ในโลกของวงการฟุตบอลสมัยใหม่ มักจะมีการคิดค้นวิธีการเล่นและแท็คติกใหม่ๆออกมาเสมอ เพื่อพัฒนารูปแบบการเล่น ซึ่ง1ในระบบแผนการเล่นที่เป็นที่เลื่องลือที่สุดก็คือ total football ถามว่าใครเป็นคนคิดค้นขึ้นก็อาจตอบได้หลายแบบ แล้วแต่ว่าใครได้ข้อมูลแบบไหนมา และชื่นชมใครเป็นพิเศษ แต่หลักฐานที่มีชัดเจนต้องบอกว่ามันเริ่มมีการใช้มาเรื่อยๆตั้งแต่ยุคของ แจ็ค เรยฺโนลด์ ของ ajax ในปี1915, เรียล มาดริด, Wunderteamของทีมชาติออสเตรียในช่วงทศวรรษที่30, La Maquina ของ ริเวอร์เพลท ในทศวรรษที่40, ฮังการียุคโคตรทีมและ เบิร์นลี่ของอังกฤษ ในทศวรรษที่ 50 ที่เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นมาอย่างชัดเจนเมื่อรายการฟุตบอลโลก1974ที่เยอรมันตะวันตก โดยทีมที่ใช้ระบบนี้คือ เนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์นั่นเอง
ไรนุส มิเชล หรือที่เค้าเรียกกันว่าท่านนายพล เป็นผู้นำระบบนี้มาพัฒนาอย่างจริงจังต่อจากเรย์โนลด์ แต่บางคนก็บอกว่าจริงๆระบบนี้คิดโดย โยฮัน ไครฟฟ์ ระบบนี้ทำให้อัศวินสีส้มเป็นทีมที่เกรียงไกร จ่ายบอลกันสวยงามและผู้เล่นมีการเคลื่อนที่ตลอด โดยระบบนี้มี ไครฟฟ์เป็นศูนย์กลาง
ในยุคนั้น ไครฟฟ์ ซึ่งได้ฉายาว่านักเตะเทวดา เป็นผู้เล่นที่มีความสุดยอดมากๆ การเล่นดูสวยงาม เค้าสามารถพาทีมผ่านเข้าไปชิงกับอินทรีเหล็ก เยอรมันตะวันตก ซึ่งเยอรมันตะวะนตกดูเหมือนจะถูกโฉลกกับทีมที่กำลังมาแรงในแต่ละยุค เพราะไม่ว่ายุคไหนทีมไหนดังพอมาเจอเยอรมันตะวันตกก็โดนกำราบหมด ไล่มาตั้งแต่โคตรทีมฮังการี 1954 ซึ่งว่ากันว่าระบบที่ใช้ก็สไตล์ โททั่ลฟุตบอลเช่นกัน และก่อนหน้านี้ที่บอลโลกจะเริ่มขึ้น เยอรมันตะวันตกเคยแพ้ฮังการีไปถึง8-3 แต่พอเจอกันอีกครั้งในรอบชิง1954 เยอรมันตะวันตกกลับเอาชนะไปได้3-2 และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งนึงที่เยอรมันตะวันตกเอาชนะจ้าวแห่งโททั่ลฟุตบอลไปได้ 2-1 ต้องยอมรับว่าเยอรมันเป็นทีมที่วินัยสูงมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้ผู้เล่นเล่นได้ตามแท็คติก เยอรมันตะวันตกชุดนั้นก็ไม่ใช่ไก่กา เพราะเป็นทีมเต็งเหมือนกัน สตาร์ดังๆที่เรารู้จักกันดีก็มี ไกเซอร์ ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ และไอ้ระเบิดเพลิง เกริด มุลเลอร์ ดาวซัลโวประจำทีม
พอไครฟฟ์เลิกเล่นทีมชาติก็เหมือนระบบโททั่ลฟุตบอลจะหายไปจากเนเธอร์แลนด์ด้วย แต่จริงๆแล้วก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าเนเธอร์แลนด์ยุคหลังจากไครฟฟ์ก็เล่นระบบเดิมเพียงแต่ว่าไม่มีสตาร์เท่านั้นเอง แต่ก็ยังมีชื่อนึงให้เราจดจำ นั่นคือ อารี ฮาน กองหลังตีนระเบิดนั่นเอง ลูกที่เค้ายิงใส่เยอรมัน และอิตาลีที่มีดิโน่ ซอฟฟ์เป็นประตูมือ1ของโลก ยังเป็นที่พูดถึงจนทุกวันนี้ เนื่องจากเป็นลูกยิงนอกเขตที่ไกลมากๆ และฮานก็ตะบันด้วยหลังเท้าอย่างสุดมันส์ ใครอยากดูก็ลองไปหาในยูทูบได้
