สวัสดีครับ สมาชิกชาวพันทิปทุกท่าน วันนี้ผมมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะมาเล่าให้เป็นประสบการณ์สำหรับใครหลายๆ คน ที่กำลังคิดแยกครอบครัว หรือ แยกทางกัน ครับ รวมถึงเรื่องราวในหลากหลายมิติที่เด็กคนหนึ่ง ต้องประสบ พบเจอมา ในตลอดระยะเวลา 18 ปี ตั้งแต่ 10 ขวบ จนถึงวัยย่างเข้าเลข 3 เพื่อไม่เป็นการให้เสียเวลาอันมีค่าของท่านทั้งหลาย เรามาเริ่มกันเลยครับ
ก่อนอื่นผมต้องขอบอกก่อนเลยนะครับ ว่า กระทู้นี้ ผมไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวร้าย หรือใส่ความใคร เพียงแค่อยากยกสถานการณ์ไว้คร่าวๆ เพื่อเตื่อนใจหลายๆคนที่กำคังจะคิดทำแบบนี้ครับ
ผมเกิดในครอบครัวของข้าราชการครอบครัวหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ทำงานมีหน้ามีตาในสังคม เป็นที่รู้จักมักคุ้นของชาวบ้านและคนทั่วไป ท่านแต่งงานกันเพราะทำงานในสถานที่ใกล้เคียงกัน ได้เจอกันคุยกัน แรกเริ่มเดิมที เท่าที่ผมทราบมา คุณแม่รีบแต่งงานกับคุณพ่อ เพราะว่าหัวหน้าของคุณแม่นั้นเข้ามาทำตัวก้อล่อก้อติดกับคุณแม่ (ซึ่งยังโสดอยู่ในณะนั้น) ทั้งๆที่หัวหน้านั้นก็มีครอบครัวอยู่แล้ว และมีบ้านเล็กอยู่ในหมู่บ้านซึ่งคุณแม่ทำงานอยู่ อยู่กันได้ไม่นาน เรื่องราวก็เกิดขึ้น คุณพ่อมีท่าทีเปลี่ยนไป ชวนหย่าอย่างไม่มีเหตุผล ได้ทราบข่าวมาว่าบางครั้งพ่อก็ทำร้ายแม่ ไม่ได้หนักมากนะครับ แต่จะหนักไปในทางเรื่องที่ว่า ไม่ค่อยเทคแคร์ดูแลแม่เท่าไรนัก ในช่วงที่แม่ตั้งท้องผม ส่วนคุณแม่เอง ก็ทำตัวเป็นผู้จัดการของบ้าน เท่าที่ผมจำได้ แม่พยายามแบ่งค่าใช้จ่ายในบ้านไว้อย่างเข้มงวด ไม่ค่อยได้ยืดหยุ่น เช่น ค่าน้ำค่าไฟ พ่อต้องจ่าย ค่าข้าวใครจ่าย งานบ้านใครทำ งานนอกบ้านใครทำ (ทั้งๆที่ทั้งสองท่านก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน) เรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด คือ พ่อทำแม่ตกบันได ทำให้แท้งลูกคนที่ 2 (น้องของผม) ไป ตอนผมอายุได้ 2.5 - 3 ขวบ คุณแม่บอกว่า พ่อลากผลักแม่ตกบันไดบ้านพัก แต่พ่อบอกว่า ทะเลาะกันที่บันได พ่อพยายามพาแม่เข้าไปคุยในห้อง แต่แม่ดึงตัวเองไว้ไม่ยอมเข้าไป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เอาจริงๆเท่าที่ผมดูนิสัยของคุณแม่กับคุณพ่อในตอนนี้ ผมว่าคุณพ่อพูดน่ามีน้ำหนักกว่านะ เพราะคุณแม่เองค่อนข้างดื้อครับ สามารถจุดไฟได้ทุกที่ ทุกเวลา
เรื่องราวข้างต้น ก็เลยเป็นเหตุจุดชนวน สุมไฟ ให้กองใหญ่ขึ้นไปกว่าเก่า ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องหัวหน้างานของคุณแม่ ที่ยังกลั่นแกล้งคุณแม่กลังาจกแต่งงานแล้ว ให้คุณพ่อเข้าใจผิดอีก แต่ด้วยอคติ ทั้งสองคนไม่เคยหันหน้าคุยกัน เป็นเหตุปานปลายทำให้ผู้ใหญ่ทางฝ่ายคุณปู่คุณย่ารับรู้ ท่านแทบจะไม่ให้คุณแม่เหยียบชายคาบ้านเลยครับ แต่เรื่องทั้งหมด มันก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงซึ่งผมได้ทราบมาเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ขิงก็ราข่าก็แรง มีครั้งหนึ่งคุณพ่อตัดหหญ้าหินกระเด็นใส่ขาหัก แม่พาพ่อกลับจากโรงพยาบาล พ่อใส่เฝือกอยู่ แต่แม่ดันขับรถลงหลุมทุกหลุมที่มี จากหน้าปากซอยจนถึงบ้าน เป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร
ขอข้ามมา เข้าเรื่องของผมเลยก็แล้วกันนะครับ วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ขณะนั้นผมอยู่ชั้น ป.3 กำลังขึ้น ป.4 ขณะที่ผมกำลังเรียนพิเศษอยู่ที่โรงเรียน คุณแม่มารับ แล้วบอกกับผมว่า วันนี้พ่อจะพาไปหย่า หลังได้ตกลงแบ่งทรัพย์สิน(อันน้อยนิด) กันไว้เรียบร้อยแล้ว ในตอนนั้น ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าการหย่ามันคืออะไรด้วจยซ้ำ รู้แค่เพียงว่า พ่อกับแม่จะไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว ในตอนแรก แม่ถามผมกับน้องสาวว่า จะอยู่กับใคร แต่ด้วยการที่พ่อนั้นมักจะไม่ค่อยอยู่บ้าน ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าใดนัก ทั้งสองคนพี่น้องจึงตัดสินใจอยู่กับแม่ ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรครับ แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นจากนั้น หลังจากหย่ากันแล้ว คุณพ่อก็ยังอาศัยอยู่ที่บ้านอยู่ อยู่ได้ไม่นาน ก็พยายามบังคุบ ยุยงให้คุณแม่ซื้อรถใหม่ เพราะว่ารถนั้นเป็นของคุณพ่อ อาจจะด่วยเหตุผลว่าต้องการเป็นส่วนตัวหรือไร ไม่ทราบนะ แต่ก็คงมีส่วน แม่ก็ทนไม่ไหว ก็ต้องซื้อรถกระบะมือสองเข้ามาบ้าน กลายเป็นมีบ้านมีรถส่วนตัวสองคัน แม่เริ่มบีบบังคับพ่อให้ออกไปจากบ้าน จนสุดท้ายก็ออกไปจริงๆ (เพราะรถคันเดียว)
สิ่งที่ผมต้องแบกรับในช่วงแรกๆ ที่คุณพ่อคุฯแม่หย่ากันคืออะไรน่ะเหรอ ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2544) สำหรับตัวผมเองเมื่อมาคิดเปรียบเทึยบกับในปัจจุบันและลองมองย้อนกลับไปแล้ว การหย่าร้างถือเป็นเรื่องน่าอับอายมาก คุณครูที่โรงเรียนรับทราบ เพื่อนก็รู้ เดินไปไหนก็มีแต่คนเรียกถาม พ่อไปไหน แล้วตอนนี้อยู่กับใคร หลายครั้งเวลาทำผิดพลาด มักจะถูกคุณครูดูถูกดูแคลนว่า "ก็ครอบครัวมันแตกแยก มันจะไปได้ไกลแค่ไหน จะจบ ม.3 หรือเปล่า" เวลาใครทำอะไรไม่ดีนี่ มาลงกะผมตลอด เอาจริง ๆ นะครับ ทั้งห้อง 30 40 คน ในตอนนั้น มีผมคนเดียวที่พ่อแม่หย่ากัน (อย่างเป็นทางการ) ผมต้องคอยตอบคำถามซ้ำๆ เดิมๆ ซึ่งคำตอบส่วนมาก ถ้าจะให้แบ่งสัดส่วน เป็นชุดคำตอบที่คุณแม่บอกให้ตอบ : คำตอบที่ตอบจริงๆ อยู่ที่ 60:40 เลยครับ มีอยู่หลายครั้ง ที่เวลาคนถามต่อหน้าคุณแม่ แล้วคุณแม่ไม่ถูกใจ ก็มักจะต่อว่าผม ส่วนมากเป็นเรื่องของเงินครับ ผมอายุแค่ 10 - 12 ขวบ นะครับ บางครั้ง ก็จะถูกให้ไปขอเงินจากคุณพ่อมา ครั้งละ 500 บ้าง 1000 บ้าง แต่ สำหรับเด็กอายุเท่านี้ ในขณะนั้น การได้รับเงินเพียงแค่ 20 - 100 บาท จากคุณพ่อ ถือว่ามากแล้วนะครับ อย่างน้อย ก็ซื้อน้ำอัดลมและขนมที่อยากกินได้ และคุณพ่อก็ทำงานไม่ไกลกัน คิดว่ายังไปมาหาสู่กันได้
