๆ 

หากอยากติดตามตอนที่ 1 สามาถกดได้ในลิ้งนี้นะครับ https://pantip.com/topic/38802913

บทที่ 2

ผู้หญิงคนนั้น ในร้านกาแฟ


อิงประภา (น้ำฝน) :

     “เกษตรศาสตร์ มาจากคำว่า เกษตร หมายถึง เขต หรือ แผ่นดิน และ ศาสตร์ หมายถึง ความรู้ หรือ การศึกษา เมื่อรวมกันมีความหมายว่า การศึกษาเกี่ยวกับแผ่นดินหรือศาสตร์แห่งแผ่นดิน”

ติ้กๆ แกร๊ก ๆ

     ฉันหยุดพิมพ์ข้อความบนคีย์บอร์ดสักพัก ก่อนจะพิมพ์อะไรต่ออีกสองสามบรรทัดก็ตัดสินใจกดบันทึกข้อความทั้งหมด  และวางมือจากกองงานตรงหน้าเพราะต้านทานกลิ่นหอมอันแสนเย้ายวนใจของอาหารตรงหน้าที่ถูกนำมาเสิร์ฟไว้เมื่อครู่ไม่ไหว

      ‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’

      ฉันจึงเริ่มทำพิธีการอันสำคัญก่อนจะลงมือรับประทานอาหารเบื้องหน้า นั้นก็คือ การถ่ายรูปอาหารจานโปรด พร้อมโพสต์ข้อความลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก 


Namfon Ingprapha

Just now

Morning Monday แซนวิชทูน่าอบร้อนกับมอคค่าร้อนเมนูร้อนๆ เหมาะกับสาวสุดฮอตอย่างเรา 

 
     ฉันสาละวนอยู่กับโทรศัพท์ของตัวเองครู่หนึ่งแล้วจึงกดโพสต์พร้อมเช็คอินร้านอาหาร หลังจากโพสต์ไปได้ไม่ถึง 3 วินาที ยอดไลก์ก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างไม่ขาดสาย เพราะถึงแม้ว่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างอวบและสูงเพียงแค่ 155 เซนติเมตร ไม่ได้เอวบางร่างเล็กเหมือนผู้หญิงเน็ต          ไอดอลทั่วไปแต่ฉันว่าฉันก็เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์อยู่ไม่น้อยเลยนะ อิอิ 

     หลังจากนั้นฉันเริ่มรับประทานอาหารตรงหน้าพร้อมกับสูดกลิ่นหอมกรุ่นละมุนของกาแฟ ภายใต้บรรยากาศอันแสนสบายในร้าน Jungle Café ที่ภายในร้านเน้นการตกแต่งไปในโทนสีขาวสะอาดตาและประดับประดาด้วยพันธุ์ไม้สีเขียวทำให้ร้านดูร่มรื่นจำลองบรรยากาศแบบป่าๆ ตามคอนเซ็ปต์ของชื่อร้าน Jungle Café ที่แปลว่า ป่า 

     การชื่นชมอาหารมื้อนี้เกือบเป็นไปได้ด้วยดีถ้าไม่ติดตรงที่สายตาอันเฉียบแหลมของฉันดันไปปะทะเข้ากับนาฬิกาในโน้ตบุ๊กนั้น


     “สายแล้ว! นัดกับยัยแคร์ไว้ที่บาร์ใหม่นี่นา ตายแน่ๆ ยัยป้าตรงเวลานั่นบ่นฉันตายแน่ ><”

      ฉันรู้ดีเลยละว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันไปสายไม่ตรงเวลาที่ยัยแคร์นัดไว้ ฉันจึงรีบจัดการกับอาหารตรงหน้าแล้วก็กวาดสิ่งของทุกอย่างลงกระเป๋า หอบทุกอย่างที่คิดว่าจะทำได้อย่างเร็วที่สุดและรีบวิ่งออกจากร้านไปยังบาร์ใหม่หรือโรงอาหารกลาง 1 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

      ‘แฮกๆ ไหนยัยแคร์นะ’ ฉันยืนหอบอยู่กลางบาร์ใหม่พร้อมกับกวาดสายตามองหาเพื่อนสนิทที่ฉันนัดไว้ เพื่อไปเข้าเรียนคาบเช้าพร้อมกัน แต่มองเท่าไหร่ฉันก็หาเธอไม่เจอ ฉันจึงคิดว่า

ควรโทรไปหาเธอเลยดีกว่า

      “ฮัลโหล แคร์อยู่ไหนอ่ะ ฝนอยู่บาร์ใหม่ละนะ”

      “อ้าว น้ำฝนไปทำอะไรที่บาร์ใหม่อ่ะ วันนี้เค้างดเซคไม่เห็นในไลน์กลุ่มหรอ”

     เดี๋ยวนะ เมื่อฉันได้ยินแคร์พูดดังนั้น ฉันจึงรีบรื้อข้อความในไลน์กลุ่มที่ยังไม่ได้เปิดอ่านกว่าร้อยข้อความ เพื่อดูว่าจริงอย่างที่แคร์บอกหรือไม่


      “จริงด้วยยยย โอ้ย แล้วเค้ามาทำไมเนี่ย สุดเช้าตรู่ อุตส่าห์รีบตื่นก่อนไก่โห่” 

       ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดในความสะเพร่าของตัวเองที่ไม่ชอบอ่านไลน์กลุ่มต่างจาก ‘แคร์’ เพื่อนสนิทของฉันที่เรียนอยู่ภาควิชาเดียวกัน ทั้งยังเป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตมหาวิทยาลัยของฉันอีกด้วย ด้วยความที่แคร์เป็นคนรอบคอบ ตรงเวลา มีระเบียบวินัย กิริยาเรียบร้อยแถมยังเรียนเก่งมาก เลยยิ่งทำให้ฉันเหมือนมีแคร์เป็นแม่คอยเตือนและบอกการบ้านการงานที่ต้องส่งอยู่ตลอด ฉันจึงยิ่งนิสัยเสียเข้าไปใหญ่                แต่บางทีฉันก็พยายามจะทำตัวเองให้เป็นคนมีระเบียบวินัยและเรียบร้อยเหมือนอย่างแคร์นะ ไม่ใช่ไม่พยายามแต่ก็ยังทำไม่ได้สักที มากสุดก็คงเป็นการแต่งตัวชุดนิสิตให้ดูเรียบร้อยที่สุดนี่แหละ เพราะเวลาเดินไปไหนมาไหนกับแคร์จะได้ไม่ต่างกันมากจนเกินไป

      “โอเคๆ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะแคร์” พูดจบฉันจึงกดวางสายและเก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าและก้าวขาเดินออกจากบาร์ใหม่

     “กะเพราหมูไข่ดาวจานนึงครับป้า” แต่หูของฉันก็ได้ยินเสียงแว่วของผู้ชายคนหนึ่ง ฉันจึงหันหน้าไปมองทางต้นเสียงตามสัญชาตญาณ เพราะเวลาฉันได้ยินเสียงคนพูด ฉันชอบสมาธิหลุดแล้วหันไปฟังตลอดเลย เพื่อนเลยชอบบอกว่าฉันเป็นคนสมาธิสั้น  


แต่ครั้งนี้…ฉันว่าสมควรแล้วละที่ฉันหันไปมองเพราะสายตาของฉันที่หันไปนั้นได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนสั่งอาหารกับป้าเจ้าของร้านด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อยและอ่อนน้อมถ่อมตน ดูเป็นสุภาพบุรุษสุดๆ เลยอะ โห แถมตัวก็สูงผิวยังขาวจนแทบจะซีดเหมือนแวมไพร์เลยหน้ายังหวานเหมือนผู้หญิงด้วยอะ ดูอ่อนโยนจัง >< 

      ‘ไหนๆ วันนี้ก็ไม่มีเรียนแล้วนี่นา นั่งเล่นที่บาร์ใหม่

     สักแป๊บนึงก่อนก็ได้เนอะน้ำฝน’ ฉันพูดกับตัวเองในใจ เพราะรู้สึกอยากจะตามผู้ชายคนนั้นไปเผื่อจะได้รู้จักผู้ชายคนนั้นให้มากกว่านี้

      ผู้ชายคนนั้นนั่งตรงข้างหน้าต่างฉันจึงเลือกนั่งแอบมองชายคนนั้นอยู่ด้านหลังถัดไปอีก 2 แถว เพื่อไม่ให้ดูตามติด จนผิดสังเกต ทุกท่วงท่าของผู้ชายคนนั้น มันดึงดูดสายตาของฉันมาก เฮ้อ! คนอะไรดูมีเสน่ห์ไปหมดเลยน้าาาา

      ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งมองผู้ชายคนนั้น ฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังมีสายตาของใครบางคนมองมาทางฉัน 

      ‘เดี๋ยวอย่าเพิ่งรีบไปไหนนะพ่อหนุ่มกะเพรา’

     
     ฉันจึงละสายตาจากผู้ชายคนนั้นเพื่อหันไปมองดูรอบตัว สายตาของฉันจึงไปสะดุดกับผู้ชายคนหนึ่งในชุดออกกำลังกาย แต่เมื่อฉันมองไป ผู้ชายคนนั้นก็หลบตา 

      ‘มองทำไมนะ สงสัยจะไม่เคยเห็นคนสวย เหอะ’ ฉันคงจะไม่คิดอะไรมาก ถ้าอยู่ดี ๆ ผู้ชายคนนั้นไม่ได้กำลังเดินเข้าไปหาผู้ชายที่ฉันกำลังลอบแอบมองอยู่ O.O ‘ไม่นะ  อย่าเดินเข้าไปนะ อย่าเดินเข้าไปนะ อย่าาา…’ ผู้ชายที่สวมชุด  ออกกำลังกายเดินเข้าไปหาผู้ชายที่ฉันกำลังแอบมองอยู่ แล้วทั้งคู่ก็คุยกันสักพัก 


      ‘หรือว่าที่ตานั่นมองเราเพราะจะรู้ว่าเราแอบตามผู้ชาย คนนั้นอยู่แล้วกำลังจะไปบอก ไม่ได้นะ ยัยน้ำฝนคิดสิๆ ทำไงดีๆๆ’

         ระหว่างที่ฉันกำลังคิดไม่ตก ทันใดนั้น ผู้ชายที่ฉันกำลังแอบตามอยู่ก็หันมองมาทางฉัน แต่โชคดีที่ฉันไหวตัวทัน ฉันจึงรีบหลบไปใต้โต๊ะด้วยความไว ‘ขอให้ไม่เห็นฉันเถอะ สาธุ’ เมื่อผู้ชายคนนั้นหันหน้ากลับไป ฉันจึงแอบอยู่ใต้โต๊ะ  ต่ออีกครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ชายคนนั้นไม่เห็นฉันจริงๆ  และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้หันกลับมา ฉันจึงรีบลุกขึ้น และออกจากบาร์ใหม่ก่อนที่จะถูกจับได้

      ‘หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ คุณกะเพรา^^’

    
     
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่