รู้จัก ‘Bibliotherapy’ เมื่อหนังสือคือพื้นที่ปลอดภัย และการอ่านช่วยเยียวยา

รู้จัก ‘Bibliotherapy’ เมื่อหนังสือคือพื้นที่ปลอดภัย และการอ่านช่วยเยียวยา

คุณเคยหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านในช่วงเวลาที่ยากลำบากไหม ด้วยความหวังว่าจะได้หลุดออกไปอยู่ในโลกอีกใบ ได้รู้สึกปลอดภัย ได้รับการปลอบประโลม และได้กลับมาสู่ความจริงพร้อมมุมมองที่ดีขึ้นกว่าเดิม นั่นคือหัวใจของ ‘Bibliotherapy’ หรือ ‘การบำบัดด้วยหนังสือ’
.
บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet เมื่อปี 2016 กล่าวไว้ว่า การอ่านวรรณกรรมสามารถช่วยบรรเทาความเครียด ลดความวิตกกังวล และช่วยจัดระเบียบจิตใจที่วุ่นวายได้ ท่ามกลางความจริงที่ว่าหลายประเทศยังคงเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง แนวคิดที่ว่านวนิยายสามารถเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจได้ จึงยิ่งดูมีความหมายมากขึ้น
.
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านวนิยายทุกประเภทจะดีต่อสุขภาพจิตของทุกคนเสมอไป ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังคงกังวลว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะยืนยันเรื่องนี้ และชี้ว่าหนังสือบางเล่มก็อาจเป็นอันตรายได้
.
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘การอ่านนวนิยายดีต่อสุขภาพจิตหรือไม่’ แต่อยู่ที่ ‘อ่านอย่างไร และอ่านอะไร’ มากกว่า เพราะหนังสือเล่มเดียวกัน อาจปลอบประโลมใครบางคน ขณะเดียวกันก็อาจกระทบใจใครอีกคนได้ การเลือกหนังสือให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกกับสภาวะจิตใจ คือหัวใจสำคัญของ ‘การบำบัดด้วยหนังสือ’
.
[แนวทางการบำบัดด้วยหนังสือ]
.
1 - หนังสือเพื่อการพัฒนาและเตรียมใจ: หนังสือที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและช่วงวัยต่างๆ ของชีวิต ทำหน้าที่เสมือนคู่มือที่ช่วยเตรียมใจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และตั้งคำถามกับตัวเอง
.
2 - หนังสือเชิงบำบัดภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ: เป็นการใช้หนังสือเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาปัญหาสุขภาพจิตอย่างจริงจัง โดยมีนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการการดูแลเฉพาะด้าน เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือบาดแผลทางใจ
.
3 - วรรณกรรมและงานเขียนเชิงสร้างสรรค์: การอ่านนวนิยาย เรื่องสั้น หรือบทกวี เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการพาเราออกจากความเครียด หนังสือในกลุ่มนี้อาจไม่ได้สอนตรงๆ หากแต่ช่วยปลอบโยน ให้ความสบายใจ และมอบความสุข
.
[ประโยชน์ที่ได้มากกว่าการอ่าน]
.
‘Bibliotherapy’ เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย นักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำมักมีความเครียด ซึมเศร้า และความเหงาลดลง เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือ แถมยังมีแนวโน้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น และอาจมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย
.
นอกจากนี้ การอ่านเรื่องราวของตัวละครที่มีประสบการณ์ชีวิตคล้ายกับเรา ยังช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์ตนเองมากขึ้น พัฒนาความเห็นอกเห็นใจ และสามารถนำแง่คิดมาปรับใช้กับชีวิตจริงได้
.
อย่างไรก็ตาม หนังสืออาจไม่ได้แก้ทุกปัญหา แต่มันคือพื้นที่พักใจเล็กๆ ที่พาเรากลับมาเรียนรู้และอยู่กับตัวเองได้อย่างสงบ
.
ว่าแล้วคืนนี้ก็ลองวางโทรศัพท์มือถือ แล้วหยิบหนังสือเล่มที่ดองไว้มาอ่านดูสักบทดีไหม?
.
ที่มา : BrandThink
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่