การ "ต้องเลือกข้าง" ได้บังคับให้ผมต้องตัดสินใจมรโดยตลอด แม่มักจะบอกว่า จะไปอยู่กับพ่อก็ไป แต่ไม่ต้องมากินมานอนที่นี่ (12 ขวบ) แต่สำหรับพ่อ พ่อไม่เคยพูดนะครับ กลับบอกว่า มาอยู่กับพ่อก็ได้ ถ้าเบื่อๆ ก็ค่อยไปนอนกับแม่ คำตอบที่ได้รับจากคนสองคน ทำให้ผมสับสนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลายครั้งที่ฮอร์โมนมันพุ่ง ผมก็มักจะเก็บเสื้อผ้ายัดไส่กระเป๋า เตรียมไปอยู่กับพ่อ แต่แม่ก็เตรียมที่จะตัดขาดได้ทุกเมื่อ ถ้าผมก้าวขาออกไป มันทำให้ผมไม่กล้าตัดสินใจออกไปจริงๆสักที แต่ด้วยความชิลๆ ของพ่อ พ่อก็มักจะกล่อมให้อยู่กับแม่ไปทุกครั้ง ถ้าผมต้องเจอพ่อ ผมจะให้คุณแม่รู้ไม่ได้นะครับ ถ้ารู้เป็นมีเรื่องแน่ สมัยแฟนฉัน ช่วงนั้นแม่ไปเรียนต่อภาคพิเศษ วันเสาร์ อาทิตย์ ผมก็มักจะใช้ช่วงเวลาอันมีค่า ขี่จักรยาน ไปบ้านคุณพ่อ บางทีก็ให้พ่อพาไปเดินเที่ยวห้าง บางทีก็ไปกินข้าว บางทีก็ไปบ้านคุณปู่คุณย่า แต่มีข้อแม้ว่า ต้องกลับให้ทันก่อนแม่จะกลับบ้านนะครับ ไม่งั้นมีเรื่องแน่นอน และก็มีทุกครั้ง ผมต้องคอยใช้ชีวิตเพื่อพบกับพ่อ แบบหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้มาโดยตลอด พอถึงเวลา เมื่อผม จบ ป.6 ในข้อตกลงการหย่า บันทึกว่าให้พ่อส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตร เดือนละ 7000 บาท ซึ่งเดือนแรก พ่อยัไม่ส่ง จนต้องมีการส่งทนายไปเตือน จึงส่ง ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบนะครับ คุณแม่ก็เปลี่ยนสถานะผม เป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินตั้งแต่ผมอายุเพียง 13 ปี (จริงๆอาจจะก่อนหน้านั้น)
จนผมขึ้น ม. 4 คุณแม่เริ่มรู้สึกว่า 7000 น่ะ มันไม่พอแล้ว อยากได้เพิ่ม ไปขออำนาจศาลเยาวชนฯ ให้พ่อส่งเงินเพิ่ม จาก 7000 เป็น 15000 บาท ศาลนัดไกล่เกลี่ย ได้ข้อตกลงที่ 10000 บาท จนจบการศึกษาปริญญาตรี ทั้งสองคนพี่น้อง ผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายครับ แต่สิ่งที่ผมเจอหลังจากลงมาจากห้องไกล่เกลี่ย ผมกลับโดนคุณแม่ต่อว่า ว่าไม่มีปัญญา แค่นี้ก็ทำไม่ได้ จนทุกวันนี้ (2550 - 2562) ก็ยังโดนอยู๋ และคงโดนต่อไปเรื่อยๆ
กับเงินแค่ 15000 บาท
ผมไม่ได้จะว่าคุณแม่อยากได้แต่เงินหรืออะไรนะครับ เพราะว่า ท่านเลี้ยงคนเดียว ท่านอาจจะต้องการเงินเพื่อมาเลี้ยงลูกเป็นธรรมดา แต่ในเมื่อมันไม่ได้ดังนั้น ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมาลงที่ผมตลอดเวลาทุกครั้ง
เรื่องของสังคมภายนอก สืบเนื่องจาก ผมได้เคยเกริ่นไปว่า ผมต้องคอยตอบคำถามด้วยชุดคำตอบที่คุณแม่ Set ไว้ และตัวคุณแม่เองก็จะตอบแทนผมในหลายๆครั้ง และไอหลายๆครั้ง มันก็ไม่ได่ถูกใจผม เพราะผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง ตัวอย่างเช่น....
