"To awaken alone in a strange town is one of the pleasantest sensations in the world." – Freya Stark
''การตื่นขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในต่างถิ่น เป็นความตื่นเต้นที่สนุกที่สุดในโลก'' หลายคนอาจจะกลัวการไปเที่ยวคนเดียว ยิ่งเป็นต่างประเทศด้วยแล้ว ยิ่งกลัวไปใหญ่ แต่ผมบอกเลยว่า คิดผิดครับ จริงๆกระทู้นีผมไม่ได้ไปคนเดียวหรอกครับ แต่ผมกลับคนเดียว ไงละ งงละซิ อะเข้าเรื่องละกัน
ถามหน่อย เบื่อวนลูปชีวิตตัวเองกันบ้างไหมครับ ตื่นเช้ามา กุลีกุจออาบน้ำเพื่อมานั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ตกเย็นกลับบ้าน ทำโน่นนี่นั่น อาบน้ำแล้วเข้านอน เป็นแบบนี้ทุกวัน สำรับผม ผมว่ามันน่าเบื่อมากเลยนะ เคยถามตัวเองบ้างไหมครับว่า "เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร" บางคนบอก การมีเงินเยอะๆ อีกคนบอกมีรถหรูๆขับ มีบ้านหลังใหญ่ๆ อีกมากมาย และนั่นไม่ใช่ความคิดที่ผิดนะครับ เพราะสำหรับผมแล้ว เป้าหมายเหล่านั้น ก็เป้นเป้าหมายที่บรรจุอยู่ในสมองผมเช่นกัน
ผมเป็นเด็กคนนึงที่พึ่งเรียนจบ และได้มีโอกาสทำงานในองค์กรขนาดใหญ่องค์กรหนึ่ง เชื่อไหมครับว่า ในทุกๆวันจะมีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏเข้ามาในหัวผมอยู่ตลอด นั่นก็คือ "ไปไหนดีวะ" และในช่วงเช้าวันนั้นก็เช่นเดียวกัน วันที่ผมมาทำงานพร้อมกับความเบื่อหน่าย วันนั้นผมเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาพร้อมกับการใช้นิ้วจิ้มลงปุ่มคีย์บอร์ดด้วยข้อความที่ว่า "เดือนธันวาคม เที่ยวต่างประทศไหนดี" ผมพยามมองหาสถานที่ใหม่ๆ ที่ได้บรรยากาศเหมือนฝั่งยุโรป ด้วยงบที่น้อย เพราะแน่นอนครับว่า ผมพึ่งเรียนจบมาหมาดๆ คงไม่มีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวฝั่งยุโรปได้ และคำตอบของผมในวันนั้นก็คือ "เวียดนาม"

"เวียดนาม" เป็นประเทศที่ถูกจัดอยู่ใน 10 ประเทศในฝันของหลายคน เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ไกลจากไทยมากนัก ใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง ทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับประเทศจีน และทิศใต้ติดกับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ จึงได้รับฉายาว่า "ดินแดนรูปตัว S" เนื่องด้วยเวียดนามมีพื้นที่ติดกับประเทศจีน จึงได้รับสภาพภูมิอากาศบางส่วนจากจีน ทำให้ทางตอนเหนือของเวียดนามมีอากาศหนาว บางปีถึงขนาดมีหิมะตกด้วย
เช้าวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม เป็นเช้าที่ผมตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น นั่นเป็นเพราะการเดินทางของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ การเดินทางไปยังเวียดนามในครั้งนี้ผมและแฟนเดินทางด้วยสายการบิน Vietjet ด้วยตั๋วเพียง 1290 บาท (จองช่วงโปรโมชั่น) ซึ่งปลายทางของเราสองคือ "โฮจิมินห์" โดยเราสองคนจะใช้เวลาเที่ยวที่โฮจิมินห์ 2 คืน 3 วัน
รูปที่สนามบินภูเก็ต-----