ยุค1978ของเนเธอร์แลนด์ ยังมีโยฮัน นีสเก้นที่ถือว่าเป็นสตาร์ของอัศวินสีส้มตั้งแต่1974 ทั้ง2พาทีมเข้าถึงรอบชิงไปเจอกับเจ้าภาพ อาร์เจนติน่าซึ่งสามารถทำได้ดีกว่าปี1974 ตือเสมอ1-1 ในช่วงเวลาปกติ แต่ก็ต้องแพ้ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ รวมสกอร์3-1
บอลโลก 1982 และ1986 เนเธอร์แลนด์ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ และในปี1988 เนเธอร์แลนด์ก็กลับมาผงาดอีกครั้งเมื่อสามารถเอาชนะโซเวียต (รัสเซีย) ไปได้ในรอบชิง 2-0 โดยมาร์โค ฟาน บาสเท่า ซัดลูกเตะใบไม้ร่วงอันสุดสวย ผ่านมือของไรนาต ดาสซาเยฟ ซึ่งว่ากันว่าเหนียวที่สุดของโลกคนนึงเลยทีเดียว
เนเธอร์แลนด์ยุคนี้คุมทีมโดย ไรนุสมิเชล คนเดิม จริงๆเค้ากลับมาคุมทีมตั้งแต่1984-85 และก็ออกไป ก่อนจะกลับมาคุมอีกครั้งตั้งแต่ 1986-1988
ในปี 1990 เนเธอร์แลนด์ยุค3ทหารเสือและสุดยอดแบ็ค โรนัลด์ คูมัน ซึ่งมี บีนฮักเกอร์คุมทีม ถูกเยอรมันตะวันตกถอนแค้นคืนจากยูโร1988 ตกรอบ 16ทีมไปแบบชนิดที่ว่า สู้แท็คติกไม่ได้จริงๆ ถึงสกอร์จะออกมาแค่2-1ก็ตาม
ยูโร1992 เป็นอีกครั้งที่เนเธอร์แลนด์ดวงกุด เมื่อต้องมาเจอทีมม้ามืดเดนมาร์ค ซึ่งตอนนั้นมีโกล์อันดับ1ของโลก ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล และกองกลางจอมเทคนิค ไบรอัน เลาดรู๊ป และได้สิทธิ์แทนยูโกสลาเวียเดิมเนื่องจากยูโกสลาเวียมีสงครามในประเทศ เนเธอร์แลนด์ซึ่งตอนนั้นมีเบิร์คแคมป์ และแดนนี่ บลินด์ พ่อของดาลี่ บลินด์ ผนึกกำลังกับสามทหารเสือแพ้ลูกโทษให้กับเดนมาร์คไปอย่างน่าเสียดายในรอบรอง หลังจากเสมอกัน 2-2 และต่อเวลาก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ ซึ่งภายหลังเดนมาร์คก็เข้าไปชิงกับเยอรมันและก็เอาชนะอินทรีเหล็กไปได้ 2-0
เนเธอร์แลนด์ ณ ตอนนั้นมีนักเตะดังๆเกิดขึ้นมามากมาย แต่มักจะไปไม่ถึงจุดหมายตลอด ไล่ตั้งแต่ 1994 ก็แพ้บราซิลไป3-2 ในรอบ 8ทีมสุดท้ายจากลูกตั้งเตะ และบลังโก้ซึ่งโดนทำฟาล์วก็ลุกขึ้นมายิงบานาน่าชู้ตด้วยซ้าย ลูกไซด์ก้อยเข้าไปอย่างสุดแรง ซึ่งต่อมาเราก็ได้เห็นลูกนี้อีกครั้งจากการยิงของโรเบอร์โต้ คาร์ลอส
ยูโร 1996 ก็แพ้ลูกโทษให้กับม้ามืด สาธารณรัฐเช็ก จากการเสมอกัน0-0 หลังต่อเวลาพิเศษ และอย่างเคย คุณจะเก่งหรือม้ามืดมาจากไหนก็ต้องแพ้ให้กับเยอรมัน ทีมจอมปราบเซียนด้วยกฎโกลเด้นโกล์
