ต่อจากเมื่อวานที่พูดถึงหนังเรื่อง THE MATRIX ที่ผมรู้สึกคล้ายๆ กับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ของการต่อสู้ทางการเมืองในตอนนี้
พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าตัดต่อภาพกับหนังอาจไม่จำเป็น เพราะใช้เวลามากไปหน่อย แค่เขียนถึงก็พอแล้ว
เรื่องที่ 2 ก็คือ THE HUNGER GAME
ซึ่งผมมองคุณช่อว่าคือแคทนิสตัวเอกในเรื่อง ซึ่งเธอมีความเหมือนมากๆ ในการต่อสู้กับเผด็จการ
ส่วนที่เหลือคุณธนาธร และดร.ปิยบุตรก็คือพีต้าหรือเกลก็แล้วแต่ ซึ่งไม่สำคัญ
เนื่อเรื่องของ THE HUNGER GAME เท่าที่ผมจำได้พูดถึงการปกครอง
ที่มีการแบ่งเขตระหว่างเขตของผู้มีอำนาจกับเขตของคนชั้นล่าง ซึ่งต่างกันอย่างมาก
โดยประธานาธิปดีสโนว์ได้จัดให้มีการแข่งขัน THE HUNGER GAME
ผมอาจต้องขอวิกิเข้ามาช่วยนิดนึงเพราะจำรายละเอียดไม่แม่น
แคปปิตอลนั้นกดขี่ทั้ง 13 เขตมาโดยตลอด จนทำให้เขต 13 ก่อกบฏ
แคปปิตอลไหวตัวได้ทันและทำลายเขต 13 ทิ้งจนไม่เหลือซาก
และเพื่อเป็นตอกย้ำให้ประชากรอีก 12 เขตทราบถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากคิดก่อกบฏ
แคปปิตอลจึงจัดการแข่งขัน "เกมล่าชีวิต" ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจประชาชนทุกคนว่า
แคปปิตอลมีอำนาจแม้กระทั่งควบคุมชีวิตคนได้ กฎของเกมล่าชีวิตคือ ทั้ง 12 เขต
ต้องจับสลากเลือกบรรณาการชายหญิงอายุ 12-18 ปี ในวันเก็บเกี่ยว อย่างละคน
มาเพื่อลงแข่ง และทั้ง 24 คน จาก 12 เขต ต้องฆ่ากันเองจนกว่า
จะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
แคทนิสนั้นไม่ได้อยากเป็นตัวแทนของเขต แต่ว่าน้องของเธอจับฉลากได้
เธอจึงขอไปแทนน้องสาว การต่อสู้ของแคทนิสทำให้เขตที่เหลือหันมาเอา
ใจช่วยและเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังของคนทั้ง 12 เขตจนนำ
ไปสู่การโค้นล้มแคปปิตอลได้ในที่สุด
การเข้ามาของแคทนิสใน THE HUNGER GAME ก็เหมือนกับการลงสนามต่อสู้
ที่ฝ่ายเผด็จการจัดพื้นที่ไว้ให้ ด้วยคิดว่าทุกๆ อย่างอยู่ภายใต้การควบคุม
ซึ่งเป็นหลักความคิดของ 'ความไม่เท่าเทียม' ที่มองว่าประชาชนอยู่
ต่ำกว่าฝ่ายผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ผู้มีฐานะทางชนชั้น และชนชั้นมันสมองของประเทศเสมอ
โดยการจัด THE HUNGER GAME ก็เพื่อให้เกิดความสงบ และทำให้รู้สึกว่า
ทั้งแคปปิตอลและอีก 12 เขตนั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปึกแผ่น สามัคคี
จนในช่วงท้ายประธานาธิปดีต้องมีแคมเปญรณรงค์ให้อยู่ร่วมกันด้วยสันติ
ซึ่งการปกครองโดยเผด็จการ ที่มีการกดขี่ เกิดการแบ่งชนชั้นจะอ้างถึง
ความชอบในการคงอยู่ของรัฐบาลเผด็จการเพื่อความสงบ ความปรองดองของประเทศเสมอ
สุดท้ายแล้วหลักการของความเท่าเทียมเอาชนะอำนาจของรัฐ
และสามารถโค้นล้มประธานาธิปดีสโนว์ได้ในที่สุด
ผมเคยพูดว่าการมาของพรรคอนาคตใหม่ อาจจะโดดเด่นด้วยคำพูด ความคิดริเริ่ม
ความมีเหตุผล ความฉลาด และข้อมูลที่มีที่มาที่ไปชัดเจนจับต้องได้ แต่แก่นแท้
