โลกกำลังอยู่ในจุดที่ละเลย มองข้าม ไม่สนใจ ไม่อยากมองความเสี่ยง

กระทู้สนทนา
นปีที่แล้วเป็นปีที่เฟดลองถอดสายออกซิเจน เลิกให้ยาคนไข้
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่สู้ดีนัก คนไข้ไม่สามารถใช้ชีวิตโดยไม่มีเครื่องช่วยหายใจได้
ถอดปุ๊บอาการมาเต็ม เฟดจำต้องกลับมาเฝ้าไข้กลับห้องไอซียูใหม่อีกรอบ

อาการนี้ก็ต้องมองในฐานะหมอดูแลคนไข้
การให้ยา การใส่เครื่องช่วยหายใจไปตลอด ไม่ใช่แนวทางการรักษาที่ดี 
เพราะสุดท้ายคนป่วยก็จะเป็นผู้ป่วยติดเตียง นอนเป็นผักไปทั้งชีวิตจนกว่าจะเสียชีวิต
แต่ก็ยังดีกว่าถอดปุ๊บแล้วตายเลย
หมอจำเป็นต้องคิดถึงชีวิตของผู้ป่วยไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
สุดท้ายก็กลับมาจุดเดิม แม้จะไม่ใช่ทางที่ดี แต่มันไม่มีทางเลือก

ในขณะที่เศรษฐกิจเองเริ่มแสดงอาการชะลอตัวทั้งโลก แผลนี้ส่วนนึงมันก็เกิดจากการที่มีหนี้มาก
และการก่อหนี้ช่วงหลังๆมันเริ่มสร้างรายได้ให้น้อยลงเรื่อยๆ
แต่ก่อนก่อหนี้ 100 บ. สร้างรายได้ 120 ตอนนี้เหลือ 100 ปริ่มๆ (ตัวเลขสมมุติ)
เป็นเพราะเศรษฐกิจที่แท้จริง มันถึงจุดที่เบ่งไปมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว
คนส่วนใหญ่ที่เป็นเฟืองจักรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการก่อหนี้ เริ่มมีหนี้เกินตัว

นอกเรื่องไปดูเรื่องการใช้จ่ายของคนทุกวันนี้กับอดีต
เหตุผลที่คนยุคนี้ออมต่ำ (เป็นกันทั้งโลก) เพราะคนยุคนี้มีเรื่องให้เสียมากกว่าในอดีตมากนัก
เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่ามือถือ ค่าฟิตเนส ค่ากาแฟ ค่าชา ค่าเที่ยว
ชีวิตยิ่งคนท่วไปมี fixed cost มากเท่าไร ยิ่งมีปัจจัยอื่นนอกจากปัจจัยสี่เท่าไร หาเงินยังไงก็แทบไม่พอ เดือนชนเดือน 
ต่อไปอาจจะมีวันชนวัน ไม่แน่ต่อไปบัตรเครดิตอาจจะมีผ่อน0% 10 วันก็ได้ ใครจะรู้

ตอนนี้ถ้าโลกอยากจะไปต่อ จำเป็นต้องมี s curve ใหม่แล้วฮะ หวังว่า 5จี จะพาโลกไปต่อได้
หาทางให้คนส่วนใหญ่รีดเงินในมือออกมาใช้จ่ายต่อให้ได้

ส่วนตลาดหุ้นยังไปต่อได้จนกว่าจะแตก เพราะเฟดเค้าไม่กล้าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงแล้ว
ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร แต่โดนป๋าทรัมป์และตลาดหุ้นด่าเละ ใครจะยอม ไม่เอาแล้ว
ปล่อยให้เละไปเองเลยละกัน
ระเบิดลูกนี้ใหญ่มากจนไม่มีใครอยากไปยุ่งแล้วฮะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่