บอลโลก 1998 ฮอลแลนด์ก็ไม่มีดวงอีกครั้งเมื่อสามารถผ่านมาถึงรอบรองแต่ก็ต้องแพ้ให้กับยอดทีมบราซิลด้วยลูกโทษอีกครั้งนึง ฮอลแลนด์ชุดนี้ถือว่าดาวดังคับคั่งมากๆ ตั้งแต่ ฟานเดอร์ ซาร์ ยาป สตัม สองพี่น้อง เดอ บัวร์ เบาเดอไวน์ เซนเดอน ไคลเวิร์ต เบิร์กแคมป์ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ซึ่งนับว่าน่าเสียดายมากๆที่ต้องมาตกรอบเพราะลูกโทษ
ยูโร2000 ฮอลแลนด์ต้องมาเจอกับอิตาลียุคโคตรเหนียวในรอบรองชนะเลิศ เพราะกองหลังมีทั้งคันนาวาโร่ มัลดินี่ และเนสต้า สุดท้ายเสมอกัน0-0 และก็ดวลลูกโทษ แพ้ไป
บอลโลก 2002 ฮอลแลนด์ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้ ส่วนยูโร 2004 ก็แทบเอาตัวไม่รอด ต้องเล่นถึงรอบเพลย์ออฟถึงจะเข้ามรอบสุดท้าย และก็ผ่านเข้ารอบมาจนแพ้ให้กับโปรตุเกสยุคของ ฟิโก้ โรนัลโด้ และรุยคอสต้า ในรอบรองชนะเลิศ 2-1
บอลโลก2006 ฮอลแลนด์ตกรอบ16ทีมด้วยฝีมือโปรตุเกสอีกครั้งทั้งๆที่สตาร์ก็เต็มทีม เพราะะยุคนั้นก็มี ฟาน เพอร์ซี่ เดิร์ก เคาท์ ร็อบเบน แต่โปรตุเกสก็มี ฟิโก้และ โรนัลโด้เช่นกัน
ยูโร 2008 ฮอลแลนด์ ซึ่งยุคนั้นมีสตาร์จริงๆแค่4คนในสายตาผม นั่นคือ นิสเตลลอย เพอร์ซี่ สไนเดอร์ และฟานเดอซาร์ซึ่งตอนนั้นก็แก่มากแล้ว ก็พลาดท่าแพ้ให้กับรัสเซียซึ่งมี อาร์ชาวินเป็นตัวชูโรงไป 3-1 หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 1-1
บอลโลก 2010 เป็นอีกครั้งที่ฮอลแลนด์ไปถึงรอบชิง ชุดนั้นมีสตาร์คือ ร็อบเบน สไนเดอร์ เคาท์ เพอร์ซี่ ต้องโคจรมาเจอยอดทีมในช่วงนั้นคือสเปนซึ่งมีระบบติกี้ตาก้าอันเลื่องลือโดยเอามาจากบาร์เซโลน่า ซึ่งพัฒนาระบบนี้มาจากโททั่ลฟุตบอล ผสานกับหลักปรัชญาของ โยฮัน ไครฟฟ์ ผู้ซึ่งวางรากฐานระบบการเล่นให้บาร์เซโลน่า และก็เป็นสเปนที่ชนะไป1-0ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นัดนี้มีประเด็นจากลูกที่ฮอลแลนด์น่าจะได้ฟาล์วแต่ก็ไม่ได้และโดนโต้กลับจนเสียประตู
ยูโร 2012 ฮอลแลนด์ล้มเหลวสุดๆด้วยการแพ้3นัดรวดให้กับโปรตุเกส เดนมาร์คและเยอรมัน ตกรอบแรกไปอย่างน่าขายหน้า
บอลโลก 2014ที่บราซิล ฮอลแลนด์ต้องมาเจอกับคู่ปรับสเปน ซึ่งนอกจากจะน่าสนใจที่ทีมแล้ว ก็ยังเป็นการของโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ ระหว่าง เดล บอสเก้ และ หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งก็เป็นฮอลแลนด์ ที่กำราบบอลติกี้ตาก้าจนอยู่หมัด ด้วยการเล่นที่เข้าถึงตัว และเน้นใช้จังหวะน้อยครั้งในการโต้กลับ อีกทั้งช่วงนั้น เพอร์ซี่และร็อบเบนก็ยังอยู่ในช่วงพีค ถึงแม้ว่าอายุจะเยอะแล้วก็ตาม เป็นอันหมดยุคบอลติกี้ตาก้าของสเปน เพราะต่อให้เล่นครองบอลได้ ถ้ายิงประตูไม่ได้ก็จะเป็นเหมือนสเปนที่โดนยิงไปถึง5-1
ยูโร 2016 ฮอลแลนด์ยุคที่สตาร์เริ่มโรยรา ผู้เล่นที่ขึ้นมาตอนนั้นก็ยังไม่เก่งมาก ทั้งเดปาย ไวนัลดุม ฟานไดจ์ ก็ยังไม่สามารถแบกทีมได้มาก ก็เป็นอันต้องตกรอบไปโดยแพ้สาธารณัฐเช็ก2-3ในรอดคัดเลือกรอบสุดท้าย