ของความคิดทั้งหมดเหล่านั้น ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ เมื่อแปลความหมายออกมาแล้ว
จริงๆ แล้วคือการส่งเสริม
"ความเท่าเทียมกัน"
ซึ่งเป็นแก่นหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในประเทศได้เป็นลูกโซ่
โดยมีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกๆ คนจะต้องเท่าเทียม ไม่มีชนอภิสิทธิ์
ต่างๆ ซึ่งผมเพิ่งได้ดูคลิปของ GM เมื่อคืน ก็ปรากฏว่ามันอยู่ในหัวของคุณธนาธร
มาตั้งนานแล้ว ซึ่งเขาเป็นคนระดับชั้นนำ หรือไฮโซคนนึงที่ไม่ได้ปิดหูปิดตา
และเก็บเรื่องนี้มาในใจอยู่ตลอด คำพูดที่ว่า คนที่สบายในประเทศนี้ต้องเป็นคนแบบผม
ต้องมีเงิน อยู่ประเทศนี้จะสบายมากที่สุด ก็เป็นคำพูดที่ตรงกับคำที่ อ.วีระพูดเปี๊ยบ
นี่จึงเป็นแกนหลักของพรรค โดยคุณช่อพูดเสมอว่า ถ้าบ้านเราดูดีสวยใหญ่โต แต่
พอเราเดินออกมานอกบ้านปรากฎว่า รอบๆ บ้านเป็นคนยากคนจนทั้งหมด แล้วมัน
จะดีได้อย่างไร และย้ำว่าความเท่าเทียมอย่าคิดว่า ต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน มีเงินเท่ากัน
แบบคอมมิวนิส แต่หมายถึงการที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้เท่าๆ กัน
นี่เป็นคติ และเป็นหลักการที่ดีในการปฏิรูป การสร้างชาติอย่างแท้จริง
ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามที่ยึดคติในการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น นั่นคือ
ความคิดแบบทหาร ที่ต้องต่อสู้ปกป้องข้าศึกศัตรูจากต่างประเทศ และเป็น
หลักคิดของผู้นำที่เป็นเผด็จการ และหลักคิดแบบนี้ จะต้องคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ได้ เพราะกลุ่มชนชั้นสูงจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
ประชาธิปไตยคือระบบที่มีการเคลื่อนไหวสูง มีการขึ้น มีการลง มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจ
ทั้งทางเศรษฐกิจของคนแต่ละคน และทางการเมือง จะไม่มีการยึดผูกขาด จะไม่มี
การผูกขาดทางการค้า ถ้ามี รัฐบาลต้องแก้ไขให้การผูกขาดสลายไป เพื่อให้ทุกคน
เข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมกัน
หลักการนี้จึงเป็นหลักการที่สามารถนำไปสู่การเพิ่มของชนชั้นกลางในประเทศได้อย่างดี
ที่สุด และทำให้ความแตกต่างระหว่างคนชั้นสูงกับชนชั้นล่างไม่แตกต่างกันอย่างมาก
เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
พรรคอื่นๆ นั้น จึงควรเรียนรู้และเข้าใจในหลักการนี้ด้วย การเข้ามาเล่นการเมือง
ไม่ใช่เพียงแค่การเข้ามาแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นเวลานั้นเท่านั้น แต่
เป็นการแสดงหลักการวิธีคิด และจุดยืนที่ชัดเจนที่จะทำให้ประเทศสามารถก้าว
ไปสู่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง แม้แต่การแก้จน ก็ยังไม่นับว่าเป็นหลักการ แต่เป็น
เพียงแค่นโยบายในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น
เมื่อพรรคทุกพรรคสามารถรับหลักการของความเท่าเทียมได้ นั่นจะนำไปสู่
การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งนี่จะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐหรือพรรคที่
เป็นเผด็จการซึ่งพวกเขาจะต้องการให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม คงความสงบสุข
และไม่ต้องการให้คนมีปากมีเสียงให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย แตกแยกขึ้น
การสร้างความกลัวให้ประชาชนไม่ต้องการความแตกแยกก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง
ที่สร้างความชอบธรรมให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่อยู่ใน
ภาวะของการแช่แข็งมาเรื่อยๆ สม่ำเสมอ นี่จึงเป็นวงจรที่พรรคอนาคตใหม่ออกมาพูด
เพื่อเตือนสติให้พวกเรานึกออกขึ้นมาได้ หลังจากที่ความคับข้องใจต่างๆ ถูกเก็บเอาไว้
ในส่วนลึกมานาน
การคอรัปชั่นทางการเมืองนั้น ถูกโยนไปให้พรรคการเมือง 100% ทั้งๆ ที่พรรคการเมือง
ทั้งหมดอาจทำเพราะสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ ผู้ที่คุมทุกอย่างอยู่
เบื้องหลังมาโดยตลอด น่าจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากกว่านักการเมืองที่เข้าๆ ออกๆ
อยู่เป็นพักๆ ไม่ใช่หรือ? หรือว่าเราคิดว่า ประเทศเราเป็นประเทศใสๆ ที่นอกเหนือจาก
นักการเมืองแล้ว ทุกๆ คนเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ใสสะอาด ?
ดังนั้นไม่ว่าพรรคไหนเข้าสู่รัฐบาล หากสภาพแวดล้อมดังกล่าวยังคงอยู่ ก็ไม่น่าที่จะอยู่
รอดได้นาน หรือหากอยู่รอดได้จนครบ ก็อาจทำอะไรแทบไม่ได้ หรือทำได้ แต่ต้องทำตาม
ที่ได้รับการชี้นำ นี่ไม่ใช่เรื่องของการหาหลักฐานว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นมีอะไรมายืนยัน แต่มันเป็น
เรื่องของ common sense เมื่อพรรคการเมืองไม่มีหลักการในการสร้างความเท่าเทียมที่มาก
พอ อิทธิพลจากฝ่ายต่างๆ ก็จะมาสร้างผลกระทบได้ง่ายมาก เช่น นักการเมืองอาจเลือก
GDP ที่เติบโตมีตัวเลขสวยงาม และเลือกที่จะมองข้ามว่าข้อเสนอนั้นคือการทำให้เกิด
ทุนผูกขาดเป็นต้น ในขณะที่พรรคการเมืองที่มีหลักการของความเท่าเทียมที่เข้มแข็ง
จะปฏิเสธข้อเสนอนั้น และสามารถปฏิเสธการรับการให้ตอบแทน การทดแทนบุญคุณ
ต่างๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของการเมืองในปัจจุบัน ที่มาจากการใช้ CONNECTION
ต่างๆ
ดังนั้นตามหลักการแล้วทุกอย่างจะจบ ถ้าพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจนด้านความ
เท่าเทียม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประชาธิปไตย และหัวใจหลักนี้ยังทำให้ประเทศ
เกิดการเปลี่ยนแปลงง่ายมากที่สุด เมื่อความเท่าเทียมสามารถเอาชนะขนบ ทำเนียม
ต่างๆ ที่คอยจะดึงเอาไว้ ไม่ยอมให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ
เหมือนในหนัง THE HUNGER GAME ที่แสดงให้เห็นว่าความเท่าเทียมกันของ
ประชาชนคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสจะทำให้คนทุกคน
มีความสุข และสุดท้ายก็จะไม่มาหาเรื่องทะเลาะซึ่งกันและกัน ซึ่งการกระทำที่เลวร้าย
ของนักการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา ก็เป็นการสะท้อนของระบบที่อยู่ภาย
ใต้ที่เรามองไม่เห็นอีกที
การลุกฮือของประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ก็มาจากการที่พวกเขามองเห็นสิ่งที่
เกิดขึ้นตรงหน้า เอาที่ง่ายที่สุดการจับเวลาขับรถ ส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่
หรือการไปติดต่อราชการต่างๆ ก็ต้องมีเรื่องของการจ่ายใต้โต๊ะ ซึ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใน
ระบบของการทำงานราชการประจำที่แทบทุกคนรู้อยู่แล้ว การโทษที่นักการเมืองจึง
เหมือนการสิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนั้นปลอดภัยมากขึ้นมากกว่า ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน
เราจึงไม่อาจบอกได้ว่ามีแค่ฝ่ายเดียวที่ผิด
หากคุณธนาธรเข้าไปเป็นรัฐบาล เขาก็ต้องไปเจอกับการทำงานของระบบนี้เช่นกัน
ซึ่งยากมากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะไปต้านทานระบบ ไม่เว้นแต่นายกรัฐมนตรี
ผู้ที่เข้าใจเรื่องราวต่างๆ เหมือนที่ผ่านมา ว่านักการเมืองไม่ดี ประเทศไทยต้องการ
ความสงบ ไม่ต้องการความแตกแยก รัฐประหารก็เป็นข้อดี รัฐบาลทหารก็ทำให้บ้านเมือง
สงบดี ผมคิดว่าพวกเขาที่เชื่อแบบนั้นเป็นคนที่จิตใจใสบริสุทธิ์ทั้งนั้น และอาจจะไม่ได้สัมผัส
กับความเน่าเฟะจากระบบที่คนอีกกลุ่มได้สัมผัส แล้วพวกเขาคิดว่านี่มันไม่โอเค
คุณธนาธรจริงๆ ก็ไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น เพราะเขาต้องถือว่าเป็นคนล่ะชั้น เขาไปที่ไหน
คนก็ต้องไหว้ มีที่จอดรถ VIP มีผู้คนนับหน้าถือตา เหมือนนักธุรกิจที่ล่าเสือแล้วศาลยกฟ้อง
ว่าไม่ใช่คนฆ่าเสือเป็นต้น เพียงแต่ว่าเขามองเห็น เขาใช้สายตามอง แล้วเขาก็รู้ว่า บางสิ่งบาง
อย่างมันผิดปกติ จริงๆ แล้วก็คล้ายกับเรื่องในศาสนาพุทธที่ทุกคนพยายามทำให้เจ้าชายคิดว่า
ทุกอย่างในโลกนั้น happy แต่สายตาของเจ้าชายก็ยังเห็นว่าจริงๆ แล้วนั้น มันไม่ใช่
มันจึงอยู่ที่การมองโลกของคน ผมก็มองว่าประเทศนี้ไม่ได้ happy ผมก็มองว่านี่ไม่ใช่
land of smile เช่นกัน ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตา ทุกอย่างมันชัดในตัวมันเองอยู่แล้ว
วันที่อาทิตย์นี้จึงเป็นวันที่เราจะได้เห็นว่ามีคนที่มองเห็นเช่นนี้อยู่เท่าไหร่ และมีคน
ที่มองเห็น แต่ไม่ได้คิดอะไร มีอยู่เท่าไหร่บ้าง เรื่องนี้มันอยู่ที่ตัวเรา ที่ใส่ใจบ้างหรือไม่
เวลาที่เห็นผู้อื่นทุกข์ร้อนหรือทรมาน เราอาจจะไม่ได้กระโจนเข้าไปช่วยเขาแบบพระเอก
แต่เราได้เห็นบ้างไหม สะท้อนอยู่ในใจบ้างไหม แล้วจำนวนที่มากมายแบบนี้ เรายังมี
ความสุขกับสภาพของบ้านเมืองเราได้อีกหรือ? หรือเรา happy แล้วจริงๆ ก็สุดแล้วแต่
แต่คนในประเทศนี้มีอุปสรรคเยอะจริงๆ อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะให้เขาไปสร้างสถาบันครอบครัว
ที่เข้มแข็งเลย แค่เอาตัวรอดก็ยากแล้ว ในความรู้สึกของผมนะครับ
โปรดติดตามชม เรื่องที่ 3 ว่าเรื่องอะไรที่ผมรู้สึกว่าเหมือน กับการเลือกตั้งในครั้งนี้

