
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันงานบันเทิงคดีวายได้คืบคลานเข้ามาสู่วงการวรรณกรรมของไทยแล้ว นวนิยายวายที่นักอ่านผู้ใหญ่มองว่าเป็นงานเขียนที่ไร้คุณค่าไม่คู่ควรแก่การอ่านนั้น แต่นิยายวายกลับได้ยึดหัวหาดครองใจคนที่เป็นนักอ่านรุ่นใหม่ได้สำเร็จ ครอบครองคนอ่านเพื่อปูทางไปสร้างเป็นกระแสวัฒนธรรมวายรูปแบบใหม่ในกลุ่มวัยรุ่น เรียกว่าเราไม่สามารถปิดกั้นหรือเขี่ยให้งานวายพ้นออกจากเส้นทางวรรณกรรมได้ ดังนั้นเราจึงควรเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับและเข้าใจมันดีกว่า
นิยายวายคืออะไร? มีที่มาจากไหน? มีลักษณะอย่างไร? ดีหรือเลวอย่างไร? เรามาฟังข้อมูลความรู้ในเชิงวิชาการจากนักวรรณกรรมผู้ที่สนใจ , ศึกษาและหลงใหลในงานวายอย่างถ่องแท้ รองศาสตราจารย์ ดร.นัทธนัย ประสานนาม ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บันเทิงคดีวายในฐานะปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัย” ที่จัดขึ้นโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 13.00 – 15.30 น. ณ ห้องหนังสือประเทศไทย ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี
(หมายเหตุ ... สำหรับรายละเอียดจากการบรรยายในครั้งนี้ ผมเก็บประเด็นที่อาจารย์นัทธนัยพูดคุยบนเวทีมาเพียงบางส่วน โดยตัดเอามาเฉพาะประเด็นที่จะพออธิบายให้เห็นภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับนิยายวาย ผมได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนเพื่อเรียบเรียงขึ้นใหม่ โดยผมไม่ได้เก็บทุกคำพูดของอาจารย์นัทธนัยที่พูดบนเวที , ไม่ได้เก็บทุกประเด็น ดังนั้นถ้ามีรายละเอียดส่วนใดหรือข้อมูลใดที่คลาดเคลื่อนหรือผิดไปจากที่ท่านอาจารย์พูดไว้ ผมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

-จริงๆ แล้วปรากฏการณ์บันเทิงคดีวาย อาจจะเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยในหลายเหตุการณ์ก็ได้ โดยอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางวิชาการ เป็นทั้งปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม เป็นทั้งปรากฏการณ์ในเชิงอุดมการณ์ เป็นทั้งปรากฏการณ์ในสื่อ และเป็นทั้งปรากฏการณ์ในการอ่านด้วย
-ถามว่านิยายวายทำไมต้องเป็นปราฏการณ์การอ่าน ก็เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ที่การอ่านก่อนที่จะขยายตัวไปสู่พื้นที่อื่นหรือแพล็ตฟอร์มอื่น ณ ปัจจุบันนี้เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่เจอวาย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม
-ดูจากภาพเปิดกระทู้(ภาพบนสุด) ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายโดยแฟนคลับของเตกับนิว เตกับนิวเป็นนักแสดงของบริษัทจีเอ็มเอ็มฯ สิ่งที่สำคัญก็คือพื้นที่ที่ภาพนี้ถูกถ่ายคืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ถ้าเราเพ่งมองจะเห็นว่าฉากด้านหลังของทั้งสองคนนี้เขียนว่า ever Y ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เรื่องวาย สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองคนนี้เป็นนักแสดงซีรีย์วายที่ดัดแปลงจากนวนิยายวายที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นี้ จะเห็นว่าในงานสัปดาห์หนังสือซึ่งเป็นพื้นที่ของนวนิยายเรื่องนี้นำเอานักแสดงที่แสดงซีรีย์มาโปรโมทหนังสือ ซึ่งเรื่องที่ทั้งสองคนเล่นกันคือนวนิยายเรื่องบลูคิส ทั้งสองคนนี้เป็นคู่เอกคู่หนึ่งที่อยู๋ในจักรวาลของเรื่องนั้น ในซีรีย์ที่ชื่อเรื่อง คิสมีอะเกน – จูบฉันอีกครั้ง Kiss me again
-ในภาพที่เห็นทั้งสองคนนี้ไม่ได้จูบกันจริงๆ แต่เขากำลังเล่นเกมส์กินป๊อกกี้ (Pocky Game) ที่ต้องกัดแท่งป๊อกกี้จากทั้งสองด้านพร้อมๆ กัน จนกระทั่งปากของทั้งสองคนเกือบจะชนกัน ซึ่งเกมส์กินป๊อกกี้นี้จะพบว่านักร้องเกาหลีเวลาไปออกรายการโทรทัศน์เขามักจะเล่นเกมส์กินป๊อกกี้กัน
-ดังนั้นในภาพนี้ภาพเดียวจะเห็นได้ว่า มีการหลอมรวมกันของวัฒนธรรมเคป๊อปแบบเกาหลี รวมกับวัฒนธรรมบันเทิงในแบบของเราเอง ในขณะเดียวกันมันเป็นพื้นที่ของงานหนังสือที่มีนวนิยายวายขายด้วย ดังนั้นภาพนี้จึงเป็นตัวแทนของบันเทิงคดีวายที่เป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

-ที่บอกว่าทำไมเรื่องวายมันไปอยู่ในทุกพื้นที่ จะเห็นได้จากภาพที่ยกตัวอย่างมาให้ดูข้างบนนี้ ในภาพเป็นสเตชั่นของใครคนหนึ่งที่เขียนถึงนักการเมืองคู่หนึ่ง โดยเป็นปฏิกริยาของใครบางคนที่ไม่ได้พูดเรื่องนโยบายหรือสนใจเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แต่เขาแอบจับคู่สร้างความสัมพันธ์วายให้แก่คนคู่นี้
-คำศัพท์ว่า “ลงเรือ” เป็นคำศัพท์หมายถึงการจับคู่ จับคู่คนที่อาจจะไม่ได้คู่กันในชีวิตจริงจะเรียกว่าลงเรือ โดยคำว่าลงเรือมาจากคำว่า Ship ที่แปลว่าเรือ โดยคำว่า Ship ก็แผลงมาจากคำว่า Relationship ที่แปลว่าความสัมพันธ์ วิธีการแปลงคำแบบนี้มันคือจักรวาลของวาย
-ในบ้านของเรามีวัฒนธรรมคู่จิ้น ที่เกิดมาจากอิทธิพลของละครโทรทัศน์ที่เป็นชายกับหญิงหรือชายกับชาย อย่างเช่น ญาญ่ากับณเดชน์ก็เป็นคู่จิ้นกัน แล้วมีวัฒนธรรมหนึ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นมาในมหาวิทยาลัย เป็นการจับคู่คิ้วบอยหรือเซ็กซี่บอยขึ้นมา
-ขอยกตัวอย่างเบดี้คิ้วคู่นี้ เบสกับคริส นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งสองคนนี้เล่นในบทรองของซีรีย์วายชุด “บังเอิญรัก” ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่ามันมีวัฒนธรรมแบบนี้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เฉลิมฉลองความสวยงามและความเยาว์วัย โดยมันสัมพันธ์กับมิติบางอย่างของวัฒนธรรมวาย