เท่านั้นยังไม่พอ ฮอลแลนด์ยุคที่สตาร์รุ่นใหม่ยังไม่เกิดก็ยังตกรอบแบ่งกลุ่ม ไม่ได้ลุ้นแม้กระทั่งเพลย์ออฟ
ช่วง2014-2018เป็นช่วงที่หลุมดำของฮอลแลนด์จริงๆ เพราะไม่น่าเชื่อว่าฮอลแลนด์ที่มีกองหน้า กองกลางระดับโลกตลอด จะมาขาดช่วงเอายุคนี้ ที่พอนึกชื่อได้ ณ ตอนนั้นก็ไม่ถึงขั้นท็อป ไวนัลดุม ฟาน ไดจ์ เดปาย ตอนนั้นเบอร์กระดูกยังไม่ถึงจริงๆ ส่วนเดปาย ผมมองว่าไม่เก่งจริง เล่นผิดสไตล์นักเตะฮอลแลนด์ ซึ่งปกติจะไม่แอ็คมาก อีกอย่างคือแกชอบโชว์เหนือทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้โชว์เลย จริงๆถ้าเดปายมีวินัยดีๆน่าจะเก่งกว่านี้ก็ได้
และในปี2018นี้ ฮอลแลนด์ก็ได้โค้ชคนใหม่ ซึ่งผมมองว่าเหมาะเจาะมากๆ นั่นก็คือโรนัลด์ คูมัน ตำนานกองหลังที่ยิงประตูมากกว่ากองหน้าบางรายเสียอีก
ในสมัยเป็นนักเตะ คูมันเป็นกองหลังที่เหนียวแน่น ทักษะบอลดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกองหลัง ยิงไกลดี แถมมีลูกยิงฟรีคิกที่แม่นยำ ยิงได้ทั้งหลังเท้าและแบบปั่น คูมันคุมทีมจะเน้นวินัยสูง เพราะครั้งนึงเคยปรับเงินมาเน่โทษฐานมาประชุมทีมสายด้วย ดังนั้นถ้าคุมทีมใหญ่อาจมีปัญหาเรื่องนักเตะไม่ชอบหน้าได้อย่างที่คุมเอฟเวอร์ตันก็โดนเล่นไล่โค้ชมาแล้ว แต่ตอนที่คุมเซาท์แธมตันนั้น ทีมเล่นได้ดีมากๆ เกมรับถือว่าดีกับทรัพยาการที่มี เกมรุกก็มีการเข้าทำที่ยอดเยี่ยม ถ้าจะบอกว่า ฟานไดจ์ และมาเน่ อัลเดอร์ไวเรลด์ มีวันนี้ได้เพราะแกก็ไม่ผิด
ดังนั้นการคุมทีมชาติของแกถือว่าถูกที่มากๆ เพราะแกเป็นรุ่นพี่ทีมชาติ เป็นถึงตำนาน มีบารมีพอที่จะฝึกฝนเรื่องแท็คติกและวินัยโดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนเล่นไล่โค้ช เพราะนี่คือทีมชาติใครเล่นไม่ดีก็จับเอาคนอื่นที่เล่นดีกว่ามาแทนที่ได้เลย และประกอบกับฟานไดจ์มาถึงจุดที่เป็นระดับท็อปของกองหลัง ไวนัลดุมก็สารพัดประโยชน์ เดอยองก็กำลังฟอร์มพุ่ง
ฮอลแลนด์ในยุคที่โค้ชเป็นกองหลังก็มีแนวโน้มว่าน่าจะมีเกมรับที่แน่นเป็นพิเศษ โดยมีฟานไดจ์เป็นคีย์เมคเกอร์ของทีม ส่วนหัวใจเกมรุกก็มีเดอยอง จากอาแจ็กซ์ และมีไวนัลดุมวึ่งเป็นตัวสารพัดประโยชน์ จะเห็นว่าถึงยังไงก็ยังไม่มีกองหน้าระดับเวิร์ลคลาสซึ่งชุดนี้ต้องพยายามเน้นทีมเวิร์คเป็นพิเศษ
จากรายการยูฟ่าเนชั่นลีกฮอลแลนด์ปราบทั้งเยอรมันและฝรั่งเศส 3-0 และ2-0 ซึ่งถือว่าเป็นฟอร์มที่ดีมากๆ
และรายการคัดยูโร2020ที่เจอเยอรมันซึ่งก่อนหน้านี้เหมือนจะหาทิศทางตัวเองไม่เจอว่าจะเล่นยังไง เยอรมันซึ่งปกติไม่เคยเล่นรับรอสวนเลย กลับเปลี่ยนมาเล่นแนวนี้แล้วได้ผลสามารถบุกมาเอาชนะฮอลแลนด์ได้ 3-2
