สวัสดีครับทุกท่าน ผมหมดทาง จนปัญญา คุยกับใครก็ไม่ได้ ไม่รู้จะหาทางออกทางไหนดีแล้ว เลยอยากจะมาระบายความอัดอั้นที่นี้ เรื่องอาจจะยาวไปนิด ยังไงก็ช่วยอ่านให้จบนะครับ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นคนพิการ เดินไม่ได้ มือใช้การได้ไม่ปกติเหมือนคนอื่นทั่วๆไป สาเหตุเกิดจากผมได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ทำให้ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บรุนแรง ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงหน้อกลงมาไม่มีความรู้สึก และเคลื่อนไหวไม่ได้
ก่อนหน้าที่ผมจะเกิดอุบัติเหตุ ผมมีแฟนซึ่งเราก็เจอกันที่กรุงเทพฯ คบกันได้ก็ 4-5 ปี เราทำงานที่กรุงเทพฯกันทั้งคู่ แต่มีเหตุด่วนที่ทำให้ต้องกลับบ้าน ผมตัดสินใจกลับไปหาอะไรทำที่บ้านเกิดผมที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ กลับไปได้ไม่ถึงปีทุกอย่างก็เหมือนจะดี ผมเปิดกิจการเล็กๆที่บ้าน และดูแลสวนยางที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ แต่ทุกอย่างก็ต้องสะดุดลง
หลังจากผมที่เกิดอุบัติเหตุ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมทำเรื่องให้แฟนของผมเป็นผู้อนุบาลผม คอยดูแลผม มีสิทธิ์ดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับผม ทั้งเงินทอง รวมถึงบ้านผมก็โอนเป็นชื่อของแฟนผมจนหมด เพราะมือผมอ่อนแรงผมไม่สามารถจับปากกาได้ จึงไม่สามารถทำอะไรๆที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินได้ เวลาผ่านไปได้ 2 ปีนับจากผมเกิดอุบัติเหตุ ทุกอย่างก็แย่ลง มีเรื่องราวอะไรแย่ๆเกิดขึ้นมากมาย ร้านดิจการที่ทำอยู่ก็ดูแลได้ไม่เต็มที่ แฟนผมก็ไม่มีใจที่จะทำต่อ เขาอยากจะขึ้นมาอยู่ใกล้ญาติพี่น้องเขาที่กรุงเทพฯ เขาจึงเสนอให้ขายสวนยาง ตัวผมเองไม่อยากขายเพราะมันเป็นสมบัติที่ครบครัวผมสร้างไว้ให้ แต่ทำไงได้เพราะผมต้องพึ่งพาให้เขาดูแล ในที่สุดก็ต้องจำยอม
ปี 56 พอขายสวนได้ ก็ตัดสินใจย้ายขึ้นมาอยู่จังหวัดใกล้ๆกรุงเทพฯ เพราะอย่างที่บอกไป แฟนผมอยากมาอยู่ใกล้ญาติพี่น้องเขา เพราะมีอะไรจะได้ไหว้วานของความช่วยเหลือกันได้ ช่วงแรกๆผมต้องไปอาศัยที่บ้านของแม่แฟน เพราะบ้านที่จะซื้อยังสร้างไม่เสร็จ แรกๆการดูแลเอาใจใส่ผมถือว่าดีมาก อาจเป็นเพราะเงินทองที่ได้จากการขายสวนยังมีอยู่ พอบ้านสร้างเสร็จ ตัวผม แฟน และลูก ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านใหม่กัน(บ้านที่ซื้อเงินสด และให้เป็นชื่อแฟน) ตัวแฟนผมก็หาอะไรทำไปเรื่อยๆ ได้ไปรู้จักกับเพื่อนของเพื่อน เขาชวนให้ทำรถมือสอง โดยฝั่งผมเป็นคนออกทุน อีกฝั่งเป็นคนหารถ ขายได้เท่าไรเอามาแบ่งกันครึ่งๆ ช่วงแรกก็ดี ขายได้ 3-4 คัน แต่มาหลังๆ เริ่มฝืด หุ้นส่วนเอาเงินไปหารถ แต่ไม่เคยได้ส่วนแบ่งกลับมา ผมก็เตือนแฟนให้ระวัง อย่าไปไว้ใจหุ้นส่วนคนนี้เกินไป แต่แฟนผมไว้ใจเขามาก ปรึกษาเขาทุกเรื่อง เรียกได้ว่าไว้ใจมากกว่าผมซะด้วยซ้ำ สุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่ผมเตือน ถูกโกงไปหลายแสน