-การที่มันมีวัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้น (คิ้วบอยในมหาวิทยาลัย) ซึ่งเกิดขึ้นนอกพื้นที่งานวรรณกรรมมันแสดงให้เห็นว่ามันกำลังส่งเสียงสะท้อนอะไรบางอย่างหรือไม่? มันทำให้เราตั้งข้อสังเกตได้ว่าทำไมเรื่องวายมันถูกเสพอย่างกว้างขวาง? พอคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกอินมากๆ จนทำให้มันลามไปถึงพื้นที่อื่นๆ ด้วย

-ความหมายของคำว่ายาโออิ yaoi มาจากนวนิยายโรมานซ์ที่เป็นนิยายรัก เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ประเภทงานเขียนที่เกี่ยวข้องก็คือ shonenai , yuri (เน้นหญิงกับหญิง)
-ส่วนใหญ่แล้วมันจะเขียนโดยผู้หญิงแล้วคนอ่านก็จะเป็นผู้หญิง เป็นการเขียนเรื่องชายรักชายโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง
-คำนิยามของยาโออิ คือเรื่องที่มีลักษณะของพล็อตซึ่งไม่มีเนื้อหา อ่านแล้วไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นแบบน่าประหลาดใจหรือไม่ได้มีความขัดแย้งที่ชัดเจนก็ขึ้นในเรื่อง แต่ปัจจุบันนี้งานวายหรือยาโออิไม่ค่อยจะตรงตามที่กล่าวมาสักเท่าไหร่แล้ว
-ยาโออิเป็นเรื่องที่ส่อให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
-ตัวละครที่อยู่ในเรื่องจะมี 2 กลุ่มคือฝ่ายที่เรียกว่าพระเอก/ฝ่ายรุก ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เซเมะ “seme” อีกฝ่ายเรียกว่า ยูเคะ “uke” นายเอก/ฝ่ายรับ เพราะเป็นผู้ชาย เป็นศัพท์เฉพาะในวัฒนธรรมวาย โดยเรื่องวายของไทยชอบเอาคำพวกนี้มาบิดหรือมาแปลงให้เป็นภาษาของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ซีรีย์วายเรื่อง “นายในฝัน” เป็นต้น
-ในเรื่องยาโออิทั้งที่เป็นการ์ตูนมังงะหรือเป็นนวนิยายเป็นหนังสือเล่ม จะมีฉากที่เรียกว่า NC 17 เป็นคำของสมาคมเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของอเมริกาที่กำหนดเรทอายุผู้ชม ซึ่งถ้าเทียบกับของไทยก็คือ 18+ แสดงว่าเป็นเรื่องที่ออกจะมีฉากโป๊เปลือย ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หนังสือพวกนี้ถูกเซ็นเซอร์ และเป็นประเด็นที่มักจะถูกโจมตีว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าเพราะเอาเรื่องพวกนี้มาขาย

-วิธีสังเกตว่าใครเป็นพระเอกใครเป็นนายเอกในเรื่องวายจะรู้ได้อย่างไร? ดูได้จากลักษณะว่าใครดูเป็นผู้ชายมากว่าก็เป็นพระเอก ใครสูงกว่าก็เป็นพระเอก คนที่ใส่แว่นดูตาแบ๊วก็จะเป็นนายเอก คนที่ถูกกอดก็จะเป็นนายเอก ฯลฯ โดยจะมีลักษณะอย่างอื่นที่ทำให้คนอ่านสังเกตได้เช่น สีผิว ส่วนสูง ลักษณะการวาดลูกตา ฯลฯ โดยลักษณะพวกนี้เอามาจากญี่ปู่นที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องพวกนี้
-นิยายวายของไทยเป็นขนบที่เรายืมมาจากญี่ปุ่น ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นของไทยเราเอง

