ผมไม่เข้าใจว่าการเลือกตั้งที่เรากำลังจะเลือกกันมันถึงกลายเป็นการเลือกกันด้วยความสะใจ
เลือกกันด้วยความสนุกมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ เลือกกันเหมือนทีมฟุตบอลที่เวลาใครชนะก็ได้เยาะเย้ยอีกทีม มันสนุกก็จริงแต่มันก็เหมือนนั่งเก้าอี้โยกได้แต่นั่งโยกสุดท้ายก็อยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน ไม่ใช้แค่เก้าอี้จะไม่ไปไหน ประเทศก็ไม่ไปไหนด้วย ลองทิ้งความโกรธ ทิ้งทิฐิของตัวเองลงบ้างเพื่อที่เราจะได้เห็นอะไรมากขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ใครชนะมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมันก็เหมือนกับทุกๆครั้ง ท้ายที่สุดแล้วประเทศก็ต้องไปต่อไม่ว่าจะนองเลือดสักกี่ครั้ง แต่คำถามที่สำคัญคือมันจะต้องนองเลือดอีกสักกี่ที ประเทศจะต้องชะงักอีกกี่หน เศรษฐกิจจะต้องล่มอีกกี่ครั้ง จากการที่เราทำการประท้วงเพื่อที่เราจะได้มาซึ่งพรรคการเมืองที่เราต้องการ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำแบบเดียวกัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะไม่แทรกแซง แล้วมันก็จะวนอยู่แบบนี้หรือไม่? แล้วเราทำแบบนี้กันมากี่ครั้งแล้ว?
มันไม่มีจริงหรอกครับการเมืองในอุดมคติน่ะ ตราบใดที่โลกของเรายังวุ่นวายอยู่แบบนี้ ตราบใดที่เงินมีค่ามากกว่าความสุข
สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นคือการที่ท่านทั้งหลายออกมาประทวงกันเพียงเพราะว่าผลไม่เป็นอย่างที่ท่านคาด บางทีเราก็ต้องยอมรับว่าโลกนั้นไม่ได้หมุนรอบตัวเรา การที่ท่านจะออกมาประท้วงกันด้วยเหตุผลดังกล่าวมันก็เหมือนกับการที่ท่านจะลดตัวไปเป็นคนที่แพ้แล้วพาล ผมไม่อยากให้ท่านทั้งหลายไปเป็นเครื่องมือหรือหมากตัวหนึงให้กับเกมส์การเมือง
ผมเชื่อว่ากลุ่มผู้ประท้วงเป็นกลุ่มคนดีแต่มันมักจะมีมือที่ 3 เสมอ ไฟจะลุกไหม้เกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ 1.เชื้อเพลิง 2.ออกซิเจน 3.ความร้อน 4.ปฏิกริยาลูกโซ่
เมื่อผู้ชุมนุมฝ่าย1 เจอกับ ผู้ชุมนุมฝ่าย2 ก็ขาดเพียงแค่ความร้อน รอว่าจะมีมือที่3มาก่อเหตุเมื่อใดเท่านั้นเอง เมื่อมือที่3 ก่อเหตุที่เหลือมันก็เป็นปฏิกริยาลูกโซ่แล้วครับ ต่างคนก็ต่างสู้กันเพราะนึกว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ก็คนมันความคิดเห็นไม่ตรงกันแต่แรกแล้วจะอคติใส่กันก็ไม่น่าแปลก
ประชาธิปไตยให้สิทธิเสรีท่านในการทำอะไรก็ได้ การออกมาเรียกร้องมันก็เป็นสิ่งที่ดีและถือเป็นสิทธิอย่างนึง แต่ท่านก็ไม่ควรเบียดเบียนสิทธิของคนอื่นโดยเฉพาะสิทธิของประเทศ
ปากท่านบอกว่ารักชาติแต่สุดท้ายท่านก็รักสิ่งที่ท่านต้องการก่อนเสมอ แต่เราก็ไม่โทษท่านเพราะนั้นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เพราะมันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดและเห็นผลไวที่สุด
การที่ท่านหวังพึ่งพรรคใดพรรคหนึ่งมาแล้วหวังจะทำให้ท่านรวยขึ้นมันคงเป็นไปไม่ได้ มันคงเปรียบได้กับการที่ท่านเป็นแมวแล้วมีคนมาโยนปลาให้ท่าน
ท่านก็จะต้องไปคลอเคลียกับเขาและหวังพึ่งเขาทุกครั้งที่ท่านหิว เพียงแค่ท่านทำเบ็ดสักอันก็คงไม่ต้องหวังพึ่งเขามากนัก แต่ก็อย่างว่าเป็นแมวมาให้ทำเบ็ดมันคงยากแต่มันก็ไม่ได้เป็นไปไม่ได้นี่น่า
ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะ ทุกพรรคการเมืองก็จะได้ที่นั่งในสภาอยู่ดี เพียงแค่ว่ามีสิทธิออกเสียงได้น้อยกว่าเพียงเท่านั้น ปีหน้าฟ้าใหม่ท่านก็ใช้คะแนนเสียงของท่านเลือกกันใหม่เพียงเท่านั้น
สุดท้ายก็ฝากให้ท่านลองคิดกันอีกสักครั้งคิดด้วยความรอบครอบ ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ
ผมไม่ได้หวังอะไรมากจากกระทู้นี้ แล้วผมก็รู้ว่าไม่ถึง 1 อาทิตย์กระทู้นี่ก็จะถูกดันลงไป ผู้คนก็จะลืมสิ่งที่ได้อ่านกันไป แต่มันก็คงจะดีกว่าการที่ผมจะนั่งเฉยๆดูเพื่อนๆในประเทศต้องมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ขอบคุณที่อดทนอ่านกันจนจบครับ...
