คนแถวบ้านผมรวมถึงญาติพี่น้องบอกว่าผมโง่ ผมอยากบอกพวกเค้าว่าผมไม่ได้โง่ ผมขอเล่าเลยนะครับ ผมกับแฟนเราอยู๋ด้วยกันมาได้สิบปีแล้วครับ
มีลูกสาวน่ารักด้วยกันหนึ่งคน ครอบครัวเราอบอุ่นมากครับ ผมเป็นหัวหน้าช่างอยู่ที่บริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่ใหญ่มากๆ เงินเดือนสูงพอสมควรครับ พอที่จะให้แฟนผมอยู่บ้านเลี้ยงลูกเฉยๆได้ ทุกอย่างดูมีความสุขดีครับ จนวันหนึ่งในปี2558 ผมรู้สึกปวดหัวมากจึงไปหาหมอ ผมก็บอกอาการตามที่ตนเองเป็นให้หมอฟัง หมอบอกกับผมว่าสงสัยว่าผมมีสิ่งผิดปรกติอยู่ในสมอง จึงนัดวันที่จะเข้าสแกนสมอง ตอนนั้นผมตกใจพอสมควร แต่ยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับแฟนผม จนถึงวันตรวจผลออกมาว่าพบก้อนเนื้อขนาดเท่าหัวนิ้วโป้งมืออยู่ที่สมองซีกขวา พอกลับบ้านในคืนนั้นผมนั่งนิ่งจนแฟนเริ่มสังเกตุเห็น ผมเลยบอกเรื่องนี้กับแฟน พอเค้ารู้เค้าก็ร้องไห้ใหญ่เลย จนผมต้องบอกว่ามันรักษาได้ ผมผ่านกระบวนการรักษามาหลายวิธี ทั้งทำเคมีควบคู่กับการสายแสง ร่างกายผมเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นคนไม่มีเรี่ยวแรง จากเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็ว กลับกลายเป็นคนเชื่องช้า ช่วงนั้นทางบริษัทให้ผมพักผ่อนเต็มที่ โดยช่วยค่ารักษามาให้ส่วนนึง จนวันนึงแฟนผมบอกว่าตัวเค้าจะไปหางานทำ ไม่งั้นเงินที่เก็บไว้คงหมดแน่ เธอบอกว่าเธอจะเป็นคนดูแลผมเอง ในตอนนั้นสิ่งที่เธอพยายามทำมันทำให้ผมยิ่งรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้นกว่าเดิม เธอได้งานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งบัญชี ตามสายที่เธอจบมา ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ตัวผมเองก็เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยขึ้น อาการมีแค่ทรงตัว จนเมื่อต้นปี2561 อาการผมทรุดหนัก ผลตรวจพบก้อนเนื้อขึ้นซ้ำที่จุดเดิม และยังพบว่าเชื้อมันเข้ากระดูก เงินเก็บทั้งหมดในบ้านมาเทเป็นค่ายาและค่ารักษาผม แฟนผมก็ยังทำงานที่เดิม แต่เธอเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มสนใจโซเซียลทั้งที่แต่ก่อนเธอไม่เคยเล่น เวลาวันหยุดเธอมักจะนั่งเล่นแต่มือถือ จนคืนหนึ่งผมร็สึกปวดหัวจึงลุกขึ้นมาเพื่อจะไปหาน้ำมากินยา มองไปไม่เห็นแฟนผมนอนอยู่ ดูนาฬิกาก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว ผมจึงเดินออกมาเพื่อจะลงไปเอาน้ำที่ชั้นล่าง ผมได้ยินเสียงของแฟนผมอยู่บริเวณโซฟาจึงแอบดู ผมเห็นเธอคุยโทรศัพท์กับผู้ชายคนนึง ดูเธอมีความสุขมากเลย ตั้งแต่อาการป่วยผมกำเริบหนัก ผมไม่ค่อยได้เห็นเธอยิ้มสักเท่าไร ในตอนนั้นแทนที่ผมจะโกรธ ผมกับดีใจที่เธอมีความสุข ผมยืนแอบฟังอยู่นาน จนพอจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้จีบแฟนผม ผมจึงเดินขึ้นไปอยู่บนชั้นพักของบรรไดแล้วแกล้งไอเพื่อให้แฟนผมได้ยิน เธอรีบวิ่งมาดูที่บรไดพอเห็นผมเธอก็ดุว่าลงมาทำไมถ้าล้มลงไปจะทำอย่างไร คืนนั้นผมนอนมองหน้าเธออยู่เกือบทั้งคืน จากคืนนั่นเธอก็ยังแอบลงมาคุยโทรศัพท์ทุกคืน จนเวลาผ่านมาได้เกือบเดือนจนคืนหนึ่งผมได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นชวนเธอไปอยู่ด้วยกัน ผมเดินกลับขึ้นไปนอนบนห้องทบทวนและคิดถึงสิ่งที่ผมจะทำ เช้าวันนั้นผมก็ได้บอกเธอว่าผมรู้เรื่องที่เธอคุยกับผู้ชายแล้ว เธอตกใจมากที่ผมรู้ ดูเธออึดอัดมากครับ ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าจะไปก็ไม่เป็นผมอยู่ได้ ผมมีความสุขมากตลอดเวลาที่เธออยู่ข้างๆ และก็มีความสุขมากเช่นกันที่ได้เห็นเธอกับมายิ้มอีกครั้งเวลาที่คุยกับเค้า ผมไม่เคยเสียใจเลยกับสิ่งที่เกิด เธอกอดผมแล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย เธอบอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนที่ทำงานแต่อยู่คนละแผนก เค้าเป็นคนนิสัยดี เป็นคนตลก เรานั่งคุยกันอยู่นานจนผมถามเธอว่าแล้วจะไปอยู่กับเค้าไหม เธอนิ่งไปอีกครั้ง ผมเลยบอกเธอว่าผมอยู่ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราต้องจากกันอยู่ดี ด้วยสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี่ผมก็พอรู้ตัวว่าผมคงอยู่ได้อีกไม่นาน จากกันวันนี้ในเวลาที่เรายังรู้สึกดีๆต่อกันดีกว่า หลังจากวันนั้นหนึ่งเดือนเธอก็ไปครับ ผมบอกกับลูกสาวว่าแม่ต้องกับไปอยู่ที่บ้าน
ช่วงที่แยกกันไปเธอก็โทรหาผมบ้างหาลูกบ้าง เธอก็บอกว่ายังไม่ได้อยู่กับผู้ชายคนนั้น เพราะเค้าเป็นคนจีนค่อนข้างเคร่งเรื่องพวกนี้ จนเวลาผ่านไปได้เดือนกว่า คืนนึงเธอโทรมาหาผมแล้วก็ร้องไห้ ผมจึงรีบขับรถไปหาเธอที่คอนโด เธอเล่าให้ฟังว่าผู้ชายคนนั้นมีเมียอยู่แล้ว วันนี้เมียเค้ามาด่าเธอที่บริษัท ถ้าผมยังดีอยู่ผมอาจจะไปกระทืบไอ้นั้นแล้ว แต่ในตอนนี้แค่ยืนยังลำบากเลย ผมให้เธอเก็บของและบอกเธอว่ากลับบ้านเรานะ เธอยิ่งร้องไห้ใหญ่เลย คืนนั้นเธอกอดผมแล้วร้องไห้จนหลับ จนตอนเช้าครอบครัวเราก็กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง ความสุขและรอยยิ้มกลับมาสู่ในบ้านอีกครั้ง เหมือนเหตุการณ์เดิมจะกลับมาหาผมอีกครั้ง หลังจากที่ผมรับเธอกลับมา เธอก็เปลี่ยนงานครับไปทำงานอีกที่หนึ่ง แล้วทุกอย่างก็เริ่มเหมือนเดิม ความสุขมันอยู่กับผมได้แค่สามเดือน เธอเริ่มแอบคุยโทรศัพท์เหมือนกับครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้ผมกลับเจ็บ จนผมวูบหมดสติไป มารู้สึกตัวอีกที่ก็อยู่ที่โรงพยาบาล เธอนั่งอยู่ข้างๆผมจับมือผมไว้แน่น จนช่วงบ่ายมีผู้ชายคนหนึ่งนำช่อดอกไม้มาเยียมผม