หนังเรื่องที่ 2 ที่ทำให้รู้สึกเหมือนการสู้เผด็จการของพรรคอนาคตใหม่ (ตอน 2)
ของการต่อสู้ทางการเมืองในตอนนี้
พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าตัดต่อภาพกับหนังอาจไม่จำเป็น เพราะใช้เวลามากไปหน่อย แค่เขียนถึงก็พอแล้ว
เรื่องที่ 2 ก็คือ THE HUNGER GAME
ซึ่งผมมองคุณช่อว่าคือแคทนิสตัวเอกในเรื่อง ซึ่งเธอมีความเหมือนมากๆ ในการต่อสู้กับเผด็จการ
ส่วนที่เหลือคุณธนาธร และดร.ปิยบุตรก็คือพีต้าหรือเกลก็แล้วแต่ ซึ่งไม่สำคัญ
เนื่อเรื่องของ THE HUNGER GAME เท่าที่ผมจำได้พูดถึงการปกครอง
ที่มีการแบ่งเขตระหว่างเขตของผู้มีอำนาจกับเขตของคนชั้นล่าง ซึ่งต่างกันอย่างมาก
โดยประธานาธิปดีสโนว์ได้จัดให้มีการแข่งขัน THE HUNGER GAME
ผมอาจต้องขอวิกิเข้ามาช่วยนิดนึงเพราะจำรายละเอียดไม่แม่น
แคปปิตอลนั้นกดขี่ทั้ง 13 เขตมาโดยตลอด จนทำให้เขต 13 ก่อกบฏ
แคปปิตอลไหวตัวได้ทันและทำลายเขต 13 ทิ้งจนไม่เหลือซาก
และเพื่อเป็นตอกย้ำให้ประชากรอีก 12 เขตทราบถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากคิดก่อกบฏ
แคปปิตอลจึงจัดการแข่งขัน "เกมล่าชีวิต" ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจประชาชนทุกคนว่า
แคปปิตอลมีอำนาจแม้กระทั่งควบคุมชีวิตคนได้ กฎของเกมล่าชีวิตคือ ทั้ง 12 เขต
ต้องจับสลากเลือกบรรณาการชายหญิงอายุ 12-18 ปี ในวันเก็บเกี่ยว อย่างละคน
มาเพื่อลงแข่ง และทั้ง 24 คน จาก 12 เขต ต้องฆ่ากันเองจนกว่า
จะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
แคทนิสนั้นไม่ได้อยากเป็นตัวแทนของเขต แต่ว่าน้องของเธอจับฉลากได้
เธอจึงขอไปแทนน้องสาว การต่อสู้ของแคทนิสทำให้เขตที่เหลือหันมาเอา
ใจช่วยและเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังของคนทั้ง 12 เขตจนนำ
ไปสู่การโค้นล้มแคปปิตอลได้ในที่สุด
การเข้ามาของแคทนิสใน THE HUNGER GAME ก็เหมือนกับการลงสนามต่อสู้
ที่ฝ่ายเผด็จการจัดพื้นที่ไว้ให้ ด้วยคิดว่าทุกๆ อย่างอยู่ภายใต้การควบคุม
ซึ่งเป็นหลักความคิดของ 'ความไม่เท่าเทียม' ที่มองว่าประชาชนอยู่
ต่ำกว่าฝ่ายผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ผู้มีฐานะทางชนชั้น และชนชั้นมันสมองของประเทศเสมอ
โดยการจัด THE HUNGER GAME ก็เพื่อให้เกิดความสงบ และทำให้รู้สึกว่า
ทั้งแคปปิตอลและอีก 12 เขตนั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปึกแผ่น สามัคคี
จนในช่วงท้ายประธานาธิปดีต้องมีแคมเปญรณรงค์ให้อยู่ร่วมกันด้วยสันติ
ซึ่งการปกครองโดยเผด็จการ ที่มีการกดขี่ เกิดการแบ่งชนชั้นจะอ้างถึง
ความชอบในการคงอยู่ของรัฐบาลเผด็จการเพื่อความสงบ ความปรองดองของประเทศเสมอ
สุดท้ายแล้วหลักการของความเท่าเทียมเอาชนะอำนาจของรัฐ
และสามารถโค้นล้มประธานาธิปดีสโนว์ได้ในที่สุด
ผมเคยพูดว่าการมาของพรรคอนาคตใหม่ อาจจะโดดเด่นด้วยคำพูด ความคิดริเริ่ม
ความมีเหตุผล ความฉลาด และข้อมูลที่มีที่มาที่ไปชัดเจนจับต้องได้ แต่แก่นแท้
ของความคิดทั้งหมดเหล่านั้น ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ เมื่อแปลความหมายออกมาแล้ว
จริงๆ แล้วคือการส่งเสริม "ความเท่าเทียมกัน"
ซึ่งเป็นแก่นหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในประเทศได้เป็นลูกโซ่
โดยมีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกๆ คนจะต้องเท่าเทียม ไม่มีชนอภิสิทธิ์
ต่างๆ ซึ่งผมเพิ่งได้ดูคลิปของ GM เมื่อคืน ก็ปรากฏว่ามันอยู่ในหัวของคุณธนาธร
มาตั้งนานแล้ว ซึ่งเขาเป็นคนระดับชั้นนำ หรือไฮโซคนนึงที่ไม่ได้ปิดหูปิดตา
และเก็บเรื่องนี้มาในใจอยู่ตลอด คำพูดที่ว่า คนที่สบายในประเทศนี้ต้องเป็นคนแบบผม
ต้องมีเงิน อยู่ประเทศนี้จะสบายมากที่สุด ก็เป็นคำพูดที่ตรงกับคำที่ อ.วีระพูดเปี๊ยบ
นี่จึงเป็นแกนหลักของพรรค โดยคุณช่อพูดเสมอว่า ถ้าบ้านเราดูดีสวยใหญ่โต แต่
พอเราเดินออกมานอกบ้านปรากฎว่า รอบๆ บ้านเป็นคนยากคนจนทั้งหมด แล้วมัน
จะดีได้อย่างไร และย้ำว่าความเท่าเทียมอย่าคิดว่า ต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน มีเงินเท่ากัน
แบบคอมมิวนิส แต่หมายถึงการที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้เท่าๆ กัน
นี่เป็นคติ และเป็นหลักการที่ดีในการปฏิรูป การสร้างชาติอย่างแท้จริง
ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามที่ยึดคติในการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น นั่นคือ
ความคิดแบบทหาร ที่ต้องต่อสู้ปกป้องข้าศึกศัตรูจากต่างประเทศ และเป็น
หลักคิดของผู้นำที่เป็นเผด็จการ และหลักคิดแบบนี้ จะต้องคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ได้ เพราะกลุ่มชนชั้นสูงจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
ประชาธิปไตยคือระบบที่มีการเคลื่อนไหวสูง มีการขึ้น มีการลง มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจ
ทั้งทางเศรษฐกิจของคนแต่ละคน และทางการเมือง จะไม่มีการยึดผูกขาด จะไม่มี
การผูกขาดทางการค้า ถ้ามี รัฐบาลต้องแก้ไขให้การผูกขาดสลายไป เพื่อให้ทุกคน
เข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมกัน
หลักการนี้จึงเป็นหลักการที่สามารถนำไปสู่การเพิ่มของชนชั้นกลางในประเทศได้อย่างดี
ที่สุด และทำให้ความแตกต่างระหว่างคนชั้นสูงกับชนชั้นล่างไม่แตกต่างกันอย่างมาก
เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
พรรคอื่นๆ นั้น จึงควรเรียนรู้และเข้าใจในหลักการนี้ด้วย การเข้ามาเล่นการเมือง
ไม่ใช่เพียงแค่การเข้ามาแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นเวลานั้นเท่านั้น แต่
เป็นการแสดงหลักการวิธีคิด และจุดยืนที่ชัดเจนที่จะทำให้ประเทศสามารถก้าว
ไปสู่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง แม้แต่การแก้จน ก็ยังไม่นับว่าเป็นหลักการ แต่เป็น
เพียงแค่นโยบายในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น
เมื่อพรรคทุกพรรคสามารถรับหลักการของความเท่าเทียมได้ นั่นจะนำไปสู่
การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งนี่จะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐหรือพรรคที่
เป็นเผด็จการซึ่งพวกเขาจะต้องการให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม คงความสงบสุข
และไม่ต้องการให้คนมีปากมีเสียงให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย แตกแยกขึ้น
การสร้างความกลัวให้ประชาชนไม่ต้องการความแตกแยกก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง
ที่สร้างความชอบธรรมให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่อยู่ใน
ภาวะของการแช่แข็งมาเรื่อยๆ สม่ำเสมอ นี่จึงเป็นวงจรที่พรรคอนาคตใหม่ออกมาพูด
เพื่อเตือนสติให้พวกเรานึกออกขึ้นมาได้ หลังจากที่ความคับข้องใจต่างๆ ถูกเก็บเอาไว้
ในส่วนลึกมานาน
การคอรัปชั่นทางการเมืองนั้น ถูกโยนไปให้พรรคการเมือง 100% ทั้งๆ ที่พรรคการเมือง
ทั้งหมดอาจทำเพราะสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ ผู้ที่คุมทุกอย่างอยู่
เบื้องหลังมาโดยตลอด น่าจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากกว่านักการเมืองที่เข้าๆ ออกๆ
อยู่เป็นพักๆ ไม่ใช่หรือ? หรือว่าเราคิดว่า ประเทศเราเป็นประเทศใสๆ ที่นอกเหนือจาก
นักการเมืองแล้ว ทุกๆ คนเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ใสสะอาด ?
ดังนั้นไม่ว่าพรรคไหนเข้าสู่รัฐบาล หากสภาพแวดล้อมดังกล่าวยังคงอยู่ ก็ไม่น่าที่จะอยู่
รอดได้นาน หรือหากอยู่รอดได้จนครบ ก็อาจทำอะไรแทบไม่ได้ หรือทำได้ แต่ต้องทำตาม
ที่ได้รับการชี้นำ นี่ไม่ใช่เรื่องของการหาหลักฐานว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นมีอะไรมายืนยัน แต่มันเป็น
เรื่องของ common sense เมื่อพรรคการเมืองไม่มีหลักการในการสร้างความเท่าเทียมที่มาก
พอ อิทธิพลจากฝ่ายต่างๆ ก็จะมาสร้างผลกระทบได้ง่ายมาก เช่น นักการเมืองอาจเลือก
GDP ที่เติบโตมีตัวเลขสวยงาม และเลือกที่จะมองข้ามว่าข้อเสนอนั้นคือการทำให้เกิด
ทุนผูกขาดเป็นต้น ในขณะที่พรรคการเมืองที่มีหลักการของความเท่าเทียมที่เข้มแข็ง
จะปฏิเสธข้อเสนอนั้น และสามารถปฏิเสธการรับการให้ตอบแทน การทดแทนบุญคุณ
ต่างๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของการเมืองในปัจจุบัน ที่มาจากการใช้ CONNECTION
ต่างๆ
ดังนั้นตามหลักการแล้วทุกอย่างจะจบ ถ้าพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจนด้านความ
เท่าเทียม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประชาธิปไตย และหัวใจหลักนี้ยังทำให้ประเทศ
เกิดการเปลี่ยนแปลงง่ายมากที่สุด เมื่อความเท่าเทียมสามารถเอาชนะขนบ ทำเนียม
ต่างๆ ที่คอยจะดึงเอาไว้ ไม่ยอมให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ
เหมือนในหนัง THE HUNGER GAME ที่แสดงให้เห็นว่าความเท่าเทียมกันของ
ประชาชนคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสจะทำให้คนทุกคน
มีความสุข และสุดท้ายก็จะไม่มาหาเรื่องทะเลาะซึ่งกันและกัน ซึ่งการกระทำที่เลวร้าย
ของนักการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา ก็เป็นการสะท้อนของระบบที่อยู่ภาย
ใต้ที่เรามองไม่เห็นอีกที
การลุกฮือของประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ก็มาจากการที่พวกเขามองเห็นสิ่งที่
เกิดขึ้นตรงหน้า เอาที่ง่ายที่สุดการจับเวลาขับรถ ส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่
หรือการไปติดต่อราชการต่างๆ ก็ต้องมีเรื่องของการจ่ายใต้โต๊ะ ซึ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใน
ระบบของการทำงานราชการประจำที่แทบทุกคนรู้อยู่แล้ว การโทษที่นักการเมืองจึง
เหมือนการสิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนั้นปลอดภัยมากขึ้นมากกว่า ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน
เราจึงไม่อาจบอกได้ว่ามีแค่ฝ่ายเดียวที่ผิด
หากคุณธนาธรเข้าไปเป็นรัฐบาล เขาก็ต้องไปเจอกับการทำงานของระบบนี้เช่นกัน
ซึ่งยากมากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะไปต้านทานระบบ ไม่เว้นแต่นายกรัฐมนตรี
ผู้ที่เข้าใจเรื่องราวต่างๆ เหมือนที่ผ่านมา ว่านักการเมืองไม่ดี ประเทศไทยต้องการ
ความสงบ ไม่ต้องการความแตกแยก รัฐประหารก็เป็นข้อดี รัฐบาลทหารก็ทำให้บ้านเมือง
สงบดี ผมคิดว่าพวกเขาที่เชื่อแบบนั้นเป็นคนที่จิตใจใสบริสุทธิ์ทั้งนั้น และอาจจะไม่ได้สัมผัส
กับความเน่าเฟะจากระบบที่คนอีกกลุ่มได้สัมผัส แล้วพวกเขาคิดว่านี่มันไม่โอเค
คุณธนาธรจริงๆ ก็ไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น เพราะเขาต้องถือว่าเป็นคนล่ะชั้น เขาไปที่ไหน
คนก็ต้องไหว้ มีที่จอดรถ VIP มีผู้คนนับหน้าถือตา เหมือนนักธุรกิจที่ล่าเสือแล้วศาลยกฟ้อง
ว่าไม่ใช่คนฆ่าเสือเป็นต้น เพียงแต่ว่าเขามองเห็น เขาใช้สายตามอง แล้วเขาก็รู้ว่า บางสิ่งบาง
อย่างมันผิดปกติ จริงๆ แล้วก็คล้ายกับเรื่องในศาสนาพุทธที่ทุกคนพยายามทำให้เจ้าชายคิดว่า
ทุกอย่างในโลกนั้น happy แต่สายตาของเจ้าชายก็ยังเห็นว่าจริงๆ แล้วนั้น มันไม่ใช่
มันจึงอยู่ที่การมองโลกของคน ผมก็มองว่าประเทศนี้ไม่ได้ happy ผมก็มองว่านี่ไม่ใช่
land of smile เช่นกัน ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตา ทุกอย่างมันชัดในตัวมันเองอยู่แล้ว
วันที่อาทิตย์นี้จึงเป็นวันที่เราจะได้เห็นว่ามีคนที่มองเห็นเช่นนี้อยู่เท่าไหร่ และมีคน
ที่มองเห็น แต่ไม่ได้คิดอะไร มีอยู่เท่าไหร่บ้าง เรื่องนี้มันอยู่ที่ตัวเรา ที่ใส่ใจบ้างหรือไม่
เวลาที่เห็นผู้อื่นทุกข์ร้อนหรือทรมาน เราอาจจะไม่ได้กระโจนเข้าไปช่วยเขาแบบพระเอก
แต่เราได้เห็นบ้างไหม สะท้อนอยู่ในใจบ้างไหม แล้วจำนวนที่มากมายแบบนี้ เรายังมี
ความสุขกับสภาพของบ้านเมืองเราได้อีกหรือ? หรือเรา happy แล้วจริงๆ ก็สุดแล้วแต่
แต่คนในประเทศนี้มีอุปสรรคเยอะจริงๆ อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะให้เขาไปสร้างสถาบันครอบครัว
ที่เข้มแข็งเลย แค่เอาตัวรอดก็ยากแล้ว ในความรู้สึกของผมนะครับ
โปรดติดตามชม เรื่องที่ 3 ว่าเรื่องอะไรที่ผมรู้สึกว่าเหมือน กับการเลือกตั้งในครั้งนี้