เมื่อการเมืองเป็นการเลือกเพื่อความสะใจ?
เลือกกันด้วยความสนุกมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ เลือกกันเหมือนทีมฟุตบอลที่เวลาใครชนะก็ได้เยาะเย้ยอีกทีม มันสนุกก็จริงแต่มันก็เหมือนนั่งเก้าอี้โยกได้แต่นั่งโยกสุดท้ายก็อยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน ไม่ใช้แค่เก้าอี้จะไม่ไปไหน ประเทศก็ไม่ไปไหนด้วย ลองทิ้งความโกรธ ทิ้งทิฐิของตัวเองลงบ้างเพื่อที่เราจะได้เห็นอะไรมากขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ใครชนะมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมันก็เหมือนกับทุกๆครั้ง ท้ายที่สุดแล้วประเทศก็ต้องไปต่อไม่ว่าจะนองเลือดสักกี่ครั้ง แต่คำถามที่สำคัญคือมันจะต้องนองเลือดอีกสักกี่ที ประเทศจะต้องชะงักอีกกี่หน เศรษฐกิจจะต้องล่มอีกกี่ครั้ง จากการที่เราทำการประท้วงเพื่อที่เราจะได้มาซึ่งพรรคการเมืองที่เราต้องการ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำแบบเดียวกัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะไม่แทรกแซง แล้วมันก็จะวนอยู่แบบนี้หรือไม่? แล้วเราทำแบบนี้กันมากี่ครั้งแล้ว?
มันไม่มีจริงหรอกครับการเมืองในอุดมคติน่ะ ตราบใดที่โลกของเรายังวุ่นวายอยู่แบบนี้ ตราบใดที่เงินมีค่ามากกว่าความสุข
สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นคือการที่ท่านทั้งหลายออกมาประทวงกันเพียงเพราะว่าผลไม่เป็นอย่างที่ท่านคาด บางทีเราก็ต้องยอมรับว่าโลกนั้นไม่ได้หมุนรอบตัวเรา การที่ท่านจะออกมาประท้วงกันด้วยเหตุผลดังกล่าวมันก็เหมือนกับการที่ท่านจะลดตัวไปเป็นคนที่แพ้แล้วพาล ผมไม่อยากให้ท่านทั้งหลายไปเป็นเครื่องมือหรือหมากตัวหนึงให้กับเกมส์การเมือง
ผมเชื่อว่ากลุ่มผู้ประท้วงเป็นกลุ่มคนดีแต่มันมักจะมีมือที่ 3 เสมอ ไฟจะลุกไหม้เกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ 1.เชื้อเพลิง 2.ออกซิเจน 3.ความร้อน 4.ปฏิกริยาลูกโซ่
เมื่อผู้ชุมนุมฝ่าย1 เจอกับ ผู้ชุมนุมฝ่าย2 ก็ขาดเพียงแค่ความร้อน รอว่าจะมีมือที่3มาก่อเหตุเมื่อใดเท่านั้นเอง เมื่อมือที่3 ก่อเหตุที่เหลือมันก็เป็นปฏิกริยาลูกโซ่แล้วครับ ต่างคนก็ต่างสู้กันเพราะนึกว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ก็คนมันความคิดเห็นไม่ตรงกันแต่แรกแล้วจะอคติใส่กันก็ไม่น่าแปลก
ประชาธิปไตยให้สิทธิเสรีท่านในการทำอะไรก็ได้ การออกมาเรียกร้องมันก็เป็นสิ่งที่ดีและถือเป็นสิทธิอย่างนึง แต่ท่านก็ไม่ควรเบียดเบียนสิทธิของคนอื่นโดยเฉพาะสิทธิของประเทศ
ปากท่านบอกว่ารักชาติแต่สุดท้ายท่านก็รักสิ่งที่ท่านต้องการก่อนเสมอ แต่เราก็ไม่โทษท่านเพราะนั้นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เพราะมันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดและเห็นผลไวที่สุด
การที่ท่านหวังพึ่งพรรคใดพรรคหนึ่งมาแล้วหวังจะทำให้ท่านรวยขึ้นมันคงเป็นไปไม่ได้ มันคงเปรียบได้กับการที่ท่านเป็นแมวแล้วมีคนมาโยนปลาให้ท่าน
ท่านก็จะต้องไปคลอเคลียกับเขาและหวังพึ่งเขาทุกครั้งที่ท่านหิว เพียงแค่ท่านทำเบ็ดสักอันก็คงไม่ต้องหวังพึ่งเขามากนัก แต่ก็อย่างว่าเป็นแมวมาให้ทำเบ็ดมันคงยากแต่มันก็ไม่ได้เป็นไปไม่ได้นี่น่า
ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะ ทุกพรรคการเมืองก็จะได้ที่นั่งในสภาอยู่ดี เพียงแค่ว่ามีสิทธิออกเสียงได้น้อยกว่าเพียงเท่านั้น ปีหน้าฟ้าใหม่ท่านก็ใช้คะแนนเสียงของท่านเลือกกันใหม่เพียงเท่านั้น
สุดท้ายก็ฝากให้ท่านลองคิดกันอีกสักครั้งคิดด้วยความรอบครอบ ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ
ผมไม่ได้หวังอะไรมากจากกระทู้นี้ แล้วผมก็รู้ว่าไม่ถึง 1 อาทิตย์กระทู้นี่ก็จะถูกดันลงไป ผู้คนก็จะลืมสิ่งที่ได้อ่านกันไป แต่มันก็คงจะดีกว่าการที่ผมจะนั่งเฉยๆดูเพื่อนๆในประเทศต้องมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ขอบคุณที่อดทนอ่านกันจนจบครับ...