ตามหัวข้อเลย แค่กำลังสงสัยว่าลูกที่เป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่เขาทำตัวยังกันบ้างเมื่อพ่อแม่แยกทางกัน
เพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น....
แต่จริงๆก็จะมาแชร์เรื่องของตัวเองด้วยแหละ
เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนเราอายุ 18 ตอนนี้เราจะ 22 ปี
มันเป็นเรื่องที่ผ่านมาเกือบจะ 4 ปีแล้ว พ่อเรามักจะกินเหล้า และสนใจเพื่อนมากกว่าครอบครัวเสมอ พ่อมักจะเมาและกลับทะเลาะกันเป็นประจำ มักจะปล่อยปะละเลยความรู้สึกของแม่ จนมีคนเข้ามาแทรกกลางได้ เขาเข้ามาดูแลแม่และน้องๆได้ดี จนแม่เราเริ่มหวั่นไหว และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง วันที่พ่อแม่เราแยกทางกัน เราที่เป็นคนกลาง เป็นลูกคนโตของบ้าน รู้และเข้าใจทุกอย่าง ตอนนั้นเรายินยอมให้ทั้งแยกกันแต่โดยดี เพราว่าเราเห็นว่าเขาคนนั้น สามารถทำให้แม่เรายิ้มและหัวเราะได้มากกว่าพ่อ ตอนนั้นเราทำได้แค่ยิ้มรับให้กับทุกอย่าง ถึงในใจเรามันจะแตกเป็นเสี่ยงๆไม่เหลือชิ้นดีไปแล้วก็เถอะ
ตั้งแต่เด็กจนโตเราไม่เคยเลยสักครั้งที่จะร้องขออะไร
เราไม่เคยร้องไหเอาของเล่นถึงแม้จะอยากได้
เป็นคนที่ปิดบังความรู้สึกตัวเองได้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
เพียงเพราะ ไม่อยากให้คนรอบไม่สบายใจ หรือคิดมากเรื่องเรา เราเลยติดนิสัยยิ้มให้กับทุกๆเรื่องถึงแม้จะโดนด่าก็ยังคงยิ้ม
จริงๆเรารู้สึกผิดกับตัวเองมาตลอด
ว่าถ้าตอนนั้นเราเห็นแก่ตัวบ้าง สักครั้งในชีวิต
คิดว่า อย่างน้อยถ้าตอนนั้นเราลงไปคุกเข่าร้องไห
อ้อนวอนร้องขอ ไม่ให้ทั้ง2แยกกัน มันจะมีอะไร
เปลี่ยนแปลงมั้ย เขาจะคิดสงสารลูกคนนี้บ้างหรือเปล่า
ลูกที่ไม่เคยอะไร ลูกที่ไม่เคยร้องไหให้พวกเขาเป็นน้ำตา
ถึงแม้ถ้าตอนนี้ได้ทำแบบนั้นแล้วทั้งคู่ก็ยังคงคิดที่จะแยกทางกันอยู่มันก็ยังดีกว่าการที่ฉันไม่ทำอะไรเลย จะได้ไม่ต้องมารู้สึกผิดแบบนี้ อย่างน้อยจะไปแอบร้องไหกับเรื่องพวกนี้น้อยลง
จริงๆเราเจอเรื่องมากมายในชีวิตจนคิดอยากจะตายอยู่หลายครั้ง เวลาข้ามถนนที่ไม่มีสะพานลอยเพื่อนสนิทมักจะจูงมือและดึงฉันข้ามไปด้วยกันทุกครั้ง นี่คิดมาตลอดว่า ถ้าเพื่อนคนนี้ไม่จับมือเราไว้ เราคงตายไปแล้ว เราอยู่หลายครั้งที่คิดว่าระหว่างข้ามถนนจะปล่อยให้ตัวเองโดนชนตายไปซะได้ก็ดี แต่ตอนนี้เลิกคิดไปแล้วเรื่องที่ว่าจะปล่อยให้รถชนตัวเองตาย เพราะมันจะเดือดร้อนคนที่ชนเรา แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มันแบบว่า ปัญหารุมแบบ ความคิดที่อยากจะตายมันวิ่งเข้ามาในหัวอีก ทั้งเรื่องครอบครัวที่เราคิดมากมาตลอด ทั้งเรื่องที่ทำงาน ทั้งเรื่องที่เราแคร์ความรู้สึกทุกๆคนแต่ก็ไม่เคยมีใครแคร์เรา