ฝุ่น PM 2.5 ความดี ความชั่ว เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ฉบับที่ ๗๕ วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒

เรื่อง ฝุ่น PM 2.5 ความดี ความชั่ว เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

           จากเหตุการณ์พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้รองปลัด กทม. แจ้งไปยังโรงเรียน 437 แห่งในสังกัด กทม. ให้หยุดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ 12.00 น. 30 ม.ค. ถึงวันศุกร์ 1 ก.พ. เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเด็กนักเรียน และต่อก็ขยายการหยุดถึงระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล
          เนื่องมาจากมลพิษทางฝุ่น PM 2.5 นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปริมาณที่มากขึ้นนี้ทำให้กรุงเทพฯ ขยับขึ้นที่ 5 เมืองฝุ่นมากสุดในโลก   เป็นปัญหาที่ รัฐบาลไทยลงนามในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) โดยมีหัวข้อที่ 3 คือ มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือ Good Health and Well-Being ด้วยหัวข้อย่อย 3.3 ระบุถึงการลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อ 1 ใน 3 ผ่านการป้องกันและการรักษาโรค ภายในปี 2573
          "ไทยลงนาม แต่ยังไม่กำหนดเป้าหมายเรื่องนี้เลย ทั้งที่ PM2.5 เป็นสาเหตุการตายก่อนวัยอันควรของคนไทยเกือบ 4 หมื่นคน" เป็นข้อมูลที่กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำรวจมา
          ขณะเดียวกันข้อมูลจาก Institute for Health and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ชี้ว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควร
         ในฐานะผู้เขียนเป็นชาวพุทธ เลื่อมใสในคำสอนพระพุทธองค์ จึงต้องการหาคำตอบกับเหตุการณ์เช่นนี้จะสะท้อนหลักธรรมใดที่พระพุทธองค์ตรัสถึงฝุ่น พบว่า เรื่องนี้แม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่มีคำว่าฝุ่นและขยายความถึงการกระทำของมนุษย์ได้ กล่าวคือ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายใน อัญญตรสูตร ความว่า
               “ดูก่อนเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย สัตว์ที่กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีน้อย เหมือนฝุ่นในเล็บมือของเรา โดยที่แท้สัตว์ที่พากันไปเกิดเป็นอย่างอื่นนอกจากมนุษย์มีมาก เหมือนฝุ่นในพื้นปฐพีใหญ่“
                จากพุทธพจน์นี้ พอจะอธิบาย อนุมานง่าย ๆ ว่า  การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก มีปริมาณน้อยมาก เพราะผู้ทำความดีน้อยกว่าผู้ทำความชั่ว ผู้ไปสุคติภูมิ น้อยกว่าไปทุคติภูมิ หากสังเกตภพที่มองเห็นได้คือสัตว์เดรัจฉาน มด ยุง แมลง เป็นต้น ไม่รวมประเภทเปรต อสุรกาย สัตว์นรกที่มีปริมาณมาก
                ถ้าพิจารณาต่อว่ากระทบอย่างไร ก็เพราะความไม่สมดุลนี้เอง มนุษย์เอาชนะธรรมชาติ แต่ธรรมชาติเอาชนะมนุษย์เรื่อยมา ปริมาณความดี น้อยกว่าปริมาณความชั่ว การสร้างเทคโนโลยี ความทันสมัยต่างๆ ก็มีผลต่อสภาพแวดล้อม มนุษย์ต้องทำให้สมดุลและยั่งยืน
               ปริมาณรถ ควันพิษท่อไอเสีย โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างที่อยู่อาศัย รถไฟฟ้าหรืออะไรก็ตาม ล้วนกระทบธรรมชาติ แล้วทำอย่างไร ก็ต้องเพิ่มความธรรมชาติเข้าไป ดั่งพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนบึงพระราม 9  เกิดกังหันน้ำชัยพัฒนา
            ภาครัฐ เก็บภาษีจาก รถ โรงงาน สิ่งต่างๆที่สร้างมลพิษ ก็ต้องนำภาษีนี้มาแก้เรื่องพวกนี้ ไม่ควรที่จะนำไปสร้างอาวุธสงคราม หรือเรื่องใดก็ตามที่มากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น คอรัปชั่น นำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เปรียบเหมือนภาษี เหล้า เบียร์ น้ำตาลที่สร้างภัยแก่มนุษย์ก็ต้องทดแทนกันไป (ผิดศีล ทำคนอื่นเดือดร้อนด้วย)
            เอกชน ควรมีจิตสำนึก กับการสร้างมลพิษ นอกจากภาษีแล้ว การช่วยสร้างธรรมชาติที่ใช้ไป เช่น ปลูกต้นไม้ กรองของเสีย
            ประชาชน ช่วยกันลดมลพิษ ลดการใช้รถส่วนตัว หรือ ช่วยกันปลูกต้นไม้ตามบ้านของเรา
           ทั้งหมดนี้ กล่าวโดยสรุปว่า ช่วยกันทำความดีมากกว่าสิ่งไม่ดี ถ้าต้องสร้างมลพิษ 1 ส่วน ต้องคืนธรรมชาติกลับด้วย 1 ส่วน 2 ส่วนหรือมากกว่านั้น
           ผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง คงไม่ต้องอธิบายต่อ ถ้ายังปล่อยให้ความไม่ดีมากขึ้นเช่นนี้ ไทยเรา โลกเราจะเป็นอย่างไร
             ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนความรู้กันใน Comment Facebook, YouTube, Blog, Line, IG, Twitter, pantip ...กันนะครับ ขอบคุณครับ

                  B.S.
            2 ก.พ. 2562
      
ตอน  เรื่อง แก้ปัญหา รับมือ “ฝุ่น PM 2.5” รัฐ เอกชน ประชาชน !!! สะท้อนหลักธรรมใด คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่