คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
มีหลายเรื่องครับ ทั้งเรื่องส่วนตัวและนโยบายทางการเมือง
พระยาทรงสุรเดชนั้นเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหารของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยวิสัยค่อนข้างถือตัวว่าเป็นครูบาอาจารย์ ชอบสั่งสอนคนอื่นและพูดแรงตรงไปตรงมาสั้นๆ เลยไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของคณะราษฎรสายทหารบกรุ่นหลังอย่างหลวงพิบูลสงครามสักเท่าไหร่ ในหนังสือ “นักเรียนนายร้อยไทยในเยอรมัน ยุคไกเซอร์” ของ สรศัลย์ แพ่งสภา ได้บันทึกไว้ว่า
"พ.อ. พระยาทรงสุรเดชที่ยอมรับกันว่าปราดเปรื่องเฉียบคมเป็นมันสมองของคณะราษฎร เป็นบุคคลที่หัวหน้าสายทหารกลุ่มหนุ่มไม่ใคร่ชอบ แต่ยังแซงขึ้นมาได้ติดด้วยอาวุโสและบารมี พระยาทรงฯถือตัวอาวุโสว่าเป็นครูบาอาจารย์ ชอบใช้วิธีอธิบายเชิงสอน และออกจะพูดแรงตรงไปตรงมาสั้นๆ อย่างเรื่องแผนและวิธีปฏิบัติสำหรับวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงฯ ถามในที่ประชุมว่า ถ้าราษฎรรวมตัวเข้าต่อสู้ขัดขวางด้วยความจงรักภักดีในราชบัลลังก์ คณะราษฎรจะทำอย่างไร นายทหารหนุ่มเหล่าปืนใหญ่ท่านหนึ่งตอบว่า "ยิง" ตามแบบคนหนุ่มไฟแรงใจร้อน
พระยาทรงสุรเดชสวนทันควัน “ยังงี้บรรลัยหมด กำลังเรามีเท่าไหร่ กำลังราษฎรกับทหารหน่วยอื่นเท่าไหร่ ….ทำไมไม่เตรียมวิธีการประนีประนอมปลอบให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของคณะราษฎร”
พระยาทรงฯ มีจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ที่เคยเป็นครูบาอาจารย์มานาน ก็เลยเป็นครูอยู่ตลอดเวลา พูดจาโผงผางครูสอนศิษย์พูดจาทุบแตกและทุบโต๊ะ วันดีคืนดีใครตอบไม่ถูกเรื่องอาจจะได้รับคำชมว่า "โง่" ก่อนที่ท่านจะอธิบายถูกผิด เป็นไปได้เป็นไปไม่ได้ในปัญหายุทธการ ใครที่โดนตอกหน้าแตกหน้าชามาก็สุมความแค้นไว้เงียบๆ
นี่คงเป็นเหตุหนึ่งที่คณะราษฎรรุ่นหนุ่มถือเป็นเรื่องขื่นๆอยู่ ข้ามาจากฝรั่งเศสหนึ่งในตองอูเหมือนกัน อำนาจยศศักดิ์มันไม่เข้าใครออกใคร หากมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็ต้องกำจัด"สี่เสือ" หัวหน้าคณะราษฎรชั้นอาวุโสลงเสียก่อน และก็ "พันเอก พระยาทรงสุรเดช" นี่แหละ เป็นบุคคลแรกที่ต้องกำจัดออกไปโดยเร็ว เพราะฉลาดเกินไป ตรงเกินไป ซื่อเกินไป รู้ทันเกินไป ผู้ใต้บังคับบัญชาลูกศิษย์ลูกหารักใคร่เกินไป พันเอกพระยาทรงสุรเดช ไม่รู้ตัวเลยว่ามีศัตรูในพวกเดียวกัน ที่จ้องจะเชือด"
นายทหารหนุ่มเหล่าปืนใหญ่จากฝรั่งเศสที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร หลวงพิบูลสงครามนั่นเองครับ นอกจากนี้ยังมีบันทึกไว้ด้วยว่าครั้งหนึ่งหลังจากการประชุม หลวงพิบูลฯ ถึงกับกล่าวว่าตนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับพระยาทรงสุรเดชได้
พระยาทรงฯ โดยนิสัยแล้วไม่ชอบเจ้า ไม่ใช่คนเข้าหาหรือสมาคมกับเจ้านาย แต่ไม่ใช่คนหัวรุนแรงและพร้อมจะประนีประนอมกับขั้วอำนาจเก่าได้ ต่างจากหลวงพิบูลที่ค่อนข้างหัวรุนแรงกว่า ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) พระยาทรงฯ เห็นว่าแนวคิดของหลวงประดิษฐ์เป็นสังคมนิยมรุนแรงเกินไปจนเกือบจะเป็นคอมมิวนิสต์ เลยอยู่ข้างพระยามโนปกรณ์นิติธาดาที่เป็นนายกรัฐมนตรี คัดค้านเค้าโครงเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่วนหลวงพิบูล กับพระยาพหลพลพยุหเสนาตอนนั้นอยู่ข้างหลวงประดิษฐ์