เธอบอกว่าเป็นผู้จัดการสาขาที่เธออยู่ ดูเธอสนิทกับเค้ามากเลย ผมมองดูเธอแล้วน้ำตามันก็ไหลมาเอง จนผมออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน เธอมาบอกผมว่าเธอจะออกไปอยู่ข้างนอก ผมก็บอกเธอว่าไปเถอะ ผมมองดูเธอเก็บเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากบ้านไป ถามว่าผมเสียใจไหมผมเสียใจมากครับ แต่ผมไม่มีแรงที่จะวิ่งตามเธอแล้ว ผมเดินส่งเธอได้แค่นี้แหละครับ คงไปไม่ถึงจุกหมายท่เราเคยฝันกันไว้ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็หลายเดือนแล้วที่เธอจากผมไป ผมยังคิดถึงเธออยู่นะครับ แม่บอกให้ผมขายบ้านที่ผมอยู่กับเธอมาเกือบ10ปี แล้วกลับไปอยู่บ้าน แต่ผมขายมันไม่ได้จริงๆ ทุกวันนี้ความทรงจำเก่าๆของผมเริ่มหายไป ถ้าผมขายบ้านหลังนี้ที่เป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวของผมกับเธอ ความทรงจำผมคงไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้าวันหนึ่งเธอกลับมาผมจะยกบ้านหลังนี้ให้เป็นของเธอกับลูกสาวผม ถ้าผมยังอยู่ถึงวันนั้นนะครับ
ญาติๆต่างว่าผมว่าผมโง่ที่ไปรับเธอกลับมาอีก ตัวผมก็ไม่รู้ว่าผมทำไปทำไม ผมรู้แค่ว่าผมรักเธอก็แค่นั้น มันก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอครับ
อาจมีพิมพ์ผิดบ้างนะครับ พอดีตาผมเหลือมองเห็นแค่ข้างเดียว ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ
ผมโง่อย่างที่ญาติๆบอกหรือเปล่าครับ
มีลูกสาวน่ารักด้วยกันหนึ่งคน ครอบครัวเราอบอุ่นมากครับ ผมเป็นหัวหน้าช่างอยู่ที่บริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่ใหญ่มากๆ เงินเดือนสูงพอสมควรครับ พอที่จะให้แฟนผมอยู่บ้านเลี้ยงลูกเฉยๆได้ ทุกอย่างดูมีความสุขดีครับ จนวันหนึ่งในปี2558 ผมรู้สึกปวดหัวมากจึงไปหาหมอ ผมก็บอกอาการตามที่ตนเองเป็นให้หมอฟัง หมอบอกกับผมว่าสงสัยว่าผมมีสิ่งผิดปรกติอยู่ในสมอง จึงนัดวันที่จะเข้าสแกนสมอง ตอนนั้นผมตกใจพอสมควร แต่ยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับแฟนผม จนถึงวันตรวจผลออกมาว่าพบก้อนเนื้อขนาดเท่าหัวนิ้วโป้งมืออยู่ที่สมองซีกขวา พอกลับบ้านในคืนนั้นผมนั่งนิ่งจนแฟนเริ่มสังเกตุเห็น ผมเลยบอกเรื่องนี้กับแฟน พอเค้ารู้เค้าก็ร้องไห้ใหญ่เลย จนผมต้องบอกว่ามันรักษาได้ ผมผ่านกระบวนการรักษามาหลายวิธี ทั้งทำเคมีควบคู่กับการสายแสง ร่างกายผมเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นคนไม่มีเรี่ยวแรง จากเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็ว กลับกลายเป็นคนเชื่องช้า ช่วงนั้นทางบริษัทให้ผมพักผ่อนเต็มที่ โดยช่วยค่ารักษามาให้ส่วนนึง จนวันนึงแฟนผมบอกว่าตัวเค้าจะไปหางานทำ ไม่งั้นเงินที่เก็บไว้คงหมดแน่ เธอบอกว่าเธอจะเป็นคนดูแลผมเอง ในตอนนั้นสิ่งที่เธอพยายามทำมันทำให้ผมยิ่งรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้นกว่าเดิม เธอได้งานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งบัญชี ตามสายที่เธอจบมา ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ตัวผมเองก็เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยขึ้น อาการมีแค่ทรงตัว จนเมื่อต้นปี2561 อาการผมทรุดหนัก ผลตรวจพบก้อนเนื้อขึ้นซ้ำที่จุดเดิม และยังพบว่าเชื้อมันเข้ากระดูก เงินเก็บทั้งหมดในบ้านมาเทเป็นค่ายาและค่ารักษาผม แฟนผมก็ยังทำงานที่เดิม แต่เธอเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มสนใจโซเซียลทั้งที่แต่ก่อนเธอไม่เคยเล่น เวลาวันหยุดเธอมักจะนั่งเล่นแต่มือถือ จนคืนหนึ่งผมร็สึกปวดหัวจึงลุกขึ้นมาเพื่อจะไปหาน้ำมากินยา มองไปไม่เห็นแฟนผมนอนอยู่ ดูนาฬิกาก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว ผมจึงเดินออกมาเพื่อจะลงไปเอาน้ำที่ชั้นล่าง ผมได้ยินเสียงของแฟนผมอยู่บริเวณโซฟาจึงแอบดู ผมเห็นเธอคุยโทรศัพท์กับผู้ชายคนนึง ดูเธอมีความสุขมากเลย ตั้งแต่อาการป่วยผมกำเริบหนัก ผมไม่ค่อยได้เห็นเธอยิ้มสักเท่าไร ในตอนนั้นแทนที่ผมจะโกรธ ผมกับดีใจที่เธอมีความสุข ผมยืนแอบฟังอยู่นาน จนพอจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้จีบแฟนผม ผมจึงเดินขึ้นไปอยู่บนชั้นพักของบรรไดแล้วแกล้งไอเพื่อให้แฟนผมได้ยิน เธอรีบวิ่งมาดูที่บรไดพอเห็นผมเธอก็ดุว่าลงมาทำไมถ้าล้มลงไปจะทำอย่างไร คืนนั้นผมนอนมองหน้าเธออยู่เกือบทั้งคืน จากคืนนั่นเธอก็ยังแอบลงมาคุยโทรศัพท์ทุกคืน จนเวลาผ่านมาได้เกือบเดือนจนคืนหนึ่งผมได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นชวนเธอไปอยู่ด้วยกัน ผมเดินกลับขึ้นไปนอนบนห้องทบทวนและคิดถึงสิ่งที่ผมจะทำ เช้าวันนั้นผมก็ได้บอกเธอว่าผมรู้เรื่องที่เธอคุยกับผู้ชายแล้ว เธอตกใจมากที่ผมรู้ ดูเธออึดอัดมากครับ ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าจะไปก็ไม่เป็นผมอยู่ได้ ผมมีความสุขมากตลอดเวลาที่เธออยู่ข้างๆ และก็มีความสุขมากเช่นกันที่ได้เห็นเธอกับมายิ้มอีกครั้งเวลาที่คุยกับเค้า ผมไม่เคยเสียใจเลยกับสิ่งที่เกิด เธอกอดผมแล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย เธอบอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนที่ทำงานแต่อยู่คนละแผนก เค้าเป็นคนนิสัยดี เป็นคนตลก เรานั่งคุยกันอยู่นานจนผมถามเธอว่าแล้วจะไปอยู่กับเค้าไหม เธอนิ่งไปอีกครั้ง ผมเลยบอกเธอว่าผมอยู่ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราต้องจากกันอยู่ดี ด้วยสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี่ผมก็พอรู้ตัวว่าผมคงอยู่ได้อีกไม่นาน จากกันวันนี้ในเวลาที่เรายังรู้สึกดีๆต่อกันดีกว่า หลังจากวันนั้นหนึ่งเดือนเธอก็ไปครับ ผมบอกกับลูกสาวว่าแม่ต้องกับไปอยู่ที่บ้าน
