สืบเนื่องมาจากดูซีรีย์ Criminal mind ตอนหนึ่ง ฆาตกรคู่หนุ่มสาวติดเหล้าและถูกทารุณทางเพศตั้งแต่เด็ก ก็เลยนึกถึงเรื่องที่เกิดกับตัวเอง กับวันนี้ฟัง I'm OK ของ iKON มาทั้งวัน (
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ก็คิดว่า...นะ พูดได้ละ เข้มแข็งพอแล้วค่ะ
เรื่องที่เกิดกับเราตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ก็ผ่านมาครึ่งชีวิตทำงานละ หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่าสังคมในปัจจุบัน หรือในประเทศไทยจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก เลยไม่ใส่ใจ (ตราบเท่าที่ไม่เกิดกับคนในครอบครัวหรือตัวเอง)
เราจะอ่อนไหวกับประเด็นหรือข่าวเรื่องการคุกคามทางเพศ โดยเฉพาะคดีข่มขืนมาก ความรู้สึกแรกคือโกรธแค้น อยากฆ่าให้ตาย (ซึ่งก็จำวิธีฆ่าหรือการทำให้ตายได้เยอะจากการชอบดูซีรี่ย์ สืบสวน ฆาตกรรม ...ดูโรคจิตดีไหม

ก็พวก CSI, Bones, Body of Proof, Criminal mind เป็นต้น ในทางปฏิบัติอาจไม่ง่ายอย่างในซีรีย์ แต่โดยหลักการแล้ว ถ้าคิดจะทำจริง ๆ ก็ทำได้)
.
.
.
ยังค่ะ ยังไม่ใช่โรคจิต (คิดว่านะ เพราะยังรู้ตัว มีศีลธรรมขีดแบ่งอยู่ - หากไม่ถูกกระตุ้น ) โอ๊ะ ออกทะเลไปแล้ว
กลับมา ๆ
เท่าที่จำได้นะ ครั้งแรกที่ถูกคุกคามก็น่าจะตอน 5-6 ขวบ (จำได้ว่าตอนเด็กย้ายบ้านจากอ.เมือง ไปอยู่แม่สายตอนประมาณ 7 ขวบ เรื่องเกิดที่อ.เมือง แล้วถ้าตามหลักการที่ว่าเด็กจะเริ่มจำได้ตั้งแต่ตอน 5 ขวบ ก็คงเป็นช่วงนั้น) เราเป็นเด็กเหนือค่ะ ตอนเด็ก ๆ น่ารักเชียว ขาว น่ารัก เหมือนเด็กญี่ปุ่นแหละ (กลับไปดูรูปตัวเองตอนเด็ก อวยตัวเอง) พ่อทำงาน วันนั้นแม่ไปไหนจำไม่ได้ไปกับครอบครัวของน้าแม่ แล้วก็ฝากเราไว้กับญาติห่าง ๆ หรือคนรู้จักของน้า (แม่) ที่อยู่ในอาณาเขตบ้านเดียวกันนั่นแหละ
ความรู้สึกตอนนั้นจำได้ว่าไม่เคยชอบผู้ชายคนนี้เลย แล้ววันนั้น เหมือนไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีเราอยู่กับผู้ชายคนนี้ แล้วเขาก็พาเราขึ้นบ้านเขา เป็นบ้าน 2 ชั้น ถอดเสื้อเรา ...ความจำคลุมเครือหน่อย เหมือนว่าในบ้านมันมืด (ตอนกลางวันนะ) เราน่าจะกลัวเลยออกวิ่งออกมาอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน เราเริ่มร้องไห้ เริ่มร้องเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกกล้ว เขาแตะตัวเรานะ เหมือนเห็นว่าเขาถอดเสื้อผ้า เราถูกจับแขนขวาจากด้านหลังตอนที่กำลังจะลงบันไดบ้าน เขาพูดอะไรไม่รู้ เหมือนปลอบให้เงียบ แต่เรารู้สึกไม่สบาย ไม่ชอบ เราก็ร้องไห้ ร้องดัง เรื่อย ๆ
ขอพักแป๊บ เหมือนสะกดจิตตัวเอง พยายามนึกถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ เคยได้ยินไหม "เหตุการณ์ฝังใจ" คุณจะจำรายละเอียดได้เสมอ ทั้งภาพ กลิ่น เสียง ความรู้สึก แค่มันถูกล๊อคไว้จากกลไกทางสมองที่พยายามปกป้องตัวเอง เหมือนตอนนี้เรากำลังพยายามดึงมันออกมาชำแหละ และต้องเอาชนะให้ได้ ไม่อย่างงั้นมันจะอยู่คอยกัดกินสภาพจิตใจไปเรื่อย ๆ อีกทั้งเราอยากให้ผู้ปกครองทั้งหลายคอยสังเกตลูกตัวเองอยู่เสมอนะคะ ประสบการณ์คุกคามทางเพศที่เราจะเล่ามาทั้งหมด "เกิดจากคนใกล้ชิด" ทั้งนั้นค่ะ
จะเล่าจบไหมนี่ สู้ ๆ

(คือเหมือนจะหายใจเร็ว และมือเริ่มสั่น ๆ ชา ๆ)
ต่อนะ
เขานั่งอยู่ด้านหลัง จับแขนเราไว้จากด้านหลัง เรานั่งอยู่บนบันไดขั้นบนสุดของบ้าน ร้องไห้เสียงดัง มองท้องฟ้า ร้องไห้ไปเรื่อย ๆ หวังจะให้คนมาช่วย ร้องหาแม่ หาพี่ หาพ่อ เขาถอดเสื้อผ้าหมดแล้ว (จำได้ว่าเขาจับหน้าเราให้หันไปดู เห็นอะไรดำ ๆ ...นะ ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร กลัว) โชคดีที่เราเป็นเด็กที่ร้องไห้บ่อย ปอดใหญ่ เสียงเลยดังมาก คิด ๆ ดูน่าจะได้ยินไป 3-4 บ้านในละแวกนั้นนะ เขาก็เหมือนปลอบว่าไม่ทำอะไรหรอก แต่เขาเอาอะไรมาถูหลังเราอยู่ (ถูกถอดเสื้อไงคะ ถึงจะจำได้ว่าตอนเด็ก ก็ใส่แต่กางเกงในวิ่งเล่นแถวบ้าน แต่ครั้งนั้นรู้สึกไม่ชอบเลย) เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ถอดกางเกงเรานะ (เพราะแหกปากเสียงดังมาก) เลยได้แต่ถู ๆ อยู่ด้านหลัง
ไม่รู้ว่าทำไปนานเท่าไหร่ (เด็กอ่ะนะ) แต่ความรู้สึกเราตอนนั้นเหมือนมันนานมาก มันทรมาน น่ากลัว รู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีใครมา แล้วเขาก็บอกว่าไม่ทำอะไรหรอก (เห็นอยู่ว่าทำ ไอ้....

)
แต่เราโชคดีจริง ๆ ที่ไม่โดนทำอะไรมากกว่านั้น