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้แม่บอกทุกคนในสังคมว่า แม่ส่งเสียเลี้ยงดูมาเองตลอด พ่อไม่เคยมาสนใจ ไม่เคยมาใส่ใจ ว่าลูกจะกินจะอยู่อย่างไร เงินก็ต้องใช้คำสั่งศาล
>>>>>แต่ความจริง คือ แม่ส่งเสียเลี้ยงดูด้วยเงินที่พ่อส่งต่อมือมาให้ (เงินเข้าบัญชีแม่) แม่เอาทุกอย่างไปคิดรวม ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่ากับข้าว ค่าขนมไปโรงเรียน คิดทุกอย่าง แล้วพอขผมมีบัญชี ก็ให้แยกบัญชีใช้ เงินแม่ให้เดือนละ 3000 ก็คือ ต้องได้แค่นั้น ไม่มีข้ออ้าง พอโตขึ้นมาหน่อย ก็มาหักค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ (ของบ้าน) จากเงินที่ผมได้ และผมแอบเจอพ่ออยู่บ่อยครั้ง พ่อคอยช่วยอยู่บ้าง ถึงจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่ายังมีพ่ออยู่ แต่แม่ไม่เคยรู้เลย เพราะเวลารู้ก็จะโดนทำร้ายทางจิตใอยู่เป็นเดือนๆ
การไม่พูดความจริง หรือการพูดเข้าข้างตัวเอง(ให้เกินจริง) ของคุณแม่นั้น เปรียบเสมือเป็นการใส่สีให้กับผ้าที่เปรอะเปื้อนโคลนอย่างผม ทำให้ต้องมีพฤติกรรมการโกหก ติดตัวมาจนโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะว่ากลัวคุณแม่จะโกรธหรือไม่ยอมรับ ครั้งหนึ่ง ผมป่วยหนักมาก ไข้ขึ้น นอนอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย ผมโทรให้คุณพ่อมารับไปหาหมอ พ่อมารับได้ตังไม่ทันพ้นเขตหอพัก แม่ก็ขับรถสวนเข้ามา เห็น แม่จึงขับตามไปที่คลีนิค ไปโวยวายอะไรอันอยู่ที่คลีนิกอยู่นาน แม่ไม่เกรงใจสถานที่นะครับ ต่อให้มีที่ไหนที่สามารถหักหน้าพ่อได้ แม่ก็จะทำ ไม่ส่าจะเป็นในการประชุมที่ต้องทำงานร่วมกัน ในงานเลี้ยง ฯลฯ เพราะคิดว่าตัวเองนั้นถูกอยู่ตลอดเวลา จนมาถึงยุคที่ Social Media เริ่มมีผลกับชีวิต ทุกครั้งที่แม่เจอพ่อ มักจะแอบถ่ายรูปพ่อ และ นำไปโพสต์ พร้อมข้อความ หรือแคปชั่น ที่มันเป็นการทำให้พ่อนั้นอับอาย ผมยังคงใช้ชีวิต วนๆอยู่กับการหลบซ่อน เสี่ยงดวง จนเรียนจบชั้นมหาวิทยาลัย และสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ในหน่วยงานเดียวกันกับพ่อและแม่
สังคมมันกว้างขึ้น ทำให้เราได้เห็นมุมมองอะไรที่มันแปลกออกไป กลับเข้ามาเรื่องการเลือกที่ทำงานครับ ผมสอบบรรจุได้ลำดับที่กลางๆ ยังมีโอกาสเลือกที่ทำงานได้ตามใจตัวเองอยู่ ผมตระเวณเลือกที่ทำงานที่ถูกใจตัวเองที่สุด เพราะดูจากบรรยากาศในที่ทำงานและเพื่อนร่วมงาน เรื่องนี้เป็นอีกปมหนึ่งซึ่งทำให้แม่ไม่พอใจผมเอามากๆ เพราะว่าแม่จะให้เลือกอีกที่หนึ่ง (ซึ่งตนเองสามารถ Control) ผมได้ มีการโทรไปหาหัวหน้างาน บอกว่าจะให้ลูกชายมาอยู่ด้วย แต่สุดท้าย ก็โดนว่ากลับมา เพราะผมไม่ไป การมาทำงานในที่ที่ผมเลือกนั้น มันอยู่ใกล้ที่ทำงานขอคุณพ่อครับ ทำให้ได้มีโอกาสเจอกัน บ้านพ่อนั้นจะอยู่ในระหว่างทางกลับบ้านของผม บางครั้งผมก็จะแวะกินข้าวที่บ้านพ่อเสียเลย ทำให้กลับบ้านมืด พอกลับมืด ก็จะโดนว่า โดนตาม เพราะอะไร โดนตามกลับไปเลี้บงหมา แมว ไก่ เป็ด (ซึ่งแม่ผมซื้อไว้(ถ่ายรูปลงเฟสว่า)เลี้ยง