-ความจำเป็นที่เราหยิบเรื่องนิยายวายนี้มาพูด ก็เพราะว่ามันยังเป็นเรื่องที่อยู่นอกสายตาในหลายพื้นที่ ดังนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าความสนใจของคนอ่านมันขยายออกไปจากกรอบเดิมที่มันมีอยู่ ปัญหาของการศึกษาการอ่านวรรณกรรมร่วมสมัยก็คือ แต่เดิมการอ่านคือการอ่านเพื่อหาความงดงามในการอ่าน เป็นการอ่านตัวบท (text) เป็นการอ่านอย่างละเอียด (close reading) อ่านเพื่อหาอุปมาอุปลักษณ์ต่างๆ ให้หาเสียงเสนาะ ให้หาน้ำเสียงในสิ่งที่อ่าน ให้หาเจตนาของผู้เขียน ฯลฯ เน้นการอ่านแบบเชื่อมโยงกับตัวบทอย่างเคร่งครัด
-การอ่านแบบเชื่อมโยงตัวบทอย่างเคร่งครัดนี้จะเจอตัวอย่างเช่น ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” เขาจะบอกว่าสี่แผ่นดินเป็นภาพสะท้อนสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่มันใช่หรือไม่? ในเมื่อสี่แผ่นดินเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2494 ดังนั้นจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ของปี 2494 ดังนั้นจึงบอกได้ว่างานวรรณกรรมมันไม่ใช่กระจกสะท้อนที่แท้จริงอีกแล้วในความหมายนี้
-เน้นศึกษาตัวบทที่เขียนด้วยภาษาต้นฉบับมากกว่างานแปล ประเด็นนี้จะทำให้ปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัยมันแคบลงไป เนื่องจากงานตัวบทที่มันคุณค่า งานตัวบทที่อยู่ในทำเนียบวรรณกรรมอย่างเช่น “พระอภัยมณี” , “ขุนช้างขุนแผน” ฯลฯ หรืองานนวนิยาย เช่น “ลูกอีสาน” , “น้ำพุ” ฯลฯ ดังนั้นงานแนววายจึงไม่ได้รับการสนใจแบบเน้นตัวบทในประเด็นนี้สักเท่าไหร่
-มุ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับผู้อ่าน โดยให้ความสนใจเล็กน้อยต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์ จริงๆ แล้วรสนิยมในการอ่านของผู้คนไม่อาจจะแยกขาดออกจากอุตสาหกรรมหนังสือได้
-มีกลุ่มคนอยู่จำนวนหนึ่งที่คิดถึงเรื่องวายอย่างซีเรียส ซึ่งเป็นนักวิชาการทางวรรณกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยศึกษางานบันเทิงคดีวายทำเป็นงานวิจัยทางวิชาการมีดังนี้ (ตามรูปภาพด้านล่างนี้)

-นักประพันธ์ที่แสดงโดยนัยในตัวบท หมายความว่าในฐานะที่เราเป็นคนอ่าน ในเวลาที่เราอ่านหนังสืออยู่เราจะรู้ว่าเรากำลังอ่านหนังสือของใคร เราจะสำนึกได้ว่าเราอ่านเรื่องของใครอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังอ่านงานของทมยันตรีอยู่ แม้ว่าเราลบชื่อทมยันตรีออกไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อเราอ่านแล้วไปเจอบทร้อยกรองแทรกอยู่ในเรื่อง เราก็จะคิดถึงชื่อทมยันตรีขึ้นมาทันที เพราะเราเคอยอ่านงานของทมยันตรีที่มีร้อยกรองแทรกอยู่แบบนี้เหมือนกัน
-นักประพันธ์ในฐานะบุคคลสาธารณะ อย่างเช่นนักเขียนที่ไปแจกลายเซ็น นักประพันธ์ที่ออกงานอีเว้นท์ หรือนักประพันธ์ที่ออกสื่อในทีวี
-บางครั้งเวลาที่เราอ่านเรื่องวาย เราก็ไม่รู้สึกว่านักเขียนเป็นเด็กผู้หญิงอายุเท่าไหร่ เพราะเขาแสดงในตัวบทอยู่แล้ว แต่เวลาเราเห็นหน้าจริงของนักเขียนแล้วเราจะตกใจคิดว่าเธอจะเขียนเรื่องแบบนี้ได้ด้วยเหรอ


บันเทิงคดีวายในฐานะปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันงานบันเทิงคดีวายได้คืบคลานเข้ามาสู่วงการวรรณกรรมของไทยแล้ว นวนิยายวายที่นักอ่านผู้ใหญ่มองว่าเป็นงานเขียนที่ไร้คุณค่าไม่คู่ควรแก่การอ่านนั้น แต่นิยายวายกลับได้ยึดหัวหาดครองใจคนที่เป็นนักอ่านรุ่นใหม่ได้สำเร็จ ครอบครองคนอ่านเพื่อปูทางไปสร้างเป็นกระแสวัฒนธรรมวายรูปแบบใหม่ในกลุ่มวัยรุ่น เรียกว่าเราไม่สามารถปิดกั้นหรือเขี่ยให้งานวายพ้นออกจากเส้นทางวรรณกรรมได้ ดังนั้นเราจึงควรเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับและเข้าใจมันดีกว่า
นิยายวายคืออะไร? มีที่มาจากไหน? มีลักษณะอย่างไร? ดีหรือเลวอย่างไร? เรามาฟังข้อมูลความรู้ในเชิงวิชาการจากนักวรรณกรรมผู้ที่สนใจ , ศึกษาและหลงใหลในงานวายอย่างถ่องแท้ รองศาสตราจารย์ ดร.นัทธนัย ประสานนาม ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บันเทิงคดีวายในฐานะปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัย” ที่จัดขึ้นโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 13.00 – 15.30 น. ณ ห้องหนังสือประเทศไทย ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี
(หมายเหตุ ... สำหรับรายละเอียดจากการบรรยายในครั้งนี้ ผมเก็บประเด็นที่อาจารย์นัทธนัยพูดคุยบนเวทีมาเพียงบางส่วน โดยตัดเอามาเฉพาะประเด็นที่จะพออธิบายให้เห็นภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับนิยายวาย ผมได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนเพื่อเรียบเรียงขึ้นใหม่ โดยผมไม่ได้เก็บทุกคำพูดของอาจารย์นัทธนัยที่พูดบนเวที , ไม่ได้เก็บทุกประเด็น ดังนั้นถ้ามีรายละเอียดส่วนใดหรือข้อมูลใดที่คลาดเคลื่อนหรือผิดไปจากที่ท่านอาจารย์พูดไว้ ผมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
-จริงๆ แล้วปรากฏการณ์บันเทิงคดีวาย อาจจะเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยในหลายเหตุการณ์ก็ได้ โดยอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางวิชาการ เป็นทั้งปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม เป็นทั้งปรากฏการณ์ในเชิงอุดมการณ์ เป็นทั้งปรากฏการณ์ในสื่อ และเป็นทั้งปรากฏการณ์ในการอ่านด้วย
-ถามว่านิยายวายทำไมต้องเป็นปราฏการณ์การอ่าน ก็เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ที่การอ่านก่อนที่จะขยายตัวไปสู่พื้นที่อื่นหรือแพล็ตฟอร์มอื่น ณ ปัจจุบันนี้เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่เจอวาย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม
-ดูจากภาพเปิดกระทู้(ภาพบนสุด) ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายโดยแฟนคลับของเตกับนิว เตกับนิวเป็นนักแสดงของบริษัทจีเอ็มเอ็มฯ สิ่งที่สำคัญก็คือพื้นที่ที่ภาพนี้ถูกถ่ายคืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ถ้าเราเพ่งมองจะเห็นว่าฉากด้านหลังของทั้งสองคนนี้เขียนว่า ever Y ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เรื่องวาย สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองคนนี้เป็นนักแสดงซีรีย์วายที่ดัดแปลงจากนวนิยายวายที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นี้ จะเห็นว่าในงานสัปดาห์หนังสือซึ่งเป็นพื้นที่ของนวนิยายเรื่องนี้นำเอานักแสดงที่แสดงซีรีย์มาโปรโมทหนังสือ ซึ่งเรื่องที่ทั้งสองคนเล่นกันคือนวนิยายเรื่องบลูคิส ทั้งสองคนนี้เป็นคู่เอกคู่หนึ่งที่อยู๋ในจักรวาลของเรื่องนั้น ในซีรีย์ที่ชื่อเรื่อง คิสมีอะเกน – จูบฉันอีกครั้ง Kiss me again
-ในภาพที่เห็นทั้งสองคนนี้ไม่ได้จูบกันจริงๆ แต่เขากำลังเล่นเกมส์กินป๊อกกี้ (Pocky Game) ที่ต้องกัดแท่งป๊อกกี้จากทั้งสองด้านพร้อมๆ กัน จนกระทั่งปากของทั้งสองคนเกือบจะชนกัน ซึ่งเกมส์กินป๊อกกี้นี้จะพบว่านักร้องเกาหลีเวลาไปออกรายการโทรทัศน์เขามักจะเล่นเกมส์กินป๊อกกี้กัน
-ดังนั้นในภาพนี้ภาพเดียวจะเห็นได้ว่า มีการหลอมรวมกันของวัฒนธรรมเคป๊อปแบบเกาหลี รวมกับวัฒนธรรมบันเทิงในแบบของเราเอง ในขณะเดียวกันมันเป็นพื้นที่ของงานหนังสือที่มีนวนิยายวายขายด้วย ดังนั้นภาพนี้จึงเป็นตัวแทนของบันเทิงคดีวายที่เป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี
-ที่บอกว่าทำไมเรื่องวายมันไปอยู่ในทุกพื้นที่ จะเห็นได้จากภาพที่ยกตัวอย่างมาให้ดูข้างบนนี้ ในภาพเป็นสเตชั่นของใครคนหนึ่งที่เขียนถึงนักการเมืองคู่หนึ่ง โดยเป็นปฏิกริยาของใครบางคนที่ไม่ได้พูดเรื่องนโยบายหรือสนใจเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แต่เขาแอบจับคู่สร้างความสัมพันธ์วายให้แก่คนคู่นี้
-คำศัพท์ว่า “ลงเรือ” เป็นคำศัพท์หมายถึงการจับคู่ จับคู่คนที่อาจจะไม่ได้คู่กันในชีวิตจริงจะเรียกว่าลงเรือ โดยคำว่าลงเรือมาจากคำว่า Ship ที่แปลว่าเรือ โดยคำว่า Ship ก็แผลงมาจากคำว่า Relationship ที่แปลว่าความสัมพันธ์ วิธีการแปลงคำแบบนี้มันคือจักรวาลของวาย
-ในบ้านของเรามีวัฒนธรรมคู่จิ้น ที่เกิดมาจากอิทธิพลของละครโทรทัศน์ที่เป็นชายกับหญิงหรือชายกับชาย อย่างเช่น ญาญ่ากับณเดชน์ก็เป็นคู่จิ้นกัน แล้วมีวัฒนธรรมหนึ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นมาในมหาวิทยาลัย เป็นการจับคู่คิ้วบอยหรือเซ็กซี่บอยขึ้นมา
-ขอยกตัวอย่างเบดี้คิ้วคู่นี้ เบสกับคริส นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งสองคนนี้เล่นในบทรองของซีรีย์วายชุด “บังเอิญรัก” ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่ามันมีวัฒนธรรมแบบนี้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เฉลิมฉลองความสวยงามและความเยาว์วัย โดยมันสัมพันธ์กับมิติบางอย่างของวัฒนธรรมวาย
