สวัสดีค่ะ เราอยากขอระบายอะไรแย่ๆในชีวิตเราหน่อย เคยรู้สึกแย่กับครอบครัวตัวเองมั้ยคะ? เราก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนั้นกับครอบครัว
เราเป็นลูกคนเดียวของบ้านค่ะ คือที่บ้านเราไม่ได้เลี้ยงแบบเข้มงวดนะคะแล้วก็ไม่ได้ปล่อยด้วยค่ะ อยากไปไหนก็ให้ไป
แต่รู้สึกว่าบางครั้งพ่อเราคาดหวังกับเรามากเกินไป
ตั้งแต่เรียนจบมัธยมต้นแล้วค่ะ เราอยากไปเรียนต่อโรงเรียนในจังหวัดตามเพื่อนก็ไม่ให้ไป ต้องเรียนใกล้บ้านเพื่อจะได้ช่วยงานพ่อแม่ได้ในเวลาเลิกเรียนและวันหยุด เราไม่เคยได้เรียนพิเศษเหมือนเพื่อนๆเลยค่ะ ต้องช่วยงานที่บ้านตลอด (อ้อลือมบอกที่บ้านเราเป็นร้านอาหารอยู่ต่างจังหวัดค่ะ)
ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไรมากก็ยังเด็กอยู่ โอเค ก็เรียนๆไป
พอขึ้นม.ปลายก็เหมือนเดิมค่ะ ช่วยงานที่บ้านตลอด แต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่พอจบม.ปลายเราต้องเรียนต่อ ช่วงนั้นพ่อเราอยากให้เรียนพยาบาลมากค่ะ แต่เราไม่ชอบ เราชอบคำนวน เราก็ไปหาสอบที่เราชอบ ช่วงนั้นก็ทะเลาะกับพ่อ บ้านนี่ลุกเป็นไฟเลย จนพ่อเราพูดออกมาว่าถ้าไม่เรียนพยาบาลก็ส่งตัวเองเรียนแล้วกัน ตอนนั้นเราเครียดมากถึงขั้นสมัครเรียนรามฯแล้ว จนมาถึงช่วงสอบแอดมิดชั่น เราต้องเลือกที่เรียนแล้วก็คณะที่จะเรียน ด้วยความประชดเราเลือกพยาบาลอันดับ1 เป็นสถาบันเอกชน ปรากฎว่าเราติดค่ะ เราก็เลยต้องเรียน
พอเรียนๆไปก็คิดว่าไม่เป็นไร แค่เรียนให้จบก็พอ
พอช่วงปี2 เราต้องฝึกงานด้วยเราเครียดมาก พยายามพูดคุยกับพ่อว่าไม่อยากเป็นพยาบาล อยากไปเรียนคณะอื่น พ่อก็เริ่มเบาลง ก็บอกให้เราอดทนเรียนไปจนถึงปี4ได้มั้ย ถ้าไม่อยากเป็นจริงๆ จบออกมาแล้วจะไม่เป็นพยาบาลก็ได้ ถ้าอยากเรียนอย่างอื่นก็จะให้เรียน ถ้าอยากทำงานอันอื่นก็แล้วแต่ ก็ตามใจ แต่ขอให้เรียนให้จบไปก่อน
โอเคในเมื่อพ่อขอก็ทำให้ละกัน
พอจบปี4เราก็ได้ทำงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด เพราะติดสัญญา2ปี เลยต้องทำ. หลังจาก2ปี เราขอพ่อกลับมาอยู่บ้าน ขอพักสักเดือนแล้วจะเริ่มหาที่ทำงานใหม่
แต่กลับคาดค่ะ พ่อเราบอกว่าให้มาช่วยงานที่บ้าน มาดูแลกิจการที่บ้าน
ตอนนั้นเราดีใจมากเลยค่ะไม่คิดไม่ฝันว่าจู่ๆคนที่อยากให้เราเป็นพยาบาลแทบตาย มาบอกว่าไม่ต้องเป็นแล้วให้มาดูแลกิจการที่บ้านแทน
ตอนแรกเราก็คิดว่าเราจะต้องเป็นเจ้าของกิจการ คอยดูแลงาน บริหารลูกน้องเรา
แต่เปล่าเลยค่ะ