ดูเหมือนจะเป็นผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจสำหรับฮอลแลนด์ แต่สายนี้ไม่มีทีมแข็งเลยนอกจากฮอลแลนด์และเยอรมัน ซึ่งถือว่าโชคดีมากๆ ซึ่งฮอลแลนด์ยังมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งในการไปเยือน และดูจากทรงบอลการเล่นแล้ว ฮอลแลนด์ชุดนี้น่าจะสามารถไปได้ไกล โดยมีหัวใจหลักสำคัญคือเกมรับนั่นเอง
เครดิต หงส์แดงรุ่นลุง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=391258011665600&id=341536523304416&__tn__=K-R
เนเธอร์แลนด์ ในยามที่ไร้กองหน้าระดับโลก
ไรนุส มิเชล หรือที่เค้าเรียกกันว่าท่านนายพล เป็นผู้นำระบบนี้มาพัฒนาอย่างจริงจังต่อจากเรย์โนลด์ แต่บางคนก็บอกว่าจริงๆระบบนี้คิดโดย โยฮัน ไครฟฟ์ ระบบนี้ทำให้อัศวินสีส้มเป็นทีมที่เกรียงไกร จ่ายบอลกันสวยงามและผู้เล่นมีการเคลื่อนที่ตลอด โดยระบบนี้มี ไครฟฟ์เป็นศูนย์กลาง
ในยุคนั้น ไครฟฟ์ ซึ่งได้ฉายาว่านักเตะเทวดา เป็นผู้เล่นที่มีความสุดยอดมากๆ การเล่นดูสวยงาม เค้าสามารถพาทีมผ่านเข้าไปชิงกับอินทรีเหล็ก เยอรมันตะวันตก ซึ่งเยอรมันตะวะนตกดูเหมือนจะถูกโฉลกกับทีมที่กำลังมาแรงในแต่ละยุค เพราะไม่ว่ายุคไหนทีมไหนดังพอมาเจอเยอรมันตะวันตกก็โดนกำราบหมด ไล่มาตั้งแต่โคตรทีมฮังการี 1954 ซึ่งว่ากันว่าระบบที่ใช้ก็สไตล์ โททั่ลฟุตบอลเช่นกัน และก่อนหน้านี้ที่บอลโลกจะเริ่มขึ้น เยอรมันตะวันตกเคยแพ้ฮังการีไปถึง8-3 แต่พอเจอกันอีกครั้งในรอบชิง1954 เยอรมันตะวันตกกลับเอาชนะไปได้3-2 และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งนึงที่เยอรมันตะวันตกเอาชนะจ้าวแห่งโททั่ลฟุตบอลไปได้ 2-1 ต้องยอมรับว่าเยอรมันเป็นทีมที่วินัยสูงมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้ผู้เล่นเล่นได้ตามแท็คติก เยอรมันตะวันตกชุดนั้นก็ไม่ใช่ไก่กา เพราะเป็นทีมเต็งเหมือนกัน สตาร์ดังๆที่เรารู้จักกันดีก็มี ไกเซอร์ ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ และไอ้ระเบิดเพลิง เกริด มุลเลอร์ ดาวซัลโวประจำทีม
พอไครฟฟ์เลิกเล่นทีมชาติก็เหมือนระบบโททั่ลฟุตบอลจะหายไปจากเนเธอร์แลนด์ด้วย แต่จริงๆแล้วก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าเนเธอร์แลนด์ยุคหลังจากไครฟฟ์ก็เล่นระบบเดิมเพียงแต่ว่าไม่มีสตาร์เท่านั้นเอง แต่ก็ยังมีชื่อนึงให้เราจดจำ นั่นคือ อารี ฮาน กองหลังตีนระเบิดนั่นเอง ลูกที่เค้ายิงใส่เยอรมัน และอิตาลีที่มีดิโน่ ซอฟฟ์เป็นประตูมือ1ของโลก ยังเป็นที่พูดถึงจนทุกวันนี้ เนื่องจากเป็นลูกยิงนอกเขตที่ไกลมากๆ และฮานก็ตะบันด้วยหลังเท้าอย่างสุดมันส์ ใครอยากดูก็ลองไปหาในยูทูบได้
ยุค1978ของเนเธอร์แลนด์ ยังมีโยฮัน นีสเก้นที่ถือว่าเป็นสตาร์ของอัศวินสีส้มตั้งแต่1974 ทั้ง2พาทีมเข้าถึงรอบชิงไปเจอกับเจ้าภาพ อาร์เจนติน่าซึ่งสามารถทำได้ดีกว่าปี1974 ตือเสมอ1-1 ในช่วงเวลาปกติ แต่ก็ต้องแพ้ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ รวมสกอร์3-1