พอเงินเริ่มร่อยหรอลง แฟนก็หาอย่างอื่นทำต่อ ไปเซ้งร้านอาหารมาทำ โดยที่เงินทุนก็ต้องกลับไปจำนองบ้านที่ผมเคยกลับไปอยู่ที่ภาคใต้ ได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อจะมาทำร้านตามความต้องการของเขา พอเริ่มเปิดร้านแฟนก็เอาญาติๆเขามาทำอาหาร ได้เท่าไรค่อยแบ่งกัน ขายไปเรื่อยๆ กำไรไม่ต้องพูดถึง ค่าจ้างคนในร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนๆนึงก็แทบจะไม่พอ แต่ก็ดันทุรังเปิดมาเรื่อยๆ เรื่องจากหัวข้อกระทู้มันเริ่มจากตรงนี้
เนื่องจากร้านอาหารที่เปิดก็เป็นสไตล์นั่งทานอาหาร กินเหล้า มีห้องคาราโอเกะเล็กๆให้บริการ ซึ่งแฟนผมเขาชอบด้านนี้อยู่แล้ว เพราะก่อนเขาเจอผม เขาก็เคยทำงานประเภทนี้มาก่อน คอยนั่งเทคแคร์ลูกค้า ดื่มกับลูกค้าบ้าง (ขอย้ำนะครับ ร้านที่เปิดเป็นร้านอาหาร ไม่ใช่ผับ บาร์ ไม่ได้มีเด็กนั่งดริงก์ แต่เจ้าของร้านไปคอยนั่งเทคแคร์ลูกค้าแทน) ผมเคยเตือนเขาว่าให้วางตัวให้ดีๆ ผัวก็ยังไม่ตาย ลูกก็ 2 คนเข้าไปแล้ว (ลูกกับผัวเก่า 1 คนนะครับ แต่ไม่ได้มาอยู่ด้วยกัน ก็คือผมได้แม่หม้ายมาเป็นแฟนนั่นแหละครับ)
ร้านเปิดมาได้ปีกว่าๆ ความสัมพันธ์เราก็เริ่มแย่ลง ทะเลาะกันบ่อย จนวันๆแทบไม่ได้คุยกัน คุยกันเมื่อไรทะเลาะกันเมื่อนั้น และเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ร้านปิด 4 ทุ่ม แต่เขากลับบ้าน ตี 3 ตี 4 แทบทุกวัน พอถามเขาบอกว่าจอดรถนอนระหว่างทาง ขับไม่ไหว หลังๆมาเริ่มกลับเช้าบ้าง นอนที่ร้านบ้าง ผมรู้มาว่าเขามีลูกค้ามาติดพัน แต่เขาก็บอกกับผมว่า ลูกค้าทุกคนรู้ว่าเขามีลูกมีผัวอยู่แล้ว ไม่มีใครคิดอะไรแบบนั้นหรอก ที่สำคัญเขารักเดียวใจเดียว เกลียดคนเจ้าชู้ หลายใจ (ตลอดเวลาที่คบกันมาเขาจะย้ำเรื่องการนอกใจมาก ว่าเขาเกลียดที่สุด) เขาบอกว่าเขาเป็นคนเข้าวัดเข้าวา ทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก แต่ความรู้สึกผมมันบอกว่ามันไม่ใช่ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนของเขาก็คือ ติดโทรศัพท์มาก วันๆแทบจะไม่ห่างจากมือ เวลาจะคุยโทรศัพท์ ก็ต้องไปแอบคุยไกลๆ เพราะผมเดินไม่ได้ ไปฟังไม่ได้อยู่แล้วว่าคุยอะไร ผมได้แต่นอนอยู่แต่ในห้องตลอดเวลา เมื่อก่อนถ้าเขาจะลงเพลง โหลดอะไรในโทรศัพท์ เขาจะเอามาให้ผมทำให้ตลอด แต่หลังๆมา ไม่เคยให้ผมได้ยุ่งเกี่ยวกับโทรศัพท์เขา