อีกทั้งนังทำร้ายความรู้สึกเรา ปรึกษาเรื่องต่างๆกับใครไม่ได้เลย เดินกลั้นน้ำตาไม่ให้ตั้งแต่ออกจากห้องที่ทำงานเพราะไม่อยากให้เพื่อนที่ทำงานเห็น ขึ้นรถจนมาลงตรงสะพานลอย ช่วงนั้นเวลาก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว ถนนแล้วบ้านโล่งมากกกก เราลงจะรถเดินขึ้นสะพานลอยได้ไม่กี่เก้านี่ปล่อยโฮเลยจ้า รู้สึกได้เลยว่าตอนนั้นตัวเองหน้าสงสารมาก จำได้ว่า ตัวเองจะโดดสะพานลอยฆ่าตัวตายหนีปัญหา ตัวเรานั้น ได้ถอดรองเท้าทิ้งกระเป๋าไว้ที่พื้นและขาข้างหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วแต่ก็เผลอไปคิดถึงอะไรบางอย่าง ที่เขายังรอให้เราเรากลับไปอยู่ สิ่งนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า"หมา" ช่วงหลังๆเราเอาหมามาเลี้ยงไว้อยู่เป็นเพื่อนเรา เพราะกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา มันจะช่วยเราได้ พอนึกขึ้นได้ว่ายังมีมันอยู่ นึกขึ้นได้ว่าดึกขนาดนี้แล้ว มันจะหิวหน้าดู เราอยู่คนเดียวด้วย คงไม่มีใครให้ข้าวแทนถ้าเรามาตายก่อนมัน ก็เลยล้มเลิกความคิดที่จะตายและกลับบ้านไปนั่งกอดหมาร้องไหต่อแทน เราเจอเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเรามามากตั้งแต่เด็กแล้ว เคยเจอเด็กผู้หญิงไม่สมควรจะเจอ เห้อ ปัญหาที่เราเจอมันเยอะมากให้พิมพ์ก็คงไม่หมด และตอนนี้เราเองก็คงต้องไปทำงานต่อแล้ว
ปกติแล้ว ลูกที่พ่อแม่แยกทางกันนี่เขาคิดอะไรกันบ้างหรอ
เพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น....
แต่จริงๆก็จะมาแชร์เรื่องของตัวเองด้วยแหละ
เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนเราอายุ 18 ตอนนี้เราจะ 22 ปี
มันเป็นเรื่องที่ผ่านมาเกือบจะ 4 ปีแล้ว พ่อเรามักจะกินเหล้า และสนใจเพื่อนมากกว่าครอบครัวเสมอ พ่อมักจะเมาและกลับทะเลาะกันเป็นประจำ มักจะปล่อยปะละเลยความรู้สึกของแม่ จนมีคนเข้ามาแทรกกลางได้ เขาเข้ามาดูแลแม่และน้องๆได้ดี จนแม่เราเริ่มหวั่นไหว และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง วันที่พ่อแม่เราแยกทางกัน เราที่เป็นคนกลาง เป็นลูกคนโตของบ้าน รู้และเข้าใจทุกอย่าง ตอนนั้นเรายินยอมให้ทั้งแยกกันแต่โดยดี เพราว่าเราเห็นว่าเขาคนนั้น สามารถทำให้แม่เรายิ้มและหัวเราะได้มากกว่าพ่อ ตอนนั้นเราทำได้แค่ยิ้มรับให้กับทุกอย่าง ถึงในใจเรามันจะแตกเป็นเสี่ยงๆไม่เหลือชิ้นดีไปแล้วก็เถอะ
ตั้งแต่เด็กจนโตเราไม่เคยเลยสักครั้งที่จะร้องขออะไร
เราไม่เคยร้องไหเอาของเล่นถึงแม้จะอยากได้
เป็นคนที่ปิดบังความรู้สึกตัวเองได้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
เพียงเพราะ ไม่อยากให้คนรอบไม่สบายใจ หรือคิดมากเรื่องเรา เราเลยติดนิสัยยิ้มให้กับทุกๆเรื่องถึงแม้จะโดนด่าก็ยังคงยิ้ม
จริงๆเรารู้สึกผิดกับตัวเองมาตลอด
ว่าถ้าตอนนั้นเราเห็นแก่ตัวบ้าง สักครั้งในชีวิต
คิดว่า อย่างน้อยถ้าตอนนั้นเราลงไปคุกเข่าร้องไห
อ้อนวอนร้องขอ ไม่ให้ทั้ง2แยกกัน มันจะมีอะไร
เปลี่ยนแปลงมั้ย เขาจะคิดสงสารลูกคนนี้บ้างหรือเปล่า
ลูกที่ไม่เคยอะไร ลูกที่ไม่เคยร้องไหให้พวกเขาเป็นน้ำตา
ถึงแม้ถ้าตอนนี้ได้ทำแบบนั้นแล้วทั้งคู่ก็ยังคงคิดที่จะแยกทางกันอยู่มันก็ยังดีกว่าการที่ฉันไม่ทำอะไรเลย จะได้ไม่ต้องมารู้สึกผิดแบบนี้ อย่างน้อยจะไปแอบร้องไหกับเรื่องพวกนี้น้อยลง
จริงๆเราเจอเรื่องมากมายในชีวิตจนคิดอยากจะตายอยู่หลายครั้ง เวลาข้ามถนนที่ไม่มีสะพานลอยเพื่อนสนิทมักจะจูงมือและดึงฉันข้ามไปด้วยกันทุกครั้ง นี่คิดมาตลอดว่า ถ้าเพื่อนคนนี้ไม่จับมือเราไว้ เราคงตายไปแล้ว เราอยู่หลายครั้งที่คิดว่าระหว่างข้ามถนนจะปล่อยให้ตัวเองโดนชนตายไปซะได้ก็ดี แต่ตอนนี้เลิกคิดไปแล้วเรื่องที่ว่าจะปล่อยให้รถชนตัวเองตาย เพราะมันจะเดือดร้อนคนที่ชนเรา แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มันแบบว่า ปัญหารุมแบบ ความคิดที่อยากจะตายมันวิ่งเข้ามาในหัวอีก ทั้งเรื่องครอบครัวที่เราคิดมากมาตลอด ทั้งเรื่องที่ทำงาน ทั้งเรื่องที่เราแคร์ความรู้สึกทุกๆคนแต่ก็ไม่เคยมีใครแคร์เรา อีกทั้งนังทำร้ายความรู้สึกเรา ปรึกษาเรื่องต่างๆกับใครไม่ได้เลย เดินกลั้นน้ำตาไม่ให้ตั้งแต่ออกจากห้องที่ทำงานเพราะไม่อยากให้เพื่อนที่ทำงานเห็น ขึ้นรถจนมาลงตรงสะพานลอย ช่วงนั้นเวลาก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว ถนนแล้วบ้านโล่งมากกกก เราลงจะรถเดินขึ้นสะพานลอยได้ไม่กี่เก้านี่ปล่อยโฮเลยจ้า รู้สึกได้เลยว่าตอนนั้นตัวเองหน้าสงสารมาก จำได้ว่า ตัวเองจะโดดสะพานลอยฆ่าตัวตายหนีปัญหา ตัวเรานั้น ได้ถอดรองเท้าทิ้งกระเป๋าไว้ที่พื้นและขาข้างหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วแต่ก็เผลอไปคิดถึงอะไรบางอย่าง ที่เขายังรอให้เราเรากลับไปอยู่ สิ่งนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า"หมา" ช่วงหลังๆเราเอาหมามาเลี้ยงไว้อยู่เป็นเพื่อนเรา เพราะกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา มันจะช่วยเราได้ พอนึกขึ้นได้ว่ายังมีมันอยู่ นึกขึ้นได้ว่าดึกขนาดนี้แล้ว มันจะหิวหน้าดู เราอยู่คนเดียวด้วย คงไม่มีใครให้ข้าวแทนถ้าเรามาตายก่อนมัน ก็เลยล้มเลิกความคิดที่จะตายและกลับบ้านไปนั่งกอดหมาร้องไหต่อแทน เราเจอเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเรามามากตั้งแต่เด็กแล้ว เคยเจอเด็กผู้หญิงไม่สมควรจะเจอ เห้อ ปัญหาที่เราเจอมันเยอะมากให้พิมพ์ก็คงไม่หมด และตอนนี้เราเองก็คงต้องไปทำงานต่อแล้ว