บอลโลก 1982 และ1986 เนเธอร์แลนด์ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ และในปี1988 เนเธอร์แลนด์ก็กลับมาผงาดอีกครั้งเมื่อสามารถเอาชนะโซเวียต (รัสเซีย) ไปได้ในรอบชิง 2-0 โดยมาร์โค ฟาน บาสเท่า ซัดลูกเตะใบไม้ร่วงอันสุดสวย ผ่านมือของไรนาต ดาสซาเยฟ ซึ่งว่ากันว่าเหนียวที่สุดของโลกคนนึงเลยทีเดียว
เนเธอร์แลนด์ยุคนี้คุมทีมโดย ไรนุสมิเชล คนเดิม จริงๆเค้ากลับมาคุมทีมตั้งแต่1984-85 และก็ออกไป ก่อนจะกลับมาคุมอีกครั้งตั้งแต่ 1986-1988
ในปี 1990 เนเธอร์แลนด์ยุค3ทหารเสือและสุดยอดแบ็ค โรนัลด์ คูมัน ซึ่งมี บีนฮักเกอร์คุมทีม ถูกเยอรมันตะวันตกถอนแค้นคืนจากยูโร1988 ตกรอบ 16ทีมไปแบบชนิดที่ว่า สู้แท็คติกไม่ได้จริงๆ ถึงสกอร์จะออกมาแค่2-1ก็ตาม
ยูโร1992 เป็นอีกครั้งที่เนเธอร์แลนด์ดวงกุด เมื่อต้องมาเจอทีมม้ามืดเดนมาร์ค ซึ่งตอนนั้นมีโกล์อันดับ1ของโลก ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล และกองกลางจอมเทคนิค ไบรอัน เลาดรู๊ป และได้สิทธิ์แทนยูโกสลาเวียเดิมเนื่องจากยูโกสลาเวียมีสงครามในประเทศ เนเธอร์แลนด์ซึ่งตอนนั้นมีเบิร์คแคมป์ และแดนนี่ บลินด์ พ่อของดาลี่ บลินด์ ผนึกกำลังกับสามทหารเสือแพ้ลูกโทษให้กับเดนมาร์คไปอย่างน่าเสียดายในรอบรอง หลังจากเสมอกัน 2-2 และต่อเวลาก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ ซึ่งภายหลังเดนมาร์คก็เข้าไปชิงกับเยอรมันและก็เอาชนะอินทรีเหล็กไปได้ 2-0
เนเธอร์แลนด์ ณ ตอนนั้นมีนักเตะดังๆเกิดขึ้นมามากมาย แต่มักจะไปไม่ถึงจุดหมายตลอด ไล่ตั้งแต่ 1994 ก็แพ้บราซิลไป3-2 ในรอบ 8ทีมสุดท้ายจากลูกตั้งเตะ และบลังโก้ซึ่งโดนทำฟาล์วก็ลุกขึ้นมายิงบานาน่าชู้ตด้วยซ้าย ลูกไซด์ก้อยเข้าไปอย่างสุดแรง ซึ่งต่อมาเราก็ได้เห็นลูกนี้อีกครั้งจากการยิงของโรเบอร์โต้ คาร์ลอส
ยูโร 1996 ก็แพ้ลูกโทษให้กับม้ามืด สาธารณรัฐเช็ก จากการเสมอกัน0-0 หลังต่อเวลาพิเศษ และอย่างเคย คุณจะเก่งหรือม้ามืดมาจากไหนก็ต้องแพ้ให้กับเยอรมัน ทีมจอมปราบเซียนด้วยกฎโกลเด้นโกล์
บอลโลก 1998 ฮอลแลนด์ก็ไม่มีดวงอีกครั้งเมื่อสามารถผ่านมาถึงรอบรองแต่ก็ต้องแพ้ให้กับยอดทีมบราซิลด้วยลูกโทษอีกครั้งนึง ฮอลแลนด์ชุดนี้ถือว่าดาวดังคับคั่งมากๆ ตั้งแต่ ฟานเดอร์ ซาร์ ยาป สตัม สองพี่น้อง เดอ บัวร์ เบาเดอไวน์ เซนเดอน ไคลเวิร์ต เบิร์กแคมป์ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ซึ่งนับว่าน่าเสียดายมากๆที่ต้องมาตกรอบเพราะลูกโทษ
ยูโร2000 ฮอลแลนด์ต้องมาเจอกับอิตาลียุคโคตรเหนียวในรอบรองชนะเลิศ เพราะกองหลังมีทั้งคันนาวาโร่ มัลดินี่ และเนสต้า สุดท้ายเสมอกัน0-0 และก็ดวลลูกโทษ แพ้ไป