ช่วงที่แยกกันไปเธอก็โทรหาผมบ้างหาลูกบ้าง เธอก็บอกว่ายังไม่ได้อยู่กับผู้ชายคนนั้น เพราะเค้าเป็นคนจีนค่อนข้างเคร่งเรื่องพวกนี้ จนเวลาผ่านไปได้เดือนกว่า คืนนึงเธอโทรมาหาผมแล้วก็ร้องไห้ ผมจึงรีบขับรถไปหาเธอที่คอนโด เธอเล่าให้ฟังว่าผู้ชายคนนั้นมีเมียอยู่แล้ว วันนี้เมียเค้ามาด่าเธอที่บริษัท ถ้าผมยังดีอยู่ผมอาจจะไปกระทืบไอ้นั้นแล้ว แต่ในตอนนี้แค่ยืนยังลำบากเลย ผมให้เธอเก็บของและบอกเธอว่ากลับบ้านเรานะ เธอยิ่งร้องไห้ใหญ่เลย คืนนั้นเธอกอดผมแล้วร้องไห้จนหลับ จนตอนเช้าครอบครัวเราก็กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง ความสุขและรอยยิ้มกลับมาสู่ในบ้านอีกครั้ง เหมือนเหตุการณ์เดิมจะกลับมาหาผมอีกครั้ง หลังจากที่ผมรับเธอกลับมา เธอก็เปลี่ยนงานครับไปทำงานอีกที่หนึ่ง แล้วทุกอย่างก็เริ่มเหมือนเดิม ความสุขมันอยู่กับผมได้แค่สามเดือน เธอเริ่มแอบคุยโทรศัพท์เหมือนกับครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้ผมกลับเจ็บ จนผมวูบหมดสติไป มารู้สึกตัวอีกที่ก็อยู่ที่โรงพยาบาล เธอนั่งอยู่ข้างๆผมจับมือผมไว้แน่น จนช่วงบ่ายมีผู้ชายคนหนึ่งนำช่อดอกไม้มาเยียมผม เธอบอกว่าเป็นผู้จัดการสาขาที่เธออยู่ ดูเธอสนิทกับเค้ามากเลย ผมมองดูเธอแล้วน้ำตามันก็ไหลมาเอง จนผมออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน เธอมาบอกผมว่าเธอจะออกไปอยู่ข้างนอก ผมก็บอกเธอว่าไปเถอะ ผมมองดูเธอเก็บเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากบ้านไป ถามว่าผมเสียใจไหมผมเสียใจมากครับ แต่ผมไม่มีแรงที่จะวิ่งตามเธอแล้ว ผมเดินส่งเธอได้แค่นี้แหละครับ คงไปไม่ถึงจุกหมายท่เราเคยฝันกันไว้ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็หลายเดือนแล้วที่เธอจากผมไป ผมยังคิดถึงเธออยู่นะครับ แม่บอกให้ผมขายบ้านที่ผมอยู่กับเธอมาเกือบ10ปี แล้วกลับไปอยู่บ้าน แต่ผมขายมันไม่ได้จริงๆ ทุกวันนี้ความทรงจำเก่าๆของผมเริ่มหายไป ถ้าผมขายบ้านหลังนี้ที่เป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวของผมกับเธอ ความทรงจำผมคงไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้าวันหนึ่งเธอกลับมาผมจะยกบ้านหลังนี้ให้เป็นของเธอกับลูกสาวผม ถ้าผมยังอยู่ถึงวันนั้นนะครับ
ญาติๆต่างว่าผมว่าผมโง่ที่ไปรับเธอกลับมาอีก ตัวผมก็ไม่รู้ว่าผมทำไปทำไม ผมรู้แค่ว่าผมรักเธอก็แค่นั้น มันก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอครับ
อาจมีพิมพ์ผิดบ้างนะครับ พอดีตาผมเหลือมองเห็นแค่ข้างเดียว ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