จริงๆแล้วผมเป็นคนที่เข้ากับคนได้ไม่ยากนะครับ
แต่ก่อนก็ไปออกกำลังกายเข้าชมรม มีคนชอบผมเยอะเลยทีเดียวหละครับ
น้องๆที่เข้ามาทำงานใหม่ ก็ชอบผมกัน เพราะเห็นว่าผมเป็นคนดีชอบช่วยเหลือ ใจดีพูดจาดีมีน้ำใจ
แต่ตอนนี้ผมอายุ 40 แล้ว ผมพบว่าที่ผ่านๆมาผมแทบไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากใครเลย มีแต่คนมายุ่งและนำความวุ่นวายมาให้ผมเพราะเห็นว่าผมเป็นคนใจดี ปกติผมเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น คอยให้กำลังใจคนอื่น เวลาใครถามอะไรหรือเรียกร้องอะไรก็พยายามช่วยเค้า ตามปกติผมเป็นคนยอมคนนะครับ
ที่ผู้ใหญ่แนะนำว่าให้รู้จักคนเยอะๆผมว่าไม่เห็นจริงเลย มันไม่มีประโยชน์สำหรับผมเลย เพราะผมเป็นคนไม่ชอบไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น มีอะไรก็พยายามทำเอง
ถ้าผมจะทำธุรกิจ หรือติดต่องานผมก็ค่อยๆผูกมิตรเป็นเฉพาะงานไปมันดีกว่าด้วยซ้ำ พองานจบก็แยกย้าย
ตอนนี้ผมใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ไม่ยุ่งกับญาติไม่คบเพื่อน
ผมกลับมีความสุขสบายใจ ตอนคบเพื่อนมีแต่จะชวนไปกินร้านอาหารแพง ชวนไปเสียเวลาอยากกลับก็ไม่ให้กลับ
เมื่ออายุ 40 ปีผมพบจริงๆแล้วคนส่วนมากเป็นคนไม่ดี คนส่วนใหญ่นะครับ ไม่ต้องการเห็นเราได้ดีกว่าเค้าหรอกครับ การอยู่ตามลำพังทำให้เราไม่ต้องโดนว่าเพราะเค้าอิจฉาเรา หรือถ้า ใครนินทาเราๆก็ไม่รู้ เพราะเราไม่มีเพื่อนที่มาเล่าโน้นเล่นนี่ให้เรารำคาญใจ
เช้ามาผมตื่นมาวิ่งออกกำลังกายไปทำงาน เย็นก็กลับบ้านทำอาหารกิน นอน ดูบอล ฟังเพลง อ่านหนังสือ
บางทีวันเสาร์ผมตื่นมาวิ่งออกกำลังกาย กลับมาทำงานบ้าน
ถูพื้นสะอาด ผมเดินไปหยิบหมอนมานอนโล่งๆสบายกลางห้องเลย หลับไปซักพักตื่นมาหยิบหนังสือดีๆอ่าน มันช่างสดชื่นจริงๆ สมัยก่อนพ่อเห็นทำแบบนี้ก็มองว่าผมขี้เกียจ แต่นี่ผมอยู่คนเดียวผมอยากนอนก็นอน ตื่นมาอ่านหนังสือ แล้วออกไปว่ายน้ำก็ยังได้
เอารวมๆแล้วผมขยันกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ
ตอนนี้ชีวิตช่างมีความสุขดีแท้ๆ ไม่ต้องแข่งขันเอาลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ต้องพยายามโชว์ใครหรือมีหน้ามีตาในสังคมมากนัก แต่ปกติผมแต่งตัวดีนะครับไม่ใช่ปล่อยปะละเลยตัวเองผมเผ้ารุงรัง คือเป็นคนเรียบร้อย ดูภายนอกก็เหมือนคนปกติทั่วๆไปนั่นแหละครับ
ผมอยู่แบบนี้สบายมาก
ผมจึงคิดว่าที่คนเข้าใจว่าความสุขคือการสร้างครอบครัวไปมาหาสู่มีญาติมิตร มีเพื่อนเยอะๆ
มันใช่เหรอครับ?