บอลโลก 2002 ฮอลแลนด์ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้ ส่วนยูโร 2004 ก็แทบเอาตัวไม่รอด ต้องเล่นถึงรอบเพลย์ออฟถึงจะเข้ามรอบสุดท้าย และก็ผ่านเข้ารอบมาจนแพ้ให้กับโปรตุเกสยุคของ ฟิโก้ โรนัลโด้ และรุยคอสต้า ในรอบรองชนะเลิศ 2-1
บอลโลก2006 ฮอลแลนด์ตกรอบ16ทีมด้วยฝีมือโปรตุเกสอีกครั้งทั้งๆที่สตาร์ก็เต็มทีม เพราะะยุคนั้นก็มี ฟาน เพอร์ซี่ เดิร์ก เคาท์ ร็อบเบน แต่โปรตุเกสก็มี ฟิโก้และ โรนัลโด้เช่นกัน
ยูโร 2008 ฮอลแลนด์ ซึ่งยุคนั้นมีสตาร์จริงๆแค่4คนในสายตาผม นั่นคือ นิสเตลลอย เพอร์ซี่ สไนเดอร์ และฟานเดอซาร์ซึ่งตอนนั้นก็แก่มากแล้ว ก็พลาดท่าแพ้ให้กับรัสเซียซึ่งมี อาร์ชาวินเป็นตัวชูโรงไป 3-1 หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 1-1
บอลโลก 2010 เป็นอีกครั้งที่ฮอลแลนด์ไปถึงรอบชิง ชุดนั้นมีสตาร์คือ ร็อบเบน สไนเดอร์ เคาท์ เพอร์ซี่ ต้องโคจรมาเจอยอดทีมในช่วงนั้นคือสเปนซึ่งมีระบบติกี้ตาก้าอันเลื่องลือโดยเอามาจากบาร์เซโลน่า ซึ่งพัฒนาระบบนี้มาจากโททั่ลฟุตบอล ผสานกับหลักปรัชญาของ โยฮัน ไครฟฟ์ ผู้ซึ่งวางรากฐานระบบการเล่นให้บาร์เซโลน่า และก็เป็นสเปนที่ชนะไป1-0ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นัดนี้มีประเด็นจากลูกที่ฮอลแลนด์น่าจะได้ฟาล์วแต่ก็ไม่ได้และโดนโต้กลับจนเสียประตู
ยูโร 2012 ฮอลแลนด์ล้มเหลวสุดๆด้วยการแพ้3นัดรวดให้กับโปรตุเกส เดนมาร์คและเยอรมัน ตกรอบแรกไปอย่างน่าขายหน้า
บอลโลก 2014ที่บราซิล ฮอลแลนด์ต้องมาเจอกับคู่ปรับสเปน ซึ่งนอกจากจะน่าสนใจที่ทีมแล้ว ก็ยังเป็นการของโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ ระหว่าง เดล บอสเก้ และ หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งก็เป็นฮอลแลนด์ ที่กำราบบอลติกี้ตาก้าจนอยู่หมัด ด้วยการเล่นที่เข้าถึงตัว และเน้นใช้จังหวะน้อยครั้งในการโต้กลับ อีกทั้งช่วงนั้น เพอร์ซี่และร็อบเบนก็ยังอยู่ในช่วงพีค ถึงแม้ว่าอายุจะเยอะแล้วก็ตาม เป็นอันหมดยุคบอลติกี้ตาก้าของสเปน เพราะต่อให้เล่นครองบอลได้ ถ้ายิงประตูไม่ได้ก็จะเป็นเหมือนสเปนที่โดนยิงไปถึง5-1
ยูโร 2016 ฮอลแลนด์ยุคที่สตาร์เริ่มโรยรา ผู้เล่นที่ขึ้นมาตอนนั้นก็ยังไม่เก่งมาก ทั้งเดปาย ไวนัลดุม ฟานไดจ์ ก็ยังไม่สามารถแบกทีมได้มาก ก็เป็นอันต้องตกรอบไปโดยแพ้สาธารณัฐเช็ก2-3ในรอดคัดเลือกรอบสุดท้าย
เท่านั้นยังไม่พอ ฮอลแลนด์ยุคที่สตาร์รุ่นใหม่ยังไม่เกิดก็ยังตกรอบแบ่งกลุ่ม ไม่ได้ลุ้นแม้กระทั่งเพลย์ออฟ