บ่ายค่อยข้างเย็นของวันนั้น เราสองคนใช้เวลากว่าเกือบชั่วโมงในการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งแน่นอนครับว่า เวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ การเข้าออกประเทศค่อนข้างเข้มงวดอยู่พอควร แต่ก็อย่าไปตกใจครับ พยามเตรียมพวกเอกสารการจองเที่ยวบิน การจองห้องพัก แล้วก็ใจต้องที่ตอบคำถามจากเจ้าหน้าที่ ตม. แค่นี้ก็ฉลุย จากนั้นเราสองคนก็ตรงดิ่งไปยังที่ขายซิมการ์ดในสนามบิน ซึ่งสำคัญมากเพราะต้องใช้อินเทอร์เน็ต ซิมการ์ดที่นี่มีหลายราคา เริ่มตั้งแต่แพคเก็ตสำหรับ 1 อาทิตย์ขึ้น เราสองคนเลือกซื้อแพคเก็ตสำหรับหนึ่งเดทอน ค่าเสียหายอยู่ที่ 100,000 VDN ความเร็วเน็ตก็ไม่เลวนะครับ
รูปพาสปอร์ต-----
รูปซิมการ์ด-----
หลังจากที่ได้ปัจจัยที่ 6 เรียบร้อย เราสองคนรีบจ้ำขาออกจากสนามบิน เพื่อเดินทางไปยังตลาดเบนถั่น Ben Tahn ให้เดินออกไปประตูทางออกจากนั้นมองไปทางขวา แล้วเดินตรงไปยัง Berger King แล้วมองหารถเมล์ปรับอากาศสีเขียวสาย 152 ค่าเสียหาย 5,000 VND หรือประมาณ 7 THB หรือรถเมล์สีเหลือง สาย 109 ก็ได้ครับ ค่าเสียหายแพงกว่าหน่อยประมาณ 20,000 VND หรือประมาณ 28 THB หรือใครที่ชอบความเป็นส่วนตัว กระเป๋าหนักหน่อย ก็เรียก Taxi ได้เลยครับ ค่าเสียหายก็จะหนักพอควร แต่ต้องตกลงราคากันดีๆนะครับ เพราะไม่งั้นคุณอาจโดนชาร์จเพิ่มไม่รู้ตัว
รูปเดินขึ้นรถ----
จุดเด่นของเวียดนามก็คือ คุณจะได้ยินเสียงแตรมอไซค์ตลอดเส้นทาง ถือเป็นเรื่องปกติครับ เพราะที่นี่ได้รับฉายานามว่าเมืองแห่งมอไซค์ ไม่แปลกที่บนท้องถนนจะแน่นไปด้วยมอไซค์ หกโมงเย็นกว่าๆ รถมาจอดยังใจกลางเมือง แถวตลาดเบนถั่น จากนั้นได้เวลาออกตามหาที่พักที่จอดมา แต่!!! ให้ตายเถอะครับ ที่พักที่ผมจองมาอยู่อีกอำเภอนึง ซึ่งต้องต่อรถไปอีก ตอนนั้นหน้าชามาก ค่ำแล้ว แถมหิวด้วย ใจนี่อยู่ที่ร้านเฝ่อแล้ว ตอนนั้นเราสองคนตัดสินใจจองที่พักใหม่ ที่ใกล้ๆด้วยราคาห้องประมาน 900 บาทต่อคืนรวมอาหารเช้า เป็นที่พักอยู่ใจกลางเมือง ใกล้ตลาดเบนถัน และสามารถเดินไปยังจุดเช็คอินต่างๆในเมืองโฮจิมินได้ครบอีกด้วย
รูปที่พัก-----
รูปอาหารเช้า-----
เช้าวันที่สอง
[CR] คืนวันศุกร์ ถึงเช้าวันเสาร์ เอาชีวิตรอดจากดินแดนรูปตัว S
''การตื่นขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในต่างถิ่น เป็นความตื่นเต้นที่สนุกที่สุดในโลก'' หลายคนอาจจะกลัวการไปเที่ยวคนเดียว ยิ่งเป็นต่างประเทศด้วยแล้ว ยิ่งกลัวไปใหญ่ แต่ผมบอกเลยว่า คิดผิดครับ จริงๆกระทู้นีผมไม่ได้ไปคนเดียวหรอกครับ แต่ผมกลับคนเดียว ไงละ งงละซิ อะเข้าเรื่องละกัน
ถามหน่อย เบื่อวนลูปชีวิตตัวเองกันบ้างไหมครับ ตื่นเช้ามา กุลีกุจออาบน้ำเพื่อมานั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ตกเย็นกลับบ้าน ทำโน่นนี่นั่น อาบน้ำแล้วเข้านอน เป็นแบบนี้ทุกวัน สำรับผม ผมว่ามันน่าเบื่อมากเลยนะ เคยถามตัวเองบ้างไหมครับว่า "เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร" บางคนบอก การมีเงินเยอะๆ อีกคนบอกมีรถหรูๆขับ มีบ้านหลังใหญ่ๆ อีกมากมาย และนั่นไม่ใช่ความคิดที่ผิดนะครับ เพราะสำหรับผมแล้ว เป้าหมายเหล่านั้น ก็เป้นเป้าหมายที่บรรจุอยู่ในสมองผมเช่นกัน