เรากลายมาเป็นลูกน้องอีกคนของพ่อแทน เราไม่ได้บริหารอะไรอย่างที่เราคิดเลย พ่อเราใช้เราเป็นลูกน้องจริงๆค่ะ เงินค่าจ้างอะไรก็ไม่ได้ เวลาเราอยากได้อะไรเราต้องมาแบมือขอพ่อแม่อีก แล้วเวลาเราทำออร์เดอร์ผิดก็ด่าเรา หาว่าสั่งไปไม่ฟัง บ่นทีก็ยาวเลยค่ะ เรามีปากเสียงกับพ่อบ่อยมาก เวลาว่างๆลูกค้ายังไม่เข้าเราก็จะเล่นมือถือหาอะไรดู แต่พอพ่อเรามาเห็นก็จะด่าเลยค่ะ ห้ามเล่นมือถือทั้งสิ้น ทั้งๆที่ร้านว่าง ขนาดตอนทำงานช่วงว่างๆยังได้จับมือถือบ้าง แต่มาทำงานกับพ่อเราอึดอัดจนแทบขยับตัวไม่ได้เลย แม่เราก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเห็นเราเล่นมือถือแล้วลูกค้ามาก็จะพูดเสียงดังให้พ่อได้ยิน ประมาณว่าลูกค้ามาจะเล่นอะไรนักหนากับโทรศัพท์ , ลืมตาดูมั่งสิว่าลูกค้ามา ฯลฯ ทั้งๆที่เราก็เห็นลูกค้าและเตรียมตัวต้อนรับแล้ว แต่ก็ชอบพูดแบบนี้ดักหน้าเราอยู่เรื่อย
แล้วพอเราพูดขึ้นมาบ้างว่าเราไม่ทำงานตรงไหน ลูกค้ามาก็ต้อนรับให้แล้วนี่ไง ก็เล่นแค่ตอนว่างมั้ย ลูกค้ามาก็ไม่ได้เล่น เท่านั้นแหละค่ะเรากลายเป็นคนเนรคุณทันที หาว่าเราเถียงเป็นคนก้าวร้าวทำอะไรค้าขายไม่ขึ้น ถึงได้มาเกาะพ่อแม่กิน บุญคุณที่เคยส่งเสียไม่สำนึก ทำงานก็ไม่มีเงินเก็บยังต้องมาพึ่งใบบุญพ่อแม่ แล้วก็บ่นยาวเลยค่ะลามไปจนถึงคำสอนพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่นั้นมาเราก็เลี่ยง ไม่พูดไม่คุยกับพ่อ ยิ่งคุยยิ่งทะเลาะ
ทุกวันนี้ยังไม่คุยกับพ่อเลยค่ะ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง แล้วคือตั้งแต่นั้นมามุมมองเรื่องครอบครัวเราเปลี่ยนไปด้วย ทุกวันนี้ไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าพ่อเลยค่ะ รู้สึกว่าสายตาที่เค้ามองเรามันไม่ใช่ลูกเหมือนเดิม เหมือนเราเป็นตัวปัญหา มาเกาะเค้าอยู่ เวลาค่าน้ำค่าไฟขึ้นแม่จะมองเราคนแรกเลยแล้วก็หาว่าเราชอบเปิดแอร์ เปิดน้ำทิ้งไว้ ทั้งๆที่เราก็แค่อาบน้ำปกติ แอร์ก็เปิดแค่ตอนนอน(เรานอนห้องเดียวกับพ่อแม่ค่ะ เวลานอนจะเปิดแอร์เป็นปกติ) เหมือนว่าเรากลับมาอยู่บ้านอะไรๆมันแย่ลงขึ้นเรื่อยๆ
เราคิดว่าเราอยู่ไม่ไหว มันอึดอัด ทุกอย่างมันnegative ไปหมดสำหรับเรา แทนที่กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตามันจะดี
แล้วเราแอบไปสมัครงานไว้แล้วค่ะ เพราะคิดว่าไหนๆก็อยู่ด้วยกันไม่ไหว ก็ห่างกันซักหน่อยละกัน เรื่องไปสมัครงานนี่เราบอกกับแม่ไว้ค่ะ แต่ไม่ได้บอกพ่อ คิดว่าทางโรงพยาบาลเรียกตัวเมื่อไหร่ค่อยบอกพ่อดีกว่า ถ้าบอกตอนนี้ทะเลาะกันหนักแน่ๆ
