สังคมเมืองหลวงเป็นสังคมที่แล้งน้ำใจ

กระทู้คำถาม
ไม่รู้จะเริ่มหัวข้อว่ายังไงจะขอเล่าตั้งแต่แรกยันจบให้อ่านมันเป็นความรู้สึกหดหู่กับสังคมสมัยนี้หรือเป็นเพราะเราอ่อนต่อโลก โลกสวยเกินไปหรือปล่าวก็ไม่รู้เรื่องมีอยู่ว่าวันนี้หลังจากที่เราเลิกงานกำลังจะกลับบ้านระหว่างทางเดินลงบันไดกำลังจะไปขึ้นรถสองแถวผู้คนจอแจต่างเดินด้วยความเร่งรีบเวลาในตอนนั้นประ20:30ดึกแล้ว ในฝูงคนมากมายเราได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจับใจความไม่ได้เราก็หันไปทางเสียงนั้นเห็นลุงตาบอดวนิพกแกชอบมานั่งร้องเพลงตรงนี้ประจำทุกวัน เราก็ชะงักแล้วยืนมองตั้งใจฟังว่าแกทำอะไรพูดอะไร แล้วแกก็พุดขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า ช่วยเรียกรถแท๊กซี่ให้หน่อยครับ ไอ้เราก็ยืนมองด้วยความเป็นห่วงปนความรู้สึกอยากรู้ว่าจะมีคนมาช่วยแกมั้ย จนในที่สุดก็ไม่มีใครมาช่วยแกเลยทุกคนเดืนผ่านไปโดยไม่สนใจในเสียงนั้น ภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าคือภาพชายแก่ตาบอดใส่เสื้อเชิ้ตเก่าๆที่จะเห็นแกใส่ทุกครั้งยืนไอ ถือเก้าอี้พลาสติก ข้างตัว เป็นถุงกระสอบข้างในป็นไมโครโฟนอุปกรณ์ทำมาหากินของแก เราเริ่มทนไม่ไหวเลยเข้าไปถามแกว่ามีไรให้ช่วยมั้ยคะลุง ลุงแกก็ตอบมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่าช่วยเรียกแท๊กซี่ให้ผมหน่อยครับ เราก็ยืนโบกแท๊กซี่ให้แกแต่มันต้องไปขึ้นฝั่งตรงข้าม เราก่บอกให้ลุงเค้ารอตรงนี้ก่อนแปบนึงเรายกเก้าอี้ไปก่อนคนขับแท๊กซี่มีน้ำใจมากนั่งดุทำหน้าไม่พอใจไม่พอถามเราเสียงแข็งว่าจะไปไหน เราก็บอกว่า ช่วยไปส่งลุงเค้าแถวร่มเกล้าหน่อยนะคะ อิตาแท๊กซี่พูดว่า เร็วๆน้องแถวนั่นรถติด เราก็วิ่งไปจูงลุงเค้ามาขึ้นรถพร้อมยืนเงินให้แท๊กซี่100 นี่ค่ารถลุงนะคะไม่ต้องทอนช่วยไปส่งลุงเค้าด้วยนะคะลุงตาบอดก็ขอบคุณเราแล้วรถก็ออกตัวไป เหตุผลที่เราให้ค่ารถแท๊กซี่100 เพราะตอนที่ระหว่างเรายินรอรถแท๊กซี่ลุงเค้าเล่าว่าแท๊กซี่บางคันราคาไม่เท่ากัน บางคัน70 บางคัน80 บางคันก็เอา100  เรากลับมาถึงห้องด้วยความรู้สึกหดหู่ถ้าเราไม่ช่วยลุงตอนนี้ลุงเค้าจะได้ขึ้นแท๊กซี่หรือยัง สังคมโหดร้ายมีประชากรแล้งน้ำใจตั้ง90%ในเมืองหลวงที่ชื่อว่ากรุงเทพฯ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่