พอเค้าโครงเศรษฐกิจถูกตีตกไปแล้ว บรรดาสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนและลูกศิษย์ลูกหาของหลวงประดิษฐ์ฯ ต่างเข้าไปอภิปรายโจมตีพระยามโนฯ อย่างรุนแรง บางคนถึงกับพกปืนเข้าไปในสภาอย่างเปิดเผย จนพระยามโนฯ ต้องขอให้พระยาทรงฯ ช่วยเอาทหารมาตรวจค้นและริบอาวุธปืน ยิ่งทำให้ถูกโจมตีหนักขึ้นไปอีก ภายหลังหลวงประดิษฐ์ฯ ถูกเนรเทศ พระยาทรงฯ ที่เบื่อหน่ายการเมืองเลยชวน ๔ ทหารเสือลาออกจากราชการทั้งหมด
หลังจากเกิดรัฐประหารพระยามโนฯ และกบฏบวรเดชใน พ.ศ. ๒๔๗๖ หลวงพิบูลฯ ก็เริ่มเข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ในขณะที่พระยาทรงฯ ในตอนนั้นไม่รับตำแหน่งจากรัฐบาล พยายามปลีกตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยการเดินทางไปต่างประเทศ จึงทำให้ไม่มีใครคานอำนาจหลวงพิบูลฯ ที่เพิ่มพูนมากขึ้นตามเวลา
นอกจากนี้พระยาทรงฯ กับหลวงพิบูลยังมีแนวคิดไม่ตรงกันในเรื่องโครงสร้างกองทัพ
พระยาทรงฯ เห็นว่าสยามมีประชากรน้อย แต่มีนายทหารระดับบัญชาการมากเกินไป เหมือนคนตัวเล็กแต่หัวโต เลยอยากจะปรับโครงสร้างกองทัพให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูง ให้กระจายกองกำลังทหารตามภูมิภาคต่างๆ มียศทหารสูงสุดแค่พันเอกเหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว แม้ว่าพระยาทรงฯ จะไม่ชอบยุ่งเรื่องการเมืองก็จริง แต่ก็เข้ามายุ่งเรื่องกองทัพและจัดโครงสร้างกองทัพตามที่ตั้งใจไว้อย่างฉับพลัน โดยการสั่งปลดนายทหารชั้นนายพลขึ้นไปทั้งหมด และโยกย้ายหน่วยงานทหารหลายหน่วย เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อทหารจำนวนมากและทำให้นายทหารหลายคนรวมถึงหลวงพิบูลฯ ไม่พอใจ
เมื่อหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและกำจัดพระยาทรงฯ ออกไปแล้ว ก็ยกเลิกสิ่งที่พระยาทรงฯ ทำไว้ แล้วกำหนดให้มียศทหารสูงสุดเป็น จอมพล เหมือนในอดีต ศูนย์อำนาจกองทัพไว้ที่ส่วนกลาง
พระยาทรงฯ กลับเข้ารับราชการทหารใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้ขอตั้งโรงเรียนรบชั้นสูงสำหรับนายทหารขึ้นที่เชียงใหม่ ก็ทำให้หลวงพิบูลระแวงขึ้นมาว่าจะซ่องสุมอำนาจ จนเมื่อพระยาพหลฯ จะออกจากตำแหน่งนายกฯ ก็มีผู้เสนอชื่อให้พระยาทรงฯ และหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งจากการลองหยั่งเสียงพระยาทรงฯ ได้คะแนนนิยมสูงกว่าหลวงพิบูลฯ มาก ยิ่งทำให้หลวงพิบูลฯ คิดว่าพระยาทรงฯ ต้องการแย่งตำแหน่งนายกกับตัวเอง (ถ้าจำไม่ผิดมีบันทึกไว้ว่า พระยาทรงฯ ตอนนั้นไม่ได้อยากรับตำแหน่งนายกเลย แต่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาหลายคนหวังจะพึ่งเพื่อให้ช่วยคานอำนาจของหลวงพิบูลฯ ที่กำลังมีมากเกินไป พระยาทรงเลยตกลงรับ) ประกอบกับในช่วงนั้นมีเหตุการณ์ลอบสังหารหลวงพิบูลฯ สุดท้ายหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายก แล้วก็ยัดข้อหากำจัดพระยาทรงฯ ด้วยการเนรเทศครับ
