บันเทิงคดีวายในฐานะปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัย


ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันงานบันเทิงคดีวายได้คืบคลานเข้ามาสู่วงการวรรณกรรมของไทยแล้ว  นวนิยายวายที่นักอ่านผู้ใหญ่มองว่าเป็นงานเขียนที่ไร้คุณค่าไม่คู่ควรแก่การอ่านนั้น  แต่นิยายวายกลับได้ยึดหัวหาดครองใจคนที่เป็นนักอ่านรุ่นใหม่ได้สำเร็จ  ครอบครองคนอ่านเพื่อปูทางไปสร้างเป็นกระแสวัฒนธรรมวายรูปแบบใหม่ในกลุ่มวัยรุ่น  เรียกว่าเราไม่สามารถปิดกั้นหรือเขี่ยให้งานวายพ้นออกจากเส้นทางวรรณกรรมได้  ดังนั้นเราจึงควรเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับและเข้าใจมันดีกว่า

นิยายวายคืออะไร?  มีที่มาจากไหน?  มีลักษณะอย่างไร? ดีหรือเลวอย่างไร?  เรามาฟังข้อมูลความรู้ในเชิงวิชาการจากนักวรรณกรรมผู้ที่สนใจ , ศึกษาและหลงใหลในงานวายอย่างถ่องแท้  รองศาสตราจารย์ ดร.นัทธนัย  ประสานนาม  ภาควิชาวรรณคดี  คณะมนุษย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บันเทิงคดีวายในฐานะปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัย” ที่จัดขึ้นโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562  เวลา 13.00 – 15.30 น.  ณ ห้องหนังสือประเทศไทย  ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ  ท่าวาสุกรี



(หมายเหตุ ... สำหรับรายละเอียดจากการบรรยายในครั้งนี้  ผมเก็บประเด็นที่อาจารย์นัทธนัยพูดคุยบนเวทีมาเพียงบางส่วน โดยตัดเอามาเฉพาะประเด็นที่จะพออธิบายให้เห็นภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับนิยายวาย  ผมได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนเพื่อเรียบเรียงขึ้นใหม่  โดยผมไม่ได้เก็บทุกคำพูดของอาจารย์นัทธนัยที่พูดบนเวที , ไม่ได้เก็บทุกประเด็น  ดังนั้นถ้ามีรายละเอียดส่วนใดหรือข้อมูลใดที่คลาดเคลื่อนหรือผิดไปจากที่ท่านอาจารย์พูดไว้  ผมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)


-จริงๆ แล้วปรากฏการณ์บันเทิงคดีวาย อาจจะเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยในหลายเหตุการณ์ก็ได้  โดยอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางวิชาการ เป็นทั้งปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม  เป็นทั้งปรากฏการณ์ในเชิงอุดมการณ์  เป็นทั้งปรากฏการณ์ในสื่อ และเป็นทั้งปรากฏการณ์ในการอ่านด้วย

-ถามว่านิยายวายทำไมต้องเป็นปราฏการณ์การอ่าน ก็เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ที่การอ่านก่อนที่จะขยายตัวไปสู่พื้นที่อื่นหรือแพล็ตฟอร์มอื่น  ณ ปัจจุบันนี้เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่เจอวาย  ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม

-ดูจากภาพเปิดกระทู้(ภาพบนสุด)  ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายโดยแฟนคลับของเตกับนิว  เตกับนิวเป็นนักแสดงของบริษัทจีเอ็มเอ็มฯ  สิ่งที่สำคัญก็คือพื้นที่ที่ภาพนี้ถูกถ่ายคืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  ถ้าเราเพ่งมองจะเห็นว่าฉากด้านหลังของทั้งสองคนนี้เขียนว่า ever Y  ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เรื่องวาย  สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองคนนี้เป็นนักแสดงซีรีย์วายที่ดัดแปลงจากนวนิยายวายที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นี้   จะเห็นว่าในงานสัปดาห์หนังสือซึ่งเป็นพื้นที่ของนวนิยายเรื่องนี้นำเอานักแสดงที่แสดงซีรีย์มาโปรโมทหนังสือ  ซึ่งเรื่องที่ทั้งสองคนเล่นกันคือนวนิยายเรื่องบลูคิส   ทั้งสองคนนี้เป็นคู่เอกคู่หนึ่งที่อยู๋ในจักรวาลของเรื่องนั้น   ในซีรีย์ที่ชื่อเรื่อง คิสมีอะเกน – จูบฉันอีกครั้ง  Kiss me again