ทุกวันนี้ สิ่งที่ผมต้องพึ่งพาให้เขาทำให้หลักๆก็คือ การอาบน้ำวันละครั้ง เอาข้าวมาให้(ผมกินเองได้ครับ ไม่ต้องให้เขามาคอยป้อน แต่ละวันกว่าจะได้กินข้าวมื้อแรกก็ 4-5 โมงเย็นเกือบตลอด เพราะกว่าเขาจะตื่น เสร็จเรื่องที่บ้าน ออกจากบ้านก็บ่ายโมง ไปนู้นนี้หลายแห่ง เขาต้องไปร้าน กว่าจะเข้าบ้านเอาข้าวมาให้ก็เย็นๆ) วันไหนเขาเข้าบ้านเร็วหน่อยสักตี 2 ตี 3 ผมก็จำได้กินวันละ 2 มื้อ ถ้าดึกกว่านั้นก็แค่วันละมื้อ ส่วนเรื่องขับถ่าย ถ้าเป็นการฉี่ ผมต้องใช้การสวนสายฉี่ เนื่องจากไม่สามารถเบ่งฉี่ให้สุดได้(เวลาเขาไม่อยู่บ้าน ผมก็ต้องเสียบสายสวนฉี่คาไว้ แล้วนอนหงายท่าเดิมวันละไม่ต่ำกว่า 13-14 ชั่วโมง คาอยู่แบบนั้นจนกว่าเขาจะกลับ ถ้าเป็นถ่ายหนัก ซึ่ง 1 อาทิตย์ผมจะถ่ายหนักแค่ 1 ครั้งเท่านั่น ถ้าเขาอยู่บ้านก็จะไปเข้าห้องน้ำ แต่ถ้าเขาไม่อยู่ผมก็ถ่ายใส่แพมเพิร์ตเอา
เรื่องมันเกิดเมื่อวาน เขาหายไปทั้งวัน กลับเข้ามาเอาข้าวมาให้ก็เกือบ 2 ทุ่ม บอกว่าไปคุยธุระมา พอเอาข้าวมาให้เสร็จก็ออกไปร้านเหมือนเคย จนตี 1 กว่าๆเขาก็กลับเข้าบ้าน พร้อมอาการเมา เดินมาหาผมแล้วบอกว่ามีเรื่องจะบอก ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เขาบอกว่า "เขานอกใจผม ไปมีอะไรกับคนอื่น" ผมถึงกัยจุก ตอนแรกพูดอะไรไม่ออก แต่ด้วยความโมโหผมก็ทั้งด่า ทั้งว่าเขาสารพัด ถามว่าไอ้คนนั้นคือใคร เขาไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าเป็นลูกค้าที่ร้าน พอผมถามว่าทำแบบนี้กับผมได้ไง ตอนทำความคิดในสมองมันไม่มีผมกับลูกโผล่ขึ้นมาบ้างเลยเหรอ ผมนอนง่อยรอกินข้าวทุกวัน ลูกผมเพิ่งจะ 7 ขวบ ต้องอาบน้ำ กินข้าว ทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะแม่ไม่มีเวลาให้ แต่ตัวเองกลับไปมั่วกับผู้ชายคนอื่น คำตอบของเขาคือ ทุกอย่างมันเป็นเพราะผม เขาต้องการคนที่เป็นที่ปรึกษา เป็นคู่ชีวิต เวลาเขามาคุยกับผม ผมไม่เคยให้เขา (อย่างที่ผมบอกไปด้านบน ว่าเขาเป็นคนรั้น เตือน แนะนำอะไร เขาก็จะไม่ฟัง เชื่อมั่นในความคิดตัวเอง ผมเลยตัดปัญหา ในเมื่อเตือนไม่ฟัง ผมก็ไม่พูดมันซะดีกว่า) นี่หรือคือเหตุผลที่เขาต้องไปมีอะไรกับคนอื่น แค่ผมไม่ให้ปรึกษาเขานะเหรอ ผมผิดขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วมันจำเป็นที่จะต้องไปปรึกษากันถึงบนเตียงเลยเหรอ เขาบอกขอโทษ ขอให้ผมลืมเรื่องนี้ไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตัดบทที่ว่า ให้ผมถือซะว่าต่อไปก็อยู่เพื่อลูก
ผมคงทำใจแล้วทำตามที่เขาขอไม่ได้ คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีแต่ในละคร พอโดนกับตัวเองถึงกับเสียศูนย์ ไปไม่เป็น เรื่องทั้งหมดแรงเกินที่ผมจะรับไหว แต่เขาคงคิดว่าผมไม่มีทางไป ยังไงก็ต้องพึ่งพาเขา ผมจนปัญญา มืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อยังไง สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านเรื่องของผมจนจบนะครับ ถือซะว่าผมไม่มีที่ระบาย ขีวิตก็เหมือนตัวคนเดียว พอได้มาระบายในนี้มันอาจจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ขอบคุณครับ