พระยาทรงสุรเดชนั้นเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหารของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยวิสัยค่อนข้างถือตัวว่าเป็นครูบาอาจารย์ ชอบสั่งสอนคนอื่นและพูดแรงตรงไปตรงมาสั้นๆ เลยไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของคณะราษฎรสายทหารบกรุ่นหลังอย่างหลวงพิบูลสงครามสักเท่าไหร่ ในหนังสือ “นักเรียนนายร้อยไทยในเยอรมัน ยุคไกเซอร์” ของ สรศัลย์ แพ่งสภา ได้บันทึกไว้ว่า
"พ.อ. พระยาทรงสุรเดชที่ยอมรับกันว่าปราดเปรื่องเฉียบคมเป็นมันสมองของคณะราษฎร เป็นบุคคลที่หัวหน้าสายทหารกลุ่มหนุ่มไม่ใคร่ชอบ แต่ยังแซงขึ้นมาได้ติดด้วยอาวุโสและบารมี พระยาทรงฯถือตัวอาวุโสว่าเป็นครูบาอาจารย์ ชอบใช้วิธีอธิบายเชิงสอน และออกจะพูดแรงตรงไปตรงมาสั้นๆ อย่างเรื่องแผนและวิธีปฏิบัติสำหรับวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงฯ ถามในที่ประชุมว่า ถ้าราษฎรรวมตัวเข้าต่อสู้ขัดขวางด้วยความจงรักภักดีในราชบัลลังก์ คณะราษฎรจะทำอย่างไร นายทหารหนุ่มเหล่าปืนใหญ่ท่านหนึ่งตอบว่า "ยิง" ตามแบบคนหนุ่มไฟแรงใจร้อน
พระยาทรงสุรเดชสวนทันควัน “ยังงี้บรรลัยหมด กำลังเรามีเท่าไหร่ กำลังราษฎรกับทหารหน่วยอื่นเท่าไหร่ ….ทำไมไม่เตรียมวิธีการประนีประนอมปลอบให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของคณะราษฎร”
พระยาทรงฯ มีจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ที่เคยเป็นครูบาอาจารย์มานาน ก็เลยเป็นครูอยู่ตลอดเวลา พูดจาโผงผางครูสอนศิษย์พูดจาทุบแตกและทุบโต๊ะ วันดีคืนดีใครตอบไม่ถูกเรื่องอาจจะได้รับคำชมว่า "โง่" ก่อนที่ท่านจะอธิบายถูกผิด เป็นไปได้เป็นไปไม่ได้ในปัญหายุทธการ ใครที่โดนตอกหน้าแตกหน้าชามาก็สุมความแค้นไว้เงียบๆ
นี่คงเป็นเหตุหนึ่งที่คณะราษฎรรุ่นหนุ่มถือเป็นเรื่องขื่นๆอยู่ ข้ามาจากฝรั่งเศสหนึ่งในตองอูเหมือนกัน อำนาจยศศักดิ์มันไม่เข้าใครออกใคร หากมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็ต้องกำจัด"สี่เสือ" หัวหน้าคณะราษฎรชั้นอาวุโสลงเสียก่อน และก็ "พันเอก พระยาทรงสุรเดช" นี่แหละ เป็นบุคคลแรกที่ต้องกำจัดออกไปโดยเร็ว เพราะฉลาดเกินไป ตรงเกินไป ซื่อเกินไป รู้ทันเกินไป ผู้ใต้บังคับบัญชาลูกศิษย์ลูกหารักใคร่เกินไป พันเอกพระยาทรงสุรเดช ไม่รู้ตัวเลยว่ามีศัตรูในพวกเดียวกัน ที่จ้องจะเชือด"
นายทหารหนุ่มเหล่าปืนใหญ่จากฝรั่งเศสที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร หลวงพิบูลสงครามนั่นเองครับ นอกจากนี้ยังมีบันทึกไว้ด้วยว่าครั้งหนึ่งหลังจากการประชุม หลวงพิบูลฯ ถึงกับกล่าวว่าตนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับพระยาทรงสุรเดชได้
พระยาทรงฯ โดยนิสัยแล้วไม่ชอบเจ้า ไม่ใช่คนเข้าหาหรือสมาคมกับเจ้านาย แต่ไม่ใช่คนหัวรุนแรงและพร้อมจะประนีประนอมกับขั้วอำนาจเก่าได้ ต่างจากหลวงพิบูลที่ค่อนข้างหัวรุนแรงกว่า ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) พระยาทรงฯ เห็นว่าแนวคิดของหลวงประดิษฐ์เป็นสังคมนิยมรุนแรงเกินไปจนเกือบจะเป็นคอมมิวนิสต์ เลยอยู่ข้างพระยามโนปกรณ์นิติธาดาที่เป็นนายกรัฐมนตรี คัดค้านเค้าโครงเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่วนหลวงพิบูล กับพระยาพหลพลพยุหเสนาตอนนั้นอยู่ข้างหลวงประดิษฐ์