-ในภาพที่เห็นทั้งสองคนนี้ไม่ได้จูบกันจริงๆ  แต่เขากำลังเล่นเกมส์กินป๊อกกี้ (Pocky Game) ที่ต้องกัดแท่งป๊อกกี้จากทั้งสองด้านพร้อมๆ กัน จนกระทั่งปากของทั้งสองคนเกือบจะชนกัน  ซึ่งเกมส์กินป๊อกกี้นี้จะพบว่านักร้องเกาหลีเวลาไปออกรายการโทรทัศน์เขามักจะเล่นเกมส์กินป๊อกกี้กัน

-ดังนั้นในภาพนี้ภาพเดียวจะเห็นได้ว่า  มีการหลอมรวมกันของวัฒนธรรมเคป๊อปแบบเกาหลี รวมกับวัฒนธรรมบันเทิงในแบบของเราเอง ในขณะเดียวกันมันเป็นพื้นที่ของงานหนังสือที่มีนวนิยายวายขายด้วย  ดังนั้นภาพนี้จึงเป็นตัวแทนของบันเทิงคดีวายที่เป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี



-ที่บอกว่าทำไมเรื่องวายมันไปอยู่ในทุกพื้นที่  จะเห็นได้จากภาพที่ยกตัวอย่างมาให้ดูข้างบนนี้  ในภาพเป็นสเตชั่นของใครคนหนึ่งที่เขียนถึงนักการเมืองคู่หนึ่ง โดยเป็นปฏิกริยาของใครบางคนที่ไม่ได้พูดเรื่องนโยบายหรือสนใจเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น  แต่เขาแอบจับคู่สร้างความสัมพันธ์วายให้แก่คนคู่นี้

-คำศัพท์ว่า “ลงเรือ” เป็นคำศัพท์หมายถึงการจับคู่  จับคู่คนที่อาจจะไม่ได้คู่กันในชีวิตจริงจะเรียกว่าลงเรือ  โดยคำว่าลงเรือมาจากคำว่า Ship  ที่แปลว่าเรือ  โดยคำว่า Ship ก็แผลงมาจากคำว่า Relationship  ที่แปลว่าความสัมพันธ์   วิธีการแปลงคำแบบนี้มันคือจักรวาลของวาย

-ในบ้านของเรามีวัฒนธรรมคู่จิ้น  ที่เกิดมาจากอิทธิพลของละครโทรทัศน์ที่เป็นชายกับหญิงหรือชายกับชาย  อย่างเช่น ญาญ่ากับณเดชน์ก็เป็นคู่จิ้นกัน  แล้วมีวัฒนธรรมหนึ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นมาในมหาวิทยาลัย เป็นการจับคู่คิ้วบอยหรือเซ็กซี่บอยขึ้นมา

-ขอยกตัวอย่างเบดี้คิ้วคู่นี้ เบสกับคริส นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ทั้งสองคนนี้เล่นในบทรองของซีรีย์วายชุด “บังเอิญรัก”  ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่ามันมีวัฒนธรรมแบบนี้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เฉลิมฉลองความสวยงามและความเยาว์วัย  โดยมันสัมพันธ์กับมิติบางอย่างของวัฒนธรรมวาย

-การที่มันมีวัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้น (คิ้วบอยในมหาวิทยาลัย) ซึ่งเกิดขึ้นนอกพื้นที่งานวรรณกรรมมันแสดงให้เห็นว่ามันกำลังส่งเสียงสะท้อนอะไรบางอย่างหรือไม่?  มันทำให้เราตั้งข้อสังเกตได้ว่าทำไมเรื่องวายมันถูกเสพอย่างกว้างขวาง?  พอคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกอินมากๆ จนทำให้มันลามไปถึงพื้นที่อื่นๆ ด้วย