-การที่มันมีวัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้น (คิ้วบอยในมหาวิทยาลัย) ซึ่งเกิดขึ้นนอกพื้นที่งานวรรณกรรมมันแสดงให้เห็นว่ามันกำลังส่งเสียงสะท้อนอะไรบางอย่างหรือไม่? มันทำให้เราตั้งข้อสังเกตได้ว่าทำไมเรื่องวายมันถูกเสพอย่างกว้างขวาง? พอคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกอินมากๆ จนทำให้มันลามไปถึงพื้นที่อื่นๆ ด้วย
-ความหมายของคำว่ายาโออิ yaoi มาจากนวนิยายโรมานซ์ที่เป็นนิยายรัก เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ประเภทงานเขียนที่เกี่ยวข้องก็คือ shonenai , yuri (เน้นหญิงกับหญิง)
-ส่วนใหญ่แล้วมันจะเขียนโดยผู้หญิงแล้วคนอ่านก็จะเป็นผู้หญิง เป็นการเขียนเรื่องชายรักชายโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง
-คำนิยามของยาโออิ คือเรื่องที่มีลักษณะของพล็อตซึ่งไม่มีเนื้อหา อ่านแล้วไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นแบบน่าประหลาดใจหรือไม่ได้มีความขัดแย้งที่ชัดเจนก็ขึ้นในเรื่อง แต่ปัจจุบันนี้งานวายหรือยาโออิไม่ค่อยจะตรงตามที่กล่าวมาสักเท่าไหร่แล้ว
-ยาโออิเป็นเรื่องที่ส่อให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
-ตัวละครที่อยู่ในเรื่องจะมี 2 กลุ่มคือฝ่ายที่เรียกว่าพระเอก/ฝ่ายรุก ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เซเมะ “seme” อีกฝ่ายเรียกว่า ยูเคะ “uke” นายเอก/ฝ่ายรับ เพราะเป็นผู้ชาย เป็นศัพท์เฉพาะในวัฒนธรรมวาย โดยเรื่องวายของไทยชอบเอาคำพวกนี้มาบิดหรือมาแปลงให้เป็นภาษาของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ซีรีย์วายเรื่อง “นายในฝัน” เป็นต้น
-ในเรื่องยาโออิทั้งที่เป็นการ์ตูนมังงะหรือเป็นนวนิยายเป็นหนังสือเล่ม จะมีฉากที่เรียกว่า NC 17 เป็นคำของสมาคมเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของอเมริกาที่กำหนดเรทอายุผู้ชม ซึ่งถ้าเทียบกับของไทยก็คือ 18+ แสดงว่าเป็นเรื่องที่ออกจะมีฉากโป๊เปลือย ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หนังสือพวกนี้ถูกเซ็นเซอร์ และเป็นประเด็นที่มักจะถูกโจมตีว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าเพราะเอาเรื่องพวกนี้มาขาย
-วิธีสังเกตว่าใครเป็นพระเอกใครเป็นนายเอกในเรื่องวายจะรู้ได้อย่างไร? ดูได้จากลักษณะว่าใครดูเป็นผู้ชายมากว่าก็เป็นพระเอก ใครสูงกว่าก็เป็นพระเอก คนที่ใส่แว่นดูตาแบ๊วก็จะเป็นนายเอก คนที่ถูกกอดก็จะเป็นนายเอก ฯลฯ โดยจะมีลักษณะอย่างอื่นที่ทำให้คนอ่านสังเกตได้เช่น สีผิว ส่วนสูง ลักษณะการวาดลูกตา ฯลฯ โดยลักษณะพวกนี้เอามาจากญี่ปู่นที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องพวกนี้
-นิยายวายของไทยเป็นขนบที่เรายืมมาจากญี่ปุ่น ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นของไทยเราเอง