ผมเป็นเด็กคนนึงที่พึ่งเรียนจบ และได้มีโอกาสทำงานในองค์กรขนาดใหญ่องค์กรหนึ่ง เชื่อไหมครับว่า ในทุกๆวันจะมีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏเข้ามาในหัวผมอยู่ตลอด นั่นก็คือ "ไปไหนดีวะ" และในช่วงเช้าวันนั้นก็เช่นเดียวกัน วันที่ผมมาทำงานพร้อมกับความเบื่อหน่าย วันนั้นผมเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาพร้อมกับการใช้นิ้วจิ้มลงปุ่มคีย์บอร์ดด้วยข้อความที่ว่า "เดือนธันวาคม เที่ยวต่างประทศไหนดี" ผมพยามมองหาสถานที่ใหม่ๆ ที่ได้บรรยากาศเหมือนฝั่งยุโรป ด้วยงบที่น้อย เพราะแน่นอนครับว่า ผมพึ่งเรียนจบมาหมาดๆ คงไม่มีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวฝั่งยุโรปได้ และคำตอบของผมในวันนั้นก็คือ "เวียดนาม"
เช้าวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม เป็นเช้าที่ผมตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น นั่นเป็นเพราะการเดินทางของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ การเดินทางไปยังเวียดนามในครั้งนี้ผมและแฟนเดินทางด้วยสายการบิน Vietjet ด้วยตั๋วเพียง 1290 บาท (จองช่วงโปรโมชั่น) ซึ่งปลายทางของเราสองคือ "โฮจิมินห์" โดยเราสองคนจะใช้เวลาเที่ยวที่โฮจิมินห์ 2 คืน 3 วัน
รูปที่สนามบินภูเก็ต-----
บ่ายค่อยข้างเย็นของวันนั้น เราสองคนใช้เวลากว่าเกือบชั่วโมงในการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งแน่นอนครับว่า เวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ การเข้าออกประเทศค่อนข้างเข้มงวดอยู่พอควร แต่ก็อย่าไปตกใจครับ พยามเตรียมพวกเอกสารการจองเที่ยวบิน การจองห้องพัก แล้วก็ใจต้องที่ตอบคำถามจากเจ้าหน้าที่ ตม. แค่นี้ก็ฉลุย จากนั้นเราสองคนก็ตรงดิ่งไปยังที่ขายซิมการ์ดในสนามบิน ซึ่งสำคัญมากเพราะต้องใช้อินเทอร์เน็ต ซิมการ์ดที่นี่มีหลายราคา เริ่มตั้งแต่แพคเก็ตสำหรับ 1 อาทิตย์ขึ้น เราสองคนเลือกซื้อแพคเก็ตสำหรับหนึ่งเดทอน ค่าเสียหายอยู่ที่ 100,000 VDN ความเร็วเน็ตก็ไม่เลวนะครับ
รูปพาสปอร์ต-----
รูปซิมการ์ด-----
หลังจากที่ได้ปัจจัยที่ 6 เรียบร้อย เราสองคนรีบจ้ำขาออกจากสนามบิน เพื่อเดินทางไปยังตลาดเบนถั่น Ben Tahn ให้เดินออกไปประตูทางออกจากนั้นมองไปทางขวา แล้วเดินตรงไปยัง Berger King แล้วมองหารถเมล์ปรับอากาศสีเขียวสาย 152 ค่าเสียหาย 5,000 VND หรือประมาณ 7 THB หรือรถเมล์สีเหลือง สาย 109 ก็ได้ครับ ค่าเสียหายแพงกว่าหน่อยประมาณ 20,000 VND หรือประมาณ 28 THB หรือใครที่ชอบความเป็นส่วนตัว กระเป๋าหนักหน่อย ก็เรียก Taxi ได้เลยครับ ค่าเสียหายก็จะหนักพอควร แต่ต้องตกลงราคากันดีๆนะครับ เพราะไม่งั้นคุณอาจโดนชาร์จเพิ่มไม่รู้ตัว
รูปเดินขึ้นรถ----
จุดเด่นของเวียดนามก็คือ คุณจะได้ยินเสียงแตรมอไซค์ตลอดเส้นทาง ถือเป็นเรื่องปกติครับ เพราะที่นี่ได้รับฉายานามว่าเมืองแห่งมอไซค์ ไม่แปลกที่บนท้องถนนจะแน่นไปด้วยมอไซค์ หกโมงเย็นกว่าๆ รถมาจอดยังใจกลางเมือง แถวตลาดเบนถั่น จากนั้นได้เวลาออกตามหาที่พักที่จอดมา แต่!!! ให้ตายเถอะครับ ที่พักที่ผมจองมาอยู่อีกอำเภอนึง ซึ่งต้องต่อรถไปอีก ตอนนั้นหน้าชามาก ค่ำแล้ว แถมหิวด้วย ใจนี่อยู่ที่ร้านเฝ่อแล้ว ตอนนั้นเราสองคนตัดสินใจจองที่พักใหม่ ที่ใกล้ๆด้วยราคาห้องประมาน 900 บาทต่อคืนรวมอาหารเช้า เป็นที่พักอยู่ใจกลางเมือง ใกล้ตลาดเบนถัน และสามารถเดินไปยังจุดเช็คอินต่างๆในเมืองโฮจิมินได้ครบอีกด้วย
รูปที่พัก-----
รูปอาหารเช้า-----
เช้าวันที่สอง
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้