แล้วเมื่อคืนแม่ก็มาพูดกับเรา ว่าไปทำงานก็ขยันๆ เก็บตังค์ให้ได้เยอะๆ ดูสิทำที่เก่าไม่เห็นจะมีเงินเก็บสักบาท ยังกลับมาขอตังค์แม่ใช้ไปวันๆ ดูลูกคนอื่นมั่งสิ เขาไปทำงาน2ปี มีตังค์ให้แม่เป็นแสนๆ ความรู้สึกเราตอนนั้นเหมือนเราไร้ค่ามากในสายตาแม่อะ ตอนลาออกจากงานเราก็มีเงินเก็บหลายหมื่นอยู่นะ ตอนออกจากงานช่วง4เดือนแรกเราไม่ได้ขอตังค์พ่อแม่ใช้ด้วยซ้ำ เราใช้เงินตัวเอง เราอยากได้อะไรเราก็เอาเงินเราออก แม่อยากได้อาหารเสริมเราก็ซื้อให้ ของตกแต่งบ้านอะไรเราก็ออกให้ แต่พอหลังจาก4เดือนที่เราลาออกเงินเราหมด เหมือนเราเป็นตัวอะไรไม่รู้สำหรับพ่อแม่อะ บางครั้งด่าเรา ตะเพิดเรา ไล่เราออกจากบ้าน ก็มี
ตอนนั้นเรามีปากมีเสียงกับแม่เราเลยค่ะ เราพยายามอธิบายแต่แม่ก็พูดว่าอย่ามาเถียง แล้วตอนนั้นแม่เราทำกับข้าวอยู่ แม่พูดขึ้นมาว่า เห็นมั้ยมือถือมีดอยู่อย่ามาทำให้โมโหได้มั้ย เดี๋ยวโมโหมากๆกูก็แทงเลยนี่ มันทำให้เราคิดเลยค่ะว่าแม่เราพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ เราคงไม่จำเป็นสำหรับบ้านนี้จริงๆ
ยิ่งอยู่ไปเรายิ่งอึดอัดค่ะ จนตอนนี้ไม่ไหวแล้วค่ะ บางครั้งเราเล่นมือถือเห็นคนเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะเพราะครอบครัว เราไม่อยากเป็นแบบนั้นค่ะ (รึว่าเป็นก็ไม่รู้ 555)
ไหนๆเดือนหน้าเราก็จะไปทำงานแล้ว ได้ห่างกันสักพักมันคงจะดีขึ้น ไม่ต้องมาทนกับความประสาท-ต่างๆนาๆ
ที่มาตั้งกระทู้นี้ ไม่ได้จะมาขายครอบครัวตัวเอง แต่เราต้องการแค่พื้นที่ระบายแค่นั้นเองค่ะ. หากกระทู้นี้ขวางหูขวางตา รบกวนสายตาใครก็ขอโทษด้วยค่ะ
เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่ามั้ยคะ?
เราเป็นลูกคนเดียวของบ้านค่ะ คือที่บ้านเราไม่ได้เลี้ยงแบบเข้มงวดนะคะแล้วก็ไม่ได้ปล่อยด้วยค่ะ อยากไปไหนก็ให้ไป
แต่รู้สึกว่าบางครั้งพ่อเราคาดหวังกับเรามากเกินไป
ตั้งแต่เรียนจบมัธยมต้นแล้วค่ะ เราอยากไปเรียนต่อโรงเรียนในจังหวัดตามเพื่อนก็ไม่ให้ไป ต้องเรียนใกล้บ้านเพื่อจะได้ช่วยงานพ่อแม่ได้ในเวลาเลิกเรียนและวันหยุด เราไม่เคยได้เรียนพิเศษเหมือนเพื่อนๆเลยค่ะ ต้องช่วยงานที่บ้านตลอด (อ้อลือมบอกที่บ้านเราเป็นร้านอาหารอยู่ต่างจังหวัดค่ะ)
ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไรมากก็ยังเด็กอยู่ โอเค ก็เรียนๆไป
พอขึ้นม.ปลายก็เหมือนเดิมค่ะ ช่วยงานที่บ้านตลอด แต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่พอจบม.ปลายเราต้องเรียนต่อ ช่วงนั้นพ่อเราอยากให้เรียนพยาบาลมากค่ะ แต่เราไม่ชอบ เราชอบคำนวน เราก็ไปหาสอบที่เราชอบ ช่วงนั้นก็ทะเลาะกับพ่อ บ้านนี่ลุกเป็นไฟเลย จนพ่อเราพูดออกมาว่าถ้าไม่เรียนพยาบาลก็ส่งตัวเองเรียนแล้วกัน ตอนนั้นเราเครียดมากถึงขั้นสมัครเรียนรามฯแล้ว จนมาถึงช่วงสอบแอดมิดชั่น เราต้องเลือกที่เรียนแล้วก็คณะที่จะเรียน ด้วยความประชดเราเลือกพยาบาลอันดับ1 เป็นสถาบันเอกชน ปรากฎว่าเราติดค่ะ เราก็เลยต้องเรียน