-ความจำเป็นที่เราหยิบเรื่องนิยายวายนี้มาพูด ก็เพราะว่ามันยังเป็นเรื่องที่อยู่นอกสายตาในหลายพื้นที่ ดังนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าความสนใจของคนอ่านมันขยายออกไปจากกรอบเดิมที่มันมีอยู่ ปัญหาของการศึกษาการอ่านวรรณกรรมร่วมสมัยก็คือ แต่เดิมการอ่านคือการอ่านเพื่อหาความงดงามในการอ่าน เป็นการอ่านตัวบท (text) เป็นการอ่านอย่างละเอียด (close reading) อ่านเพื่อหาอุปมาอุปลักษณ์ต่างๆ ให้หาเสียงเสนาะ ให้หาน้ำเสียงในสิ่งที่อ่าน ให้หาเจตนาของผู้เขียน ฯลฯ เน้นการอ่านแบบเชื่อมโยงกับตัวบทอย่างเคร่งครัด
-การอ่านแบบเชื่อมโยงตัวบทอย่างเคร่งครัดนี้จะเจอตัวอย่างเช่น ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” เขาจะบอกว่าสี่แผ่นดินเป็นภาพสะท้อนสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่มันใช่หรือไม่? ในเมื่อสี่แผ่นดินเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2494 ดังนั้นจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ของปี 2494 ดังนั้นจึงบอกได้ว่างานวรรณกรรมมันไม่ใช่กระจกสะท้อนที่แท้จริงอีกแล้วในความหมายนี้
-เน้นศึกษาตัวบทที่เขียนด้วยภาษาต้นฉบับมากกว่างานแปล ประเด็นนี้จะทำให้ปรากฏการณ์การอ่านร่วมสมัยมันแคบลงไป เนื่องจากงานตัวบทที่มันคุณค่า งานตัวบทที่อยู่ในทำเนียบวรรณกรรมอย่างเช่น “พระอภัยมณี” , “ขุนช้างขุนแผน” ฯลฯ หรืองานนวนิยาย เช่น “ลูกอีสาน” , “น้ำพุ” ฯลฯ ดังนั้นงานแนววายจึงไม่ได้รับการสนใจแบบเน้นตัวบทในประเด็นนี้สักเท่าไหร่
-มุ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับผู้อ่าน โดยให้ความสนใจเล็กน้อยต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์ จริงๆ แล้วรสนิยมในการอ่านของผู้คนไม่อาจจะแยกขาดออกจากอุตสาหกรรมหนังสือได้
-มีกลุ่มคนอยู่จำนวนหนึ่งที่คิดถึงเรื่องวายอย่างซีเรียส ซึ่งเป็นนักวิชาการทางวรรณกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยศึกษางานบันเทิงคดีวายทำเป็นงานวิจัยทางวิชาการมีดังนี้ (ตามรูปภาพด้านล่างนี้)
-นักประพันธ์ที่แสดงโดยนัยในตัวบท หมายความว่าในฐานะที่เราเป็นคนอ่าน ในเวลาที่เราอ่านหนังสืออยู่เราจะรู้ว่าเรากำลังอ่านหนังสือของใคร เราจะสำนึกได้ว่าเราอ่านเรื่องของใครอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังอ่านงานของทมยันตรีอยู่ แม้ว่าเราลบชื่อทมยันตรีออกไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อเราอ่านแล้วไปเจอบทร้อยกรองแทรกอยู่ในเรื่อง เราก็จะคิดถึงชื่อทมยันตรีขึ้นมาทันที เพราะเราเคอยอ่านงานของทมยันตรีที่มีร้อยกรองแทรกอยู่แบบนี้เหมือนกัน
-นักประพันธ์ในฐานะบุคคลสาธารณะ อย่างเช่นนักเขียนที่ไปแจกลายเซ็น นักประพันธ์ที่ออกงานอีเว้นท์ หรือนักประพันธ์ที่ออกสื่อในทีวี
-บางครั้งเวลาที่เราอ่านเรื่องวาย เราก็ไม่รู้สึกว่านักเขียนเป็นเด็กผู้หญิงอายุเท่าไหร่ เพราะเขาแสดงในตัวบทอยู่แล้ว แต่เวลาเราเห็นหน้าจริงของนักเขียนแล้วเราจะตกใจคิดว่าเธอจะเขียนเรื่องแบบนี้ได้ด้วยเหรอ