ช่วง2014-2018เป็นช่วงที่หลุมดำของฮอลแลนด์จริงๆ เพราะไม่น่าเชื่อว่าฮอลแลนด์ที่มีกองหน้า กองกลางระดับโลกตลอด จะมาขาดช่วงเอายุคนี้ ที่พอนึกชื่อได้ ณ ตอนนั้นก็ไม่ถึงขั้นท็อป ไวนัลดุม ฟาน ไดจ์ เดปาย ตอนนั้นเบอร์กระดูกยังไม่ถึงจริงๆ ส่วนเดปาย ผมมองว่าไม่เก่งจริง เล่นผิดสไตล์นักเตะฮอลแลนด์ ซึ่งปกติจะไม่แอ็คมาก อีกอย่างคือแกชอบโชว์เหนือทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้โชว์เลย จริงๆถ้าเดปายมีวินัยดีๆน่าจะเก่งกว่านี้ก็ได้
และในปี2018นี้ ฮอลแลนด์ก็ได้โค้ชคนใหม่ ซึ่งผมมองว่าเหมาะเจาะมากๆ นั่นก็คือโรนัลด์ คูมัน ตำนานกองหลังที่ยิงประตูมากกว่ากองหน้าบางรายเสียอีก
ในสมัยเป็นนักเตะ คูมันเป็นกองหลังที่เหนียวแน่น ทักษะบอลดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกองหลัง ยิงไกลดี แถมมีลูกยิงฟรีคิกที่แม่นยำ ยิงได้ทั้งหลังเท้าและแบบปั่น คูมันคุมทีมจะเน้นวินัยสูง เพราะครั้งนึงเคยปรับเงินมาเน่โทษฐานมาประชุมทีมสายด้วย ดังนั้นถ้าคุมทีมใหญ่อาจมีปัญหาเรื่องนักเตะไม่ชอบหน้าได้อย่างที่คุมเอฟเวอร์ตันก็โดนเล่นไล่โค้ชมาแล้ว แต่ตอนที่คุมเซาท์แธมตันนั้น ทีมเล่นได้ดีมากๆ เกมรับถือว่าดีกับทรัพยาการที่มี เกมรุกก็มีการเข้าทำที่ยอดเยี่ยม ถ้าจะบอกว่า ฟานไดจ์ และมาเน่ อัลเดอร์ไวเรลด์ มีวันนี้ได้เพราะแกก็ไม่ผิด
ดังนั้นการคุมทีมชาติของแกถือว่าถูกที่มากๆ เพราะแกเป็นรุ่นพี่ทีมชาติ เป็นถึงตำนาน มีบารมีพอที่จะฝึกฝนเรื่องแท็คติกและวินัยโดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนเล่นไล่โค้ช เพราะนี่คือทีมชาติใครเล่นไม่ดีก็จับเอาคนอื่นที่เล่นดีกว่ามาแทนที่ได้เลย และประกอบกับฟานไดจ์มาถึงจุดที่เป็นระดับท็อปของกองหลัง ไวนัลดุมก็สารพัดประโยชน์ เดอยองก็กำลังฟอร์มพุ่ง
ฮอลแลนด์ในยุคที่โค้ชเป็นกองหลังก็มีแนวโน้มว่าน่าจะมีเกมรับที่แน่นเป็นพิเศษ โดยมีฟานไดจ์เป็นคีย์เมคเกอร์ของทีม ส่วนหัวใจเกมรุกก็มีเดอยอง จากอาแจ็กซ์ และมีไวนัลดุมวึ่งเป็นตัวสารพัดประโยชน์ จะเห็นว่าถึงยังไงก็ยังไม่มีกองหน้าระดับเวิร์ลคลาสซึ่งชุดนี้ต้องพยายามเน้นทีมเวิร์คเป็นพิเศษ
จากรายการยูฟ่าเนชั่นลีกฮอลแลนด์ปราบทั้งเยอรมันและฝรั่งเศส 3-0 และ2-0 ซึ่งถือว่าเป็นฟอร์มที่ดีมากๆ
และรายการคัดยูโร2020ที่เจอเยอรมันซึ่งก่อนหน้านี้เหมือนจะหาทิศทางตัวเองไม่เจอว่าจะเล่นยังไง เยอรมันซึ่งปกติไม่เคยเล่นรับรอสวนเลย กลับเปลี่ยนมาเล่นแนวนี้แล้วได้ผลสามารถบุกมาเอาชนะฮอลแลนด์ได้ 3-2
ดูเหมือนจะเป็นผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจสำหรับฮอลแลนด์ แต่สายนี้ไม่มีทีมแข็งเลยนอกจากฮอลแลนด์และเยอรมัน ซึ่งถือว่าโชคดีมากๆ ซึ่งฮอลแลนด์ยังมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งในการไปเยือน และดูจากทรงบอลการเล่นแล้ว ฮอลแลนด์ชุดนี้น่าจะสามารถไปได้ไกล โดยมีหัวใจหลักสำคัญคือเกมรับนั่นเอง
เครดิต หงส์แดงรุ่นลุง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้