ใจทำด้วยอะไร ถึงทำกันได้ขนาดนี้
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นคนพิการ เดินไม่ได้ มือใช้การได้ไม่ปกติเหมือนคนอื่นทั่วๆไป สาเหตุเกิดจากผมได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ทำให้ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บรุนแรง ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงหน้อกลงมาไม่มีความรู้สึก และเคลื่อนไหวไม่ได้
ก่อนหน้าที่ผมจะเกิดอุบัติเหตุ ผมมีแฟนซึ่งเราก็เจอกันที่กรุงเทพฯ คบกันได้ก็ 4-5 ปี เราทำงานที่กรุงเทพฯกันทั้งคู่ แต่มีเหตุด่วนที่ทำให้ต้องกลับบ้าน ผมตัดสินใจกลับไปหาอะไรทำที่บ้านเกิดผมที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ กลับไปได้ไม่ถึงปีทุกอย่างก็เหมือนจะดี ผมเปิดกิจการเล็กๆที่บ้าน และดูแลสวนยางที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ แต่ทุกอย่างก็ต้องสะดุดลง
หลังจากผมที่เกิดอุบัติเหตุ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมทำเรื่องให้แฟนของผมเป็นผู้อนุบาลผม คอยดูแลผม มีสิทธิ์ดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับผม ทั้งเงินทอง รวมถึงบ้านผมก็โอนเป็นชื่อของแฟนผมจนหมด เพราะมือผมอ่อนแรงผมไม่สามารถจับปากกาได้ จึงไม่สามารถทำอะไรๆที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินได้ เวลาผ่านไปได้ 2 ปีนับจากผมเกิดอุบัติเหตุ ทุกอย่างก็แย่ลง มีเรื่องราวอะไรแย่ๆเกิดขึ้นมากมาย ร้านดิจการที่ทำอยู่ก็ดูแลได้ไม่เต็มที่ แฟนผมก็ไม่มีใจที่จะทำต่อ เขาอยากจะขึ้นมาอยู่ใกล้ญาติพี่น้องเขาที่กรุงเทพฯ เขาจึงเสนอให้ขายสวนยาง ตัวผมเองไม่อยากขายเพราะมันเป็นสมบัติที่ครบครัวผมสร้างไว้ให้ แต่ทำไงได้เพราะผมต้องพึ่งพาให้เขาดูแล ในที่สุดก็ต้องจำยอม
ปี 56 พอขายสวนได้ ก็ตัดสินใจย้ายขึ้นมาอยู่จังหวัดใกล้ๆกรุงเทพฯ เพราะอย่างที่บอกไป แฟนผมอยากมาอยู่ใกล้ญาติพี่น้องเขา เพราะมีอะไรจะได้ไหว้วานของความช่วยเหลือกันได้ ช่วงแรกๆผมต้องไปอาศัยที่บ้านของแม่แฟน เพราะบ้านที่จะซื้อยังสร้างไม่เสร็จ แรกๆการดูแลเอาใจใส่ผมถือว่าดีมาก อาจเป็นเพราะเงินทองที่ได้จากการขายสวนยังมีอยู่ พอบ้านสร้างเสร็จ ตัวผม แฟน และลูก ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านใหม่กัน(บ้านที่ซื้อเงินสด และให้เป็นชื่อแฟน) ตัวแฟนผมก็หาอะไรทำไปเรื่อยๆ ได้ไปรู้จักกับเพื่อนของเพื่อน เขาชวนให้ทำรถมือสอง โดยฝั่งผมเป็นคนออกทุน อีกฝั่งเป็นคนหารถ ขายได้เท่าไรเอามาแบ่งกันครึ่งๆ ช่วงแรกก็ดี ขายได้ 3-4 คัน แต่มาหลังๆ เริ่มฝืด หุ้นส่วนเอาเงินไปหารถ แต่ไม่เคยได้ส่วนแบ่งกลับมา ผมก็เตือนแฟนให้ระวัง อย่าไปไว้ใจหุ้นส่วนคนนี้เกินไป แต่แฟนผมไว้ใจเขามาก ปรึกษาเขาทุกเรื่อง เรียกได้ว่าไว้ใจมากกว่าผมซะด้วยซ้ำ สุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่ผมเตือน ถูกโกงไปหลายแสน