-ความหมายของคำว่ายาโออิ yaoi มาจากนวนิยายโรมานซ์ที่เป็นนิยายรัก  เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย  ประเภทงานเขียนที่เกี่ยวข้องก็คือ shonenai , yuri (เน้นหญิงกับหญิง)  

-ส่วนใหญ่แล้วมันจะเขียนโดยผู้หญิงแล้วคนอ่านก็จะเป็นผู้หญิง   เป็นการเขียนเรื่องชายรักชายโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง

-คำนิยามของยาโออิ คือเรื่องที่มีลักษณะของพล็อตซึ่งไม่มีเนื้อหา  อ่านแล้วไปเรื่อยๆ  ไม่ได้ตื่นเต้นแบบน่าประหลาดใจหรือไม่ได้มีความขัดแย้งที่ชัดเจนก็ขึ้นในเรื่อง  แต่ปัจจุบันนี้งานวายหรือยาโออิไม่ค่อยจะตรงตามที่กล่าวมาสักเท่าไหร่แล้ว

-ยาโออิเป็นเรื่องที่ส่อให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

-ตัวละครที่อยู่ในเรื่องจะมี 2 กลุ่มคือฝ่ายที่เรียกว่าพระเอก/ฝ่ายรุก ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เซเมะ “seme”  อีกฝ่ายเรียกว่า ยูเคะ “uke”  นายเอก/ฝ่ายรับ เพราะเป็นผู้ชาย  เป็นศัพท์เฉพาะในวัฒนธรรมวาย  โดยเรื่องวายของไทยชอบเอาคำพวกนี้มาบิดหรือมาแปลงให้เป็นภาษาของตัวเอง  ยกตัวอย่างเช่น  ซีรีย์วายเรื่อง “นายในฝัน” เป็นต้น

-ในเรื่องยาโออิทั้งที่เป็นการ์ตูนมังงะหรือเป็นนวนิยายเป็นหนังสือเล่ม จะมีฉากที่เรียกว่า NC 17  เป็นคำของสมาคมเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของอเมริกาที่กำหนดเรทอายุผู้ชม  ซึ่งถ้าเทียบกับของไทยก็คือ 18+ แสดงว่าเป็นเรื่องที่ออกจะมีฉากโป๊เปลือย  ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หนังสือพวกนี้ถูกเซ็นเซอร์ และเป็นประเด็นที่มักจะถูกโจมตีว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าเพราะเอาเรื่องพวกนี้มาขาย



-วิธีสังเกตว่าใครเป็นพระเอกใครเป็นนายเอกในเรื่องวายจะรู้ได้อย่างไร?  ดูได้จากลักษณะว่าใครดูเป็นผู้ชายมากว่าก็เป็นพระเอก  ใครสูงกว่าก็เป็นพระเอก คนที่ใส่แว่นดูตาแบ๊วก็จะเป็นนายเอก คนที่ถูกกอดก็จะเป็นนายเอก ฯลฯ โดยจะมีลักษณะอย่างอื่นที่ทำให้คนอ่านสังเกตได้เช่น สีผิว ส่วนสูง ลักษณะการวาดลูกตา ฯลฯ  โดยลักษณะพวกนี้เอามาจากญี่ปู่นที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องพวกนี้

-นิยายวายของไทยเป็นขนบที่เรายืมมาจากญี่ปุ่น ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นของไทยเราเอง