เมื่ออายุเกิน 40 ผมพบว่าโลกนี้เหมาะกับการอยู่คนเดียวมากกว่า เป็นความเชื่อ หรือเป็นเรื่องจริงครับ?
แต่ก่อนก็ไปออกกำลังกายเข้าชมรม มีคนชอบผมเยอะเลยทีเดียวหละครับ
น้องๆที่เข้ามาทำงานใหม่ ก็ชอบผมกัน เพราะเห็นว่าผมเป็นคนดีชอบช่วยเหลือ ใจดีพูดจาดีมีน้ำใจ
แต่ตอนนี้ผมอายุ 40 แล้ว ผมพบว่าที่ผ่านๆมาผมแทบไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากใครเลย มีแต่คนมายุ่งและนำความวุ่นวายมาให้ผมเพราะเห็นว่าผมเป็นคนใจดี ปกติผมเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น คอยให้กำลังใจคนอื่น เวลาใครถามอะไรหรือเรียกร้องอะไรก็พยายามช่วยเค้า ตามปกติผมเป็นคนยอมคนนะครับ
ที่ผู้ใหญ่แนะนำว่าให้รู้จักคนเยอะๆผมว่าไม่เห็นจริงเลย มันไม่มีประโยชน์สำหรับผมเลย เพราะผมเป็นคนไม่ชอบไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น มีอะไรก็พยายามทำเอง
ถ้าผมจะทำธุรกิจ หรือติดต่องานผมก็ค่อยๆผูกมิตรเป็นเฉพาะงานไปมันดีกว่าด้วยซ้ำ พองานจบก็แยกย้าย
ตอนนี้ผมใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ไม่ยุ่งกับญาติไม่คบเพื่อน
ผมกลับมีความสุขสบายใจ ตอนคบเพื่อนมีแต่จะชวนไปกินร้านอาหารแพง ชวนไปเสียเวลาอยากกลับก็ไม่ให้กลับ
เมื่ออายุ 40 ปีผมพบจริงๆแล้วคนส่วนมากเป็นคนไม่ดี คนส่วนใหญ่นะครับ ไม่ต้องการเห็นเราได้ดีกว่าเค้าหรอกครับ การอยู่ตามลำพังทำให้เราไม่ต้องโดนว่าเพราะเค้าอิจฉาเรา หรือถ้า ใครนินทาเราๆก็ไม่รู้ เพราะเราไม่มีเพื่อนที่มาเล่าโน้นเล่นนี่ให้เรารำคาญใจ
เช้ามาผมตื่นมาวิ่งออกกำลังกายไปทำงาน เย็นก็กลับบ้านทำอาหารกิน นอน ดูบอล ฟังเพลง อ่านหนังสือ
บางทีวันเสาร์ผมตื่นมาวิ่งออกกำลังกาย กลับมาทำงานบ้าน
ถูพื้นสะอาด ผมเดินไปหยิบหมอนมานอนโล่งๆสบายกลางห้องเลย หลับไปซักพักตื่นมาหยิบหนังสือดีๆอ่าน มันช่างสดชื่นจริงๆ สมัยก่อนพ่อเห็นทำแบบนี้ก็มองว่าผมขี้เกียจ แต่นี่ผมอยู่คนเดียวผมอยากนอนก็นอน ตื่นมาอ่านหนังสือ แล้วออกไปว่ายน้ำก็ยังได้
เอารวมๆแล้วผมขยันกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ
ตอนนี้ชีวิตช่างมีความสุขดีแท้ๆ ไม่ต้องแข่งขันเอาลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ต้องพยายามโชว์ใครหรือมีหน้ามีตาในสังคมมากนัก แต่ปกติผมแต่งตัวดีนะครับไม่ใช่ปล่อยปะละเลยตัวเองผมเผ้ารุงรัง คือเป็นคนเรียบร้อย ดูภายนอกก็เหมือนคนปกติทั่วๆไปนั่นแหละครับ
ผมอยู่แบบนี้สบายมาก
ผมจึงคิดว่าที่คนเข้าใจว่าความสุขคือการสร้างครอบครัวไปมาหาสู่มีญาติมิตร มีเพื่อนเยอะๆ
มันใช่เหรอครับ?