พอเงินเริ่มร่อยหรอลง แฟนก็หาอย่างอื่นทำต่อ ไปเซ้งร้านอาหารมาทำ โดยที่เงินทุนก็ต้องกลับไปจำนองบ้านที่ผมเคยกลับไปอยู่ที่ภาคใต้ ได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อจะมาทำร้านตามความต้องการของเขา พอเริ่มเปิดร้านแฟนก็เอาญาติๆเขามาทำอาหาร ได้เท่าไรค่อยแบ่งกัน ขายไปเรื่อยๆ กำไรไม่ต้องพูดถึง ค่าจ้างคนในร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนๆนึงก็แทบจะไม่พอ แต่ก็ดันทุรังเปิดมาเรื่อยๆ เรื่องจากหัวข้อกระทู้มันเริ่มจากตรงนี้
เนื่องจากร้านอาหารที่เปิดก็เป็นสไตล์นั่งทานอาหาร กินเหล้า มีห้องคาราโอเกะเล็กๆให้บริการ ซึ่งแฟนผมเขาชอบด้านนี้อยู่แล้ว เพราะก่อนเขาเจอผม เขาก็เคยทำงานประเภทนี้มาก่อน คอยนั่งเทคแคร์ลูกค้า ดื่มกับลูกค้าบ้าง (ขอย้ำนะครับ ร้านที่เปิดเป็นร้านอาหาร ไม่ใช่ผับ บาร์ ไม่ได้มีเด็กนั่งดริงก์ แต่เจ้าของร้านไปคอยนั่งเทคแคร์ลูกค้าแทน) ผมเคยเตือนเขาว่าให้วางตัวให้ดีๆ ผัวก็ยังไม่ตาย ลูกก็ 2 คนเข้าไปแล้ว (ลูกกับผัวเก่า 1 คนนะครับ แต่ไม่ได้มาอยู่ด้วยกัน ก็คือผมได้แม่หม้ายมาเป็นแฟนนั่นแหละครับ)
ร้านเปิดมาได้ปีกว่าๆ ความสัมพันธ์เราก็เริ่มแย่ลง ทะเลาะกันบ่อย จนวันๆแทบไม่ได้คุยกัน คุยกันเมื่อไรทะเลาะกันเมื่อนั้น และเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ร้านปิด 4 ทุ่ม แต่เขากลับบ้าน ตี 3 ตี 4 แทบทุกวัน พอถามเขาบอกว่าจอดรถนอนระหว่างทาง ขับไม่ไหว หลังๆมาเริ่มกลับเช้าบ้าง นอนที่ร้านบ้าง ผมรู้มาว่าเขามีลูกค้ามาติดพัน แต่เขาก็บอกกับผมว่า ลูกค้าทุกคนรู้ว่าเขามีลูกมีผัวอยู่แล้ว ไม่มีใครคิดอะไรแบบนั้นหรอก ที่สำคัญเขารักเดียวใจเดียว เกลียดคนเจ้าชู้ หลายใจ (ตลอดเวลาที่คบกันมาเขาจะย้ำเรื่องการนอกใจมาก ว่าเขาเกลียดที่สุด) เขาบอกว่าเขาเป็นคนเข้าวัดเข้าวา ทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก แต่ความรู้สึกผมมันบอกว่ามันไม่ใช่ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนของเขาก็คือ ติดโทรศัพท์มาก วันๆแทบจะไม่ห่างจากมือ เวลาจะคุยโทรศัพท์ ก็ต้องไปแอบคุยไกลๆ เพราะผมเดินไม่ได้ ไปฟังไม่ได้อยู่แล้วว่าคุยอะไร ผมได้แต่นอนอยู่แต่ในห้องตลอดเวลา เมื่อก่อนถ้าเขาจะลงเพลง โหลดอะไรในโทรศัพท์ เขาจะเอามาให้ผมทำให้ตลอด แต่หลังๆมา ไม่เคยให้ผมได้ยุ่งเกี่ยวกับโทรศัพท์เขา