แต่ภาระทั้งหมดกลับอยู่ที่ผม) ผมเริ่มเข้าใจโลกภายนอกมากขึ้น เมื่อเจอผู้คนมากขึ้น หลายๆคน ที่เป็นเพื่อนคุณแม่และคุณพ่อ เริ่มมาพูดกับผมว่า พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่แม่ผมพูดไปทั้งหมด เพียงแต่ว่าต้องตามน้ำไป เพราะถ้าใครไปขัด แม่ก็จะเคือง และในความเป็นจริง หลายคนไม่ได้สนใจที่จะฟังเรื่องราวของครอบครัวผมเท่าไรนัก เพราะมันก็จะเป็นเรื่องเล่าที่วน loop อยู่เดิมๆ แบบนั้น แม่จะต้องชนะตลอด การมีโอกาสได้เจอกับพ่อและแม่ในการประชม อบรมต่างๆ ผมต้องนั่งอยู่กับเพื่อนร่วมงาน บางครั้งเดินสวนไปเจอกับพ่อ ผมก็คุยแบบไม่สนิทสนมกัน พยายามสร้างภาพให้แม่เห็นว่าไม่ได้มีอะไรกันนะ มันอึดอัดนะครับ ที่ต้องทำแบบนั้น แม่มักจะคิดว่า พ่อคงจะวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างที่ทำงานพ่อ กับที่ทำงานผม พ่อพยายามสร้างภาพให้คนอื่นเห็นว่าพ่อนั้นดูแลลูก แต่ในความเป็นจริงน่ะเหรอ พ่อไม่ได้เคยมาวุ่นวายอะไรกับงานที่ผมทำ เพราะตัวพ่อเองงานก็ยุ่งวุ่นวายมากพออยุ่แล้ว ทำงานใกล้กัน แต่ต่างคนต่างทำครับ ไม่มีแทรกแทรงกัน ต่างากแม่ ที่จะคอยโทรหาหัวหน้าผมตลอด ว่าลูกชายเป้นไงบ้าง อย่าให้ทำอะไรแปลกๆ นะ นู่นน่ันนี่ มีอยุ่ครั่งหนึ่ง จนหัวหน้าผมท่านคงทนไม่ไหว ท่านก็เลยตอบแม่ไปว่า
"อยู่บ้าน นั้นลูกคุณ แต่มาทำงาน ก็คือลูกผม ผมคิดเองเป็นว่าผมจะให้ลูกน้องผมทำอะไร" เป็นคำตอบที่เจ็บจี๊ดพอควรเลยนะครับ
ต่อด้านล่างครั้บ
เรื่องจริง ที่ไม่อยากตั้งชื่อ 1
ก่อนอื่นผมต้องขอบอกก่อนเลยนะครับ ว่า กระทู้นี้ ผมไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวร้าย หรือใส่ความใคร เพียงแค่อยากยกสถานการณ์ไว้คร่าวๆ เพื่อเตื่อนใจหลายๆคนที่กำคังจะคิดทำแบบนี้ครับ
ผมเกิดในครอบครัวของข้าราชการครอบครัวหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ทำงานมีหน้ามีตาในสังคม เป็นที่รู้จักมักคุ้นของชาวบ้านและคนทั่วไป ท่านแต่งงานกันเพราะทำงานในสถานที่ใกล้เคียงกัน ได้เจอกันคุยกัน แรกเริ่มเดิมที เท่าที่ผมทราบมา คุณแม่รีบแต่งงานกับคุณพ่อ เพราะว่าหัวหน้าของคุณแม่นั้นเข้ามาทำตัวก้อล่อก้อติดกับคุณแม่ (ซึ่งยังโสดอยู่ในณะนั้น) ทั้งๆที่หัวหน้านั้นก็มีครอบครัวอยู่แล้ว และมีบ้านเล็กอยู่ในหมู่บ้านซึ่งคุณแม่ทำงานอยู่ อยู่กันได้ไม่นาน เรื่องราวก็เกิดขึ้น คุณพ่อมีท่าทีเปลี่ยนไป ชวนหย่าอย่างไม่มีเหตุผล ได้ทราบข่าวมาว่าบางครั้งพ่อก็ทำร้ายแม่ ไม่ได้หนักมากนะครับ แต่จะหนักไปในทางเรื่องที่ว่า ไม่ค่อยเทคแคร์ดูแลแม่เท่าไรนัก ในช่วงที่แม่ตั้งท้องผม ส่วนคุณแม่เอง ก็ทำตัวเป็นผู้จัดการของบ้าน เท่าที่ผมจำได้ แม่พยายามแบ่งค่าใช้จ่ายในบ้านไว้อย่างเข้มงวด ไม่ค่อยได้ยืดหยุ่น เช่น ค่าน้ำค่าไฟ พ่อต้องจ่าย ค่าข้าวใครจ่าย งานบ้านใครทำ งานนอกบ้านใครทำ (ทั้งๆที่ทั้งสองท่านก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน) เรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด คือ พ่อทำแม่ตกบันได ทำให้แท้งลูกคนที่ 2 (น้องของผม) ไป ตอนผมอายุได้ 2.5 - 3 ขวบ คุณแม่บอกว่า พ่อลากผลักแม่ตกบันไดบ้านพัก แต่พ่อบอกว่า ทะเลาะกันที่บันได พ่อพยายามพาแม่เข้าไปคุยในห้อง แต่แม่ดึงตัวเองไว้ไม่ยอมเข้าไป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เรื่องราวข้างต้น ก็เลยเป็นเหตุจุดชนวน สุมไฟ ให้กองใหญ่ขึ้นไปกว่าเก่า ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องหัวหน้างานของคุณแม่ ที่ยังกลั่นแกล้งคุณแม่กลังาจกแต่งงานแล้ว ให้คุณพ่อเข้าใจผิดอีก แต่ด้วยอคติ ทั้งสองคนไม่เคยหันหน้าคุยกัน เป็นเหตุปานปลายทำให้ผู้ใหญ่ทางฝ่ายคุณปู่คุณย่ารับรู้ ท่านแทบจะไม่ให้คุณแม่เหยียบชายคาบ้านเลยครับ แต่เรื่องทั้งหมด มันก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงซึ่งผมได้ทราบมาเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขอข้ามมา เข้าเรื่องของผมเลยก็แล้วกันนะครับ วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ขณะนั้นผมอยู่ชั้น ป.3 กำลังขึ้น ป.4 ขณะที่ผมกำลังเรียนพิเศษอยู่ที่โรงเรียน คุณแม่มารับ แล้วบอกกับผมว่า วันนี้พ่อจะพาไปหย่า หลังได้ตกลงแบ่งทรัพย์สิน(อันน้อยนิด) กันไว้เรียบร้อยแล้ว ในตอนนั้น ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าการหย่ามันคืออะไรด้วจยซ้ำ รู้แค่เพียงว่า พ่อกับแม่จะไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว ในตอนแรก แม่ถามผมกับน้องสาวว่า จะอยู่กับใคร แต่ด้วยการที่พ่อนั้นมักจะไม่ค่อยอยู่บ้าน ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าใดนัก ทั้งสองคนพี่น้องจึงตัดสินใจอยู่กับแม่ ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรครับ แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นจากนั้น หลังจากหย่ากันแล้ว คุณพ่อก็ยังอาศัยอยู่ที่บ้านอยู่ อยู่ได้ไม่นาน ก็พยายามบังคุบ ยุยงให้คุณแม่ซื้อรถใหม่ เพราะว่ารถนั้นเป็นของคุณพ่อ อาจจะด่วยเหตุผลว่าต้องการเป็นส่วนตัวหรือไร ไม่ทราบนะ แต่ก็คงมีส่วน แม่ก็ทนไม่ไหว ก็ต้องซื้อรถกระบะมือสองเข้ามาบ้าน กลายเป็นมีบ้านมีรถส่วนตัวสองคัน แม่เริ่มบีบบังคับพ่อให้ออกไปจากบ้าน จนสุดท้ายก็ออกไปจริงๆ (เพราะรถคันเดียว)
สิ่งที่ผมต้องแบกรับในช่วงแรกๆ ที่คุณพ่อคุฯแม่หย่ากันคืออะไรน่ะเหรอ ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2544) สำหรับตัวผมเองเมื่อมาคิดเปรียบเทึยบกับในปัจจุบันและลองมองย้อนกลับไปแล้ว การหย่าร้างถือเป็นเรื่องน่าอับอายมาก คุณครูที่โรงเรียนรับทราบ เพื่อนก็รู้ เดินไปไหนก็มีแต่คนเรียกถาม พ่อไปไหน แล้วตอนนี้อยู่กับใคร หลายครั้งเวลาทำผิดพลาด มักจะถูกคุณครูดูถูกดูแคลนว่า "ก็ครอบครัวมันแตกแยก มันจะไปได้ไกลแค่ไหน จะจบ ม.3 หรือเปล่า" เวลาใครทำอะไรไม่ดีนี่ มาลงกะผมตลอด เอาจริง ๆ นะครับ ทั้งห้อง 30 40 คน ในตอนนั้น มีผมคนเดียวที่พ่อแม่หย่ากัน (อย่างเป็นทางการ) ผมต้องคอยตอบคำถามซ้ำๆ เดิมๆ ซึ่งคำตอบส่วนมาก ถ้าจะให้แบ่งสัดส่วน เป็นชุดคำตอบที่คุณแม่บอกให้ตอบ : คำตอบที่ตอบจริงๆ อยู่ที่ 60:40 เลยครับ มีอยู่หลายครั้ง ที่เวลาคนถามต่อหน้าคุณแม่ แล้วคุณแม่ไม่ถูกใจ ก็มักจะต่อว่าผม ส่วนมากเป็นเรื่องของเงินครับ ผมอายุแค่ 10 - 12 ขวบ นะครับ บางครั้ง ก็จะถูกให้ไปขอเงินจากคุณพ่อมา ครั้งละ 500 บ้าง 1000 บ้าง แต่ สำหรับเด็กอายุเท่านี้ ในขณะนั้น การได้รับเงินเพียงแค่ 20 - 100 บาท จากคุณพ่อ ถือว่ามากแล้วนะครับ อย่างน้อย ก็ซื้อน้ำอัดลมและขนมที่อยากกินได้ และคุณพ่อก็ทำงานไม่ไกลกัน คิดว่ายังไปมาหาสู่กันได้
การ "ต้องเลือกข้าง" ได้บังคับให้ผมต้องตัดสินใจมรโดยตลอด แม่มักจะบอกว่า จะไปอยู่กับพ่อก็ไป แต่ไม่ต้องมากินมานอนที่นี่ (12 ขวบ) แต่สำหรับพ่อ พ่อไม่เคยพูดนะครับ กลับบอกว่า มาอยู่กับพ่อก็ได้ ถ้าเบื่อๆ ก็ค่อยไปนอนกับแม่ คำตอบที่ได้รับจากคนสองคน ทำให้ผมสับสนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลายครั้งที่ฮอร์โมนมันพุ่ง ผมก็มักจะเก็บเสื้อผ้ายัดไส่กระเป๋า เตรียมไปอยู่กับพ่อ แต่แม่ก็เตรียมที่จะตัดขาดได้ทุกเมื่อ ถ้าผมก้าวขาออกไป มันทำให้ผมไม่กล้าตัดสินใจออกไปจริงๆสักที แต่ด้วยความชิลๆ ของพ่อ พ่อก็มักจะกล่อมให้อยู่กับแม่ไปทุกครั้ง ถ้าผมต้องเจอพ่อ ผมจะให้คุณแม่รู้ไม่ได้นะครับ ถ้ารู้เป็นมีเรื่องแน่ สมัยแฟนฉัน ช่วงนั้นแม่ไปเรียนต่อภาคพิเศษ วันเสาร์ อาทิตย์ ผมก็มักจะใช้ช่วงเวลาอันมีค่า ขี่จักรยาน ไปบ้านคุณพ่อ บางทีก็ให้พ่อพาไปเดินเที่ยวห้าง บางทีก็ไปกินข้าว บางทีก็ไปบ้านคุณปู่คุณย่า แต่มีข้อแม้ว่า ต้องกลับให้ทันก่อนแม่จะกลับบ้านนะครับ ไม่งั้นมีเรื่องแน่นอน และก็มีทุกครั้ง ผมต้องคอยใช้ชีวิตเพื่อพบกับพ่อ แบบหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้มาโดยตลอด พอถึงเวลา เมื่อผม จบ ป.6 ในข้อตกลงการหย่า บันทึกว่าให้พ่อส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตร เดือนละ 7000 บาท ซึ่งเดือนแรก พ่อยัไม่ส่ง จนต้องมีการส่งทนายไปเตือน จึงส่ง ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบนะครับ คุณแม่ก็เปลี่ยนสถานะผม เป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินตั้งแต่ผมอายุเพียง 13 ปี (จริงๆอาจจะก่อนหน้านั้น)
จนผมขึ้น ม. 4 คุณแม่เริ่มรู้สึกว่า 7000 น่ะ มันไม่พอแล้ว อยากได้เพิ่ม ไปขออำนาจศาลเยาวชนฯ ให้พ่อส่งเงินเพิ่ม จาก 7000 เป็น 15000 บาท ศาลนัดไกล่เกลี่ย ได้ข้อตกลงที่ 10000 บาท จนจบการศึกษาปริญญาตรี ทั้งสองคนพี่น้อง ผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายครับ แต่สิ่งที่ผมเจอหลังจากลงมาจากห้องไกล่เกลี่ย ผมกลับโดนคุณแม่ต่อว่า ว่าไม่มีปัญญา แค่นี้ก็ทำไม่ได้ จนทุกวันนี้ (2550 - 2562) ก็ยังโดนอยู๋ และคงโดนต่อไปเรื่อยๆ กับเงินแค่ 15000 บาท
เรื่องของสังคมภายนอก สืบเนื่องจาก ผมได้เคยเกริ่นไปว่า ผมต้องคอยตอบคำถามด้วยชุดคำตอบที่คุณแม่ Set ไว้ และตัวคุณแม่เองก็จะตอบแทนผมในหลายๆครั้ง และไอหลายๆครั้ง มันก็ไม่ได่ถูกใจผม เพราะผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง ตัวอย่างเช่น....