-ความจำเป็นที่เราหยิบเรื่องนิยายวายนี้มาพูด  ก็เพราะว่ามันยังเป็นเรื่องที่อยู่นอกสายตาในหลายพื้นที่   ดังนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าความสนใจของคนอ่านมันขยายออกไปจากกรอบเดิมที่มันมีอยู่   ปัญหาของการศึกษาการอ่านวรรณกรรมร่วมสมัยก็คือ  แต่เดิมการอ่านคือการอ่านเพื่อหาความงดงามในการอ่าน เป็นการอ่านตัวบท (text) เป็นการอ่านอย่างละเอียด (close reading) อ่านเพื่อหาอุปมาอุปลักษณ์ต่างๆ ให้หาเสียงเสนาะ ให้หาน้ำเสียงในสิ่งที่อ่าน  ให้หาเจตนาของผู้เขียน ฯลฯ  เน้นการอ่านแบบเชื่อมโยงกับตัวบทอย่างเคร่งครัด

-การอ่านแบบเชื่อมโยงตัวบทอย่างเคร่งครัดนี้จะเจอตัวอย่างเช่น ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน”  เขาจะบอกว่าสี่แผ่นดินเป็นภาพสะท้อนสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5  แต่มันใช่หรือไม่?  ในเมื่อสี่แผ่นดินเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2494  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ของปี 2494  ดังนั้นจึงบอกได้ว่างานวรรณกรรมมันไม่ใช่กระจกสะท้อนที่แท้จริงอีกแล้วในความหมายนี้

-เน้นศึกษาตัวบทที่เขียนด้วยภาษาต้นฉบับมากกว่างานแปล  ประเด็นนี้จะทำให้ปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัยมันแคบลงไป  เนื่องจากงานตัวบทที่มันคุณค่า  งานตัวบทที่อยู่ในทำเนียบวรรณกรรมอย่างเช่น “พระอภัยมณี” , “ขุนช้างขุนแผน” ฯลฯ หรืองานนวนิยาย เช่น “ลูกอีสาน” , “น้ำพุ” ฯลฯ   ดังนั้นงานแนววายจึงไม่ได้รับการสนใจแบบเน้นตัวบทในประเด็นนี้สักเท่าไหร่

-มุ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับผู้อ่าน  โดยให้ความสนใจเล็กน้อยต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์   จริงๆ แล้วรสนิยมในการอ่านของผู้คนไม่อาจจะแยกขาดออกจากอุตสาหกรรมหนังสือได้  

-มีกลุ่มคนอยู่จำนวนหนึ่งที่คิดถึงเรื่องวายอย่างซีเรียส  ซึ่งเป็นนักวิชาการทางวรรณกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยศึกษางานบันเทิงคดีวายทำเป็นงานวิจัยทางวิชาการมีดังนี้ (ตามรูปภาพด้านล่างนี้)







-นักประพันธ์ที่แสดงโดยนัยในตัวบท  หมายความว่าในฐานะที่เราเป็นคนอ่าน  ในเวลาที่เราอ่านหนังสืออยู่เราจะรู้ว่าเรากำลังอ่านหนังสือของใคร  เราจะสำนึกได้ว่าเราอ่านเรื่องของใครอยู่  ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังอ่านงานของทมยันตรีอยู่  แม้ว่าเราลบชื่อทมยันตรีออกไปแล้วก็ตาม  แต่เมื่อเราอ่านแล้วไปเจอบทร้อยกรองแทรกอยู่ในเรื่อง  เราก็จะคิดถึงชื่อทมยันตรีขึ้นมาทันที  เพราะเราเคอยอ่านงานของทมยันตรีที่มีร้อยกรองแทรกอยู่แบบนี้เหมือนกัน  

-นักประพันธ์ในฐานะบุคคลสาธารณะ  อย่างเช่นนักเขียนที่ไปแจกลายเซ็น  นักประพันธ์ที่ออกงานอีเว้นท์ หรือนักประพันธ์ที่ออกสื่อในทีวี  

-บางครั้งเวลาที่เราอ่านเรื่องวาย  เราก็ไม่รู้สึกว่านักเขียนเป็นเด็กผู้หญิงอายุเท่าไหร่  เพราะเขาแสดงในตัวบทอยู่แล้ว  แต่เวลาเราเห็นหน้าจริงของนักเขียนแล้วเราจะตกใจคิดว่าเธอจะเขียนเรื่องแบบนี้ได้ด้วยเหรอ

พาพันชอบพาพันขยันพาพันยิ้ม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่