ทุกวันนี้ สิ่งที่ผมต้องพึ่งพาให้เขาทำให้หลักๆก็คือ การอาบน้ำวันละครั้ง เอาข้าวมาให้(ผมกินเองได้ครับ ไม่ต้องให้เขามาคอยป้อน แต่ละวันกว่าจะได้กินข้าวมื้อแรกก็ 4-5 โมงเย็นเกือบตลอด เพราะกว่าเขาจะตื่น เสร็จเรื่องที่บ้าน ออกจากบ้านก็บ่ายโมง ไปนู้นนี้หลายแห่ง เขาต้องไปร้าน กว่าจะเข้าบ้านเอาข้าวมาให้ก็เย็นๆ) วันไหนเขาเข้าบ้านเร็วหน่อยสักตี 2 ตี 3 ผมก็จำได้กินวันละ 2 มื้อ ถ้าดึกกว่านั้นก็แค่วันละมื้อ ส่วนเรื่องขับถ่าย ถ้าเป็นการฉี่ ผมต้องใช้การสวนสายฉี่ เนื่องจากไม่สามารถเบ่งฉี่ให้สุดได้(เวลาเขาไม่อยู่บ้าน ผมก็ต้องเสียบสายสวนฉี่คาไว้ แล้วนอนหงายท่าเดิมวันละไม่ต่ำกว่า 13-14 ชั่วโมง คาอยู่แบบนั้นจนกว่าเขาจะกลับ ถ้าเป็นถ่ายหนัก ซึ่ง 1 อาทิตย์ผมจะถ่ายหนักแค่ 1 ครั้งเท่านั่น ถ้าเขาอยู่บ้านก็จะไปเข้าห้องน้ำ แต่ถ้าเขาไม่อยู่ผมก็ถ่ายใส่แพมเพิร์ตเอา
เรื่องมันเกิดเมื่อวาน เขาหายไปทั้งวัน กลับเข้ามาเอาข้าวมาให้ก็เกือบ 2 ทุ่ม บอกว่าไปคุยธุระมา พอเอาข้าวมาให้เสร็จก็ออกไปร้านเหมือนเคย จนตี 1 กว่าๆเขาก็กลับเข้าบ้าน พร้อมอาการเมา เดินมาหาผมแล้วบอกว่ามีเรื่องจะบอก ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เขาบอกว่า "เขานอกใจผม ไปมีอะไรกับคนอื่น" ผมถึงกัยจุก ตอนแรกพูดอะไรไม่ออก แต่ด้วยความโมโหผมก็ทั้งด่า ทั้งว่าเขาสารพัด ถามว่าไอ้คนนั้นคือใคร เขาไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าเป็นลูกค้าที่ร้าน พอผมถามว่าทำแบบนี้กับผมได้ไง ตอนทำความคิดในสมองมันไม่มีผมกับลูกโผล่ขึ้นมาบ้างเลยเหรอ ผมนอนง่อยรอกินข้าวทุกวัน ลูกผมเพิ่งจะ 7 ขวบ ต้องอาบน้ำ กินข้าว ทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะแม่ไม่มีเวลาให้ แต่ตัวเองกลับไปมั่วกับผู้ชายคนอื่น คำตอบของเขาคือ ทุกอย่างมันเป็นเพราะผม เขาต้องการคนที่เป็นที่ปรึกษา เป็นคู่ชีวิต เวลาเขามาคุยกับผม ผมไม่เคยให้เขา (อย่างที่ผมบอกไปด้านบน ว่าเขาเป็นคนรั้น เตือน แนะนำอะไร เขาก็จะไม่ฟัง เชื่อมั่นในความคิดตัวเอง ผมเลยตัดปัญหา ในเมื่อเตือนไม่ฟัง ผมก็ไม่พูดมันซะดีกว่า) นี่หรือคือเหตุผลที่เขาต้องไปมีอะไรกับคนอื่น แค่ผมไม่ให้ปรึกษาเขานะเหรอ ผมผิดขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วมันจำเป็นที่จะต้องไปปรึกษากันถึงบนเตียงเลยเหรอ เขาบอกขอโทษ ขอให้ผมลืมเรื่องนี้ไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตัดบทที่ว่า ให้ผมถือซะว่าต่อไปก็อยู่เพื่อลูก
ผมคงทำใจแล้วทำตามที่เขาขอไม่ได้ คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีแต่ในละคร พอโดนกับตัวเองถึงกับเสียศูนย์ ไปไม่เป็น เรื่องทั้งหมดแรงเกินที่ผมจะรับไหว แต่เขาคงคิดว่าผมไม่มีทางไป ยังไงก็ต้องพึ่งพาเขา ผมจนปัญญา มืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อยังไง สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านเรื่องของผมจนจบนะครับ ถือซะว่าผมไม่มีที่ระบาย ขีวิตก็เหมือนตัวคนเดียว พอได้มาระบายในนี้มันอาจจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ขอบคุณครับ