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
การไม่พูดความจริง หรือการพูดเข้าข้างตัวเอง(ให้เกินจริง) ของคุณแม่นั้น เปรียบเสมือเป็นการใส่สีให้กับผ้าที่เปรอะเปื้อนโคลนอย่างผม ทำให้ต้องมีพฤติกรรมการโกหก ติดตัวมาจนโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะว่ากลัวคุณแม่จะโกรธหรือไม่ยอมรับ ครั้งหนึ่ง ผมป่วยหนักมาก ไข้ขึ้น นอนอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย ผมโทรให้คุณพ่อมารับไปหาหมอ พ่อมารับได้ตังไม่ทันพ้นเขตหอพัก แม่ก็ขับรถสวนเข้ามา เห็น แม่จึงขับตามไปที่คลีนิค ไปโวยวายอะไรอันอยู่ที่คลีนิกอยู่นาน แม่ไม่เกรงใจสถานที่นะครับ ต่อให้มีที่ไหนที่สามารถหักหน้าพ่อได้ แม่ก็จะทำ ไม่ส่าจะเป็นในการประชุมที่ต้องทำงานร่วมกัน ในงานเลี้ยง ฯลฯ เพราะคิดว่าตัวเองนั้นถูกอยู่ตลอดเวลา จนมาถึงยุคที่ Social Media เริ่มมีผลกับชีวิต ทุกครั้งที่แม่เจอพ่อ มักจะแอบถ่ายรูปพ่อ และ นำไปโพสต์ พร้อมข้อความ หรือแคปชั่น ที่มันเป็นการทำให้พ่อนั้นอับอาย ผมยังคงใช้ชีวิต วนๆอยู่กับการหลบซ่อน เสี่ยงดวง จนเรียนจบชั้นมหาวิทยาลัย และสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ในหน่วยงานเดียวกันกับพ่อและแม่
สังคมมันกว้างขึ้น ทำให้เราได้เห็นมุมมองอะไรที่มันแปลกออกไป กลับเข้ามาเรื่องการเลือกที่ทำงานครับ ผมสอบบรรจุได้ลำดับที่กลางๆ ยังมีโอกาสเลือกที่ทำงานได้ตามใจตัวเองอยู่ ผมตระเวณเลือกที่ทำงานที่ถูกใจตัวเองที่สุด เพราะดูจากบรรยากาศในที่ทำงานและเพื่อนร่วมงาน เรื่องนี้เป็นอีกปมหนึ่งซึ่งทำให้แม่ไม่พอใจผมเอามากๆ เพราะว่าแม่จะให้เลือกอีกที่หนึ่ง (ซึ่งตนเองสามารถ Control) ผมได้ มีการโทรไปหาหัวหน้างาน บอกว่าจะให้ลูกชายมาอยู่ด้วย แต่สุดท้าย ก็โดนว่ากลับมา เพราะผมไม่ไป การมาทำงานในที่ที่ผมเลือกนั้น มันอยู่ใกล้ที่ทำงานขอคุณพ่อครับ ทำให้ได้มีโอกาสเจอกัน บ้านพ่อนั้นจะอยู่ในระหว่างทางกลับบ้านของผม บางครั้งผมก็จะแวะกินข้าวที่บ้านพ่อเสียเลย ทำให้กลับบ้านมืด พอกลับมืด ก็จะโดนว่า โดนตาม เพราะอะไร โดนตามกลับไปเลี้บงหมา แมว ไก่ เป็ด (ซึ่งแม่ผมซื้อไว้(ถ่ายรูปลงเฟสว่า)เลี้ยง แต่ภาระทั้งหมดกลับอยู่ที่ผม) ผมเริ่มเข้าใจโลกภายนอกมากขึ้น เมื่อเจอผู้คนมากขึ้น หลายๆคน ที่เป็นเพื่อนคุณแม่และคุณพ่อ เริ่มมาพูดกับผมว่า พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่แม่ผมพูดไปทั้งหมด เพียงแต่ว่าต้องตามน้ำไป เพราะถ้าใครไปขัด แม่ก็จะเคือง และในความเป็นจริง หลายคนไม่ได้สนใจที่จะฟังเรื่องราวของครอบครัวผมเท่าไรนัก เพราะมันก็จะเป็นเรื่องเล่าที่วน loop อยู่เดิมๆ แบบนั้น แม่จะต้องชนะตลอด การมีโอกาสได้เจอกับพ่อและแม่ในการประชม อบรมต่างๆ ผมต้องนั่งอยู่กับเพื่อนร่วมงาน บางครั้งเดินสวนไปเจอกับพ่อ ผมก็คุยแบบไม่สนิทสนมกัน พยายามสร้างภาพให้แม่เห็นว่าไม่ได้มีอะไรกันนะ มันอึดอัดนะครับ ที่ต้องทำแบบนั้น แม่มักจะคิดว่า พ่อคงจะวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างที่ทำงานพ่อ กับที่ทำงานผม พ่อพยายามสร้างภาพให้คนอื่นเห็นว่าพ่อนั้นดูแลลูก แต่ในความเป็นจริงน่ะเหรอ พ่อไม่ได้เคยมาวุ่นวายอะไรกับงานที่ผมทำ เพราะตัวพ่อเองงานก็ยุ่งวุ่นวายมากพออยุ่แล้ว ทำงานใกล้กัน แต่ต่างคนต่างทำครับ ไม่มีแทรกแทรงกัน ต่างากแม่ ที่จะคอยโทรหาหัวหน้าผมตลอด ว่าลูกชายเป้นไงบ้าง อย่าให้ทำอะไรแปลกๆ นะ นู่นน่ันนี่ มีอยุ่ครั่งหนึ่ง จนหัวหน้าผมท่านคงทนไม่ไหว ท่านก็เลยตอบแม่ไปว่า "อยู่บ้าน นั้นลูกคุณ แต่มาทำงาน ก็คือลูกผม ผมคิดเองเป็นว่าผมจะให้ลูกน้องผมทำอะไร" เป็นคำตอบที่เจ็บจี๊ดพอควรเลยนะครับ
ต่อด้านล่างครั้บ