พอเรียนๆไปก็คิดว่าไม่เป็นไร แค่เรียนให้จบก็พอ
พอช่วงปี2 เราต้องฝึกงานด้วยเราเครียดมาก พยายามพูดคุยกับพ่อว่าไม่อยากเป็นพยาบาล อยากไปเรียนคณะอื่น พ่อก็เริ่มเบาลง ก็บอกให้เราอดทนเรียนไปจนถึงปี4ได้มั้ย ถ้าไม่อยากเป็นจริงๆ จบออกมาแล้วจะไม่เป็นพยาบาลก็ได้ ถ้าอยากเรียนอย่างอื่นก็จะให้เรียน ถ้าอยากทำงานอันอื่นก็แล้วแต่ ก็ตามใจ แต่ขอให้เรียนให้จบไปก่อน
โอเคในเมื่อพ่อขอก็ทำให้ละกัน
พอจบปี4เราก็ได้ทำงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด เพราะติดสัญญา2ปี เลยต้องทำ. หลังจาก2ปี เราขอพ่อกลับมาอยู่บ้าน ขอพักสักเดือนแล้วจะเริ่มหาที่ทำงานใหม่
แต่กลับคาดค่ะ พ่อเราบอกว่าให้มาช่วยงานที่บ้าน มาดูแลกิจการที่บ้าน
ตอนนั้นเราดีใจมากเลยค่ะไม่คิดไม่ฝันว่าจู่ๆคนที่อยากให้เราเป็นพยาบาลแทบตาย มาบอกว่าไม่ต้องเป็นแล้วให้มาดูแลกิจการที่บ้านแทน
ตอนแรกเราก็คิดว่าเราจะต้องเป็นเจ้าของกิจการ คอยดูแลงาน บริหารลูกน้องเรา
แต่เปล่าเลยค่ะ
เรากลายมาเป็นลูกน้องอีกคนของพ่อแทน เราไม่ได้บริหารอะไรอย่างที่เราคิดเลย พ่อเราใช้เราเป็นลูกน้องจริงๆค่ะ เงินค่าจ้างอะไรก็ไม่ได้ เวลาเราอยากได้อะไรเราต้องมาแบมือขอพ่อแม่อีก แล้วเวลาเราทำออร์เดอร์ผิดก็ด่าเรา หาว่าสั่งไปไม่ฟัง บ่นทีก็ยาวเลยค่ะ เรามีปากเสียงกับพ่อบ่อยมาก เวลาว่างๆลูกค้ายังไม่เข้าเราก็จะเล่นมือถือหาอะไรดู แต่พอพ่อเรามาเห็นก็จะด่าเลยค่ะ ห้ามเล่นมือถือทั้งสิ้น ทั้งๆที่ร้านว่าง ขนาดตอนทำงานช่วงว่างๆยังได้จับมือถือบ้าง แต่มาทำงานกับพ่อเราอึดอัดจนแทบขยับตัวไม่ได้เลย แม่เราก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเห็นเราเล่นมือถือแล้วลูกค้ามาก็จะพูดเสียงดังให้พ่อได้ยิน ประมาณว่าลูกค้ามาจะเล่นอะไรนักหนากับโทรศัพท์ , ลืมตาดูมั่งสิว่าลูกค้ามา ฯลฯ ทั้งๆที่เราก็เห็นลูกค้าและเตรียมตัวต้อนรับแล้ว แต่ก็ชอบพูดแบบนี้ดักหน้าเราอยู่เรื่อย
แล้วพอเราพูดขึ้นมาบ้างว่าเราไม่ทำงานตรงไหน ลูกค้ามาก็ต้อนรับให้แล้วนี่ไง ก็เล่นแค่ตอนว่างมั้ย ลูกค้ามาก็ไม่ได้เล่น เท่านั้นแหละค่ะเรากลายเป็นคนเนรคุณทันที หาว่าเราเถียงเป็นคนก้าวร้าวทำอะไรค้าขายไม่ขึ้น ถึงได้มาเกาะพ่อแม่กิน บุญคุณที่เคยส่งเสียไม่สำนึก ทำงานก็ไม่มีเงินเก็บยังต้องมาพึ่งใบบุญพ่อแม่ แล้วก็บ่นยาวเลยค่ะลามไปจนถึงคำสอนพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่นั้นมาเราก็เลี่ยง ไม่พูดไม่คุยกับพ่อ ยิ่งคุยยิ่งทะเลาะ