พอเค้าโครงเศรษฐกิจถูกตีตกไปแล้ว บรรดาสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนและลูกศิษย์ลูกหาของหลวงประดิษฐ์ฯ ต่างเข้าไปอภิปรายโจมตีพระยามโนฯ อย่างรุนแรง บางคนถึงกับพกปืนเข้าไปในสภาอย่างเปิดเผย จนพระยามโนฯ ต้องขอให้พระยาทรงฯ ช่วยเอาทหารมาตรวจค้นและริบอาวุธปืน ยิ่งทำให้ถูกโจมตีหนักขึ้นไปอีก ภายหลังหลวงประดิษฐ์ฯ ถูกเนรเทศ พระยาทรงฯ ที่เบื่อหน่ายการเมืองเลยชวน ๔ ทหารเสือลาออกจากราชการทั้งหมด
หลังจากเกิดรัฐประหารพระยามโนฯ และกบฏบวรเดชใน พ.ศ. ๒๔๗๖ หลวงพิบูลฯ ก็เริ่มเข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ในขณะที่พระยาทรงฯ ในตอนนั้นไม่รับตำแหน่งจากรัฐบาล พยายามปลีกตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยการเดินทางไปต่างประเทศ จึงทำให้ไม่มีใครคานอำนาจหลวงพิบูลฯ ที่เพิ่มพูนมากขึ้นตามเวลา
นอกจากนี้พระยาทรงฯ กับหลวงพิบูลยังมีแนวคิดไม่ตรงกันในเรื่องโครงสร้างกองทัพ
พระยาทรงฯ เห็นว่าสยามมีประชากรน้อย แต่มีนายทหารระดับบัญชาการมากเกินไป เหมือนคนตัวเล็กแต่หัวโต เลยอยากจะปรับโครงสร้างกองทัพให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูง ให้กระจายกองกำลังทหารตามภูมิภาคต่างๆ มียศทหารสูงสุดแค่พันเอกเหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว แม้ว่าพระยาทรงฯ จะไม่ชอบยุ่งเรื่องการเมืองก็จริง แต่ก็เข้ามายุ่งเรื่องกองทัพและจัดโครงสร้างกองทัพตามที่ตั้งใจไว้อย่างฉับพลัน โดยการสั่งปลดนายทหารชั้นนายพลขึ้นไปทั้งหมด และโยกย้ายหน่วยงานทหารหลายหน่วย เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อทหารจำนวนมากและทำให้นายทหารหลายคนรวมถึงหลวงพิบูลฯ ไม่พอใจ
เมื่อหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและกำจัดพระยาทรงฯ ออกไปแล้ว ก็ยกเลิกสิ่งที่พระยาทรงฯ ทำไว้ แล้วกำหนดให้มียศทหารสูงสุดเป็น จอมพล เหมือนในอดีต ศูนย์อำนาจกองทัพไว้ที่ส่วนกลาง
พระยาทรงฯ กลับเข้ารับราชการทหารใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้ขอตั้งโรงเรียนรบชั้นสูงสำหรับนายทหารขึ้นที่เชียงใหม่ ก็ทำให้หลวงพิบูลระแวงขึ้นมาว่าจะซ่องสุมอำนาจ จนเมื่อพระยาพหลฯ จะออกจากตำแหน่งนายกฯ ก็มีผู้เสนอชื่อให้พระยาทรงฯ และหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งจากการลองหยั่งเสียงพระยาทรงฯ ได้คะแนนนิยมสูงกว่าหลวงพิบูลฯ มาก ยิ่งทำให้หลวงพิบูลฯ คิดว่าพระยาทรงฯ ต้องการแย่งตำแหน่งนายกกับตัวเอง (ถ้าจำไม่ผิดมีบันทึกไว้ว่า พระยาทรงฯ ตอนนั้นไม่ได้อยากรับตำแหน่งนายกเลย แต่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาหลายคนหวังจะพึ่งเพื่อให้ช่วยคานอำนาจของหลวงพิบูลฯ ที่กำลังมีมากเกินไป พระยาทรงเลยตกลงรับ) ประกอบกับในช่วงนั้นมีเหตุการณ์ลอบสังหารหลวงพิบูลฯ สุดท้ายหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายก แล้วก็ยัดข้อหากำจัดพระยาทรงฯ ด้วยการเนรเทศครับ
แสดงความคิดเห็น
ทำไมพระยาทรงสุรเดช กับจอมพล ป. ถึง ไม่ชอบหน้ากันครับ