ทุกวันนี้ยังไม่คุยกับพ่อเลยค่ะ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง แล้วคือตั้งแต่นั้นมามุมมองเรื่องครอบครัวเราเปลี่ยนไปด้วย ทุกวันนี้ไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าพ่อเลยค่ะ รู้สึกว่าสายตาที่เค้ามองเรามันไม่ใช่ลูกเหมือนเดิม เหมือนเราเป็นตัวปัญหา มาเกาะเค้าอยู่ เวลาค่าน้ำค่าไฟขึ้นแม่จะมองเราคนแรกเลยแล้วก็หาว่าเราชอบเปิดแอร์ เปิดน้ำทิ้งไว้ ทั้งๆที่เราก็แค่อาบน้ำปกติ แอร์ก็เปิดแค่ตอนนอน(เรานอนห้องเดียวกับพ่อแม่ค่ะ เวลานอนจะเปิดแอร์เป็นปกติ) เหมือนว่าเรากลับมาอยู่บ้านอะไรๆมันแย่ลงขึ้นเรื่อยๆ
เราคิดว่าเราอยู่ไม่ไหว มันอึดอัด ทุกอย่างมันnegative ไปหมดสำหรับเรา แทนที่กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตามันจะดี
แล้วเราแอบไปสมัครงานไว้แล้วค่ะ เพราะคิดว่าไหนๆก็อยู่ด้วยกันไม่ไหว ก็ห่างกันซักหน่อยละกัน เรื่องไปสมัครงานนี่เราบอกกับแม่ไว้ค่ะ แต่ไม่ได้บอกพ่อ คิดว่าทางโรงพยาบาลเรียกตัวเมื่อไหร่ค่อยบอกพ่อดีกว่า ถ้าบอกตอนนี้ทะเลาะกันหนักแน่ๆ
แล้วเมื่อคืนแม่ก็มาพูดกับเรา ว่าไปทำงานก็ขยันๆ เก็บตังค์ให้ได้เยอะๆ ดูสิทำที่เก่าไม่เห็นจะมีเงินเก็บสักบาท ยังกลับมาขอตังค์แม่ใช้ไปวันๆ ดูลูกคนอื่นมั่งสิ เขาไปทำงาน2ปี มีตังค์ให้แม่เป็นแสนๆ ความรู้สึกเราตอนนั้นเหมือนเราไร้ค่ามากในสายตาแม่อะ ตอนลาออกจากงานเราก็มีเงินเก็บหลายหมื่นอยู่นะ ตอนออกจากงานช่วง4เดือนแรกเราไม่ได้ขอตังค์พ่อแม่ใช้ด้วยซ้ำ เราใช้เงินตัวเอง เราอยากได้อะไรเราก็เอาเงินเราออก แม่อยากได้อาหารเสริมเราก็ซื้อให้ ของตกแต่งบ้านอะไรเราก็ออกให้ แต่พอหลังจาก4เดือนที่เราลาออกเงินเราหมด เหมือนเราเป็นตัวอะไรไม่รู้สำหรับพ่อแม่อะ บางครั้งด่าเรา ตะเพิดเรา ไล่เราออกจากบ้าน ก็มี
ตอนนั้นเรามีปากมีเสียงกับแม่เราเลยค่ะ เราพยายามอธิบายแต่แม่ก็พูดว่าอย่ามาเถียง แล้วตอนนั้นแม่เราทำกับข้าวอยู่ แม่พูดขึ้นมาว่า เห็นมั้ยมือถือมีดอยู่อย่ามาทำให้โมโหได้มั้ย เดี๋ยวโมโหมากๆกูก็แทงเลยนี่ มันทำให้เราคิดเลยค่ะว่าแม่เราพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ เราคงไม่จำเป็นสำหรับบ้านนี้จริงๆ
ยิ่งอยู่ไปเรายิ่งอึดอัดค่ะ จนตอนนี้ไม่ไหวแล้วค่ะ บางครั้งเราเล่นมือถือเห็นคนเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะเพราะครอบครัว เราไม่อยากเป็นแบบนั้นค่ะ (รึว่าเป็นก็ไม่รู้ 555)
ไหนๆเดือนหน้าเราก็จะไปทำงานแล้ว ได้ห่างกันสักพักมันคงจะดีขึ้น ไม่ต้องมาทนกับความประสาท-ต่างๆนาๆ
ที่มาตั้งกระทู้นี้ ไม่ได้จะมาขายครอบครัวตัวเอง แต่เราต้องการแค่พื้นที่ระบายแค่นั้นเองค่ะ. หากกระทู้นี้ขวางหูขวางตา รบกวนสายตาใครก็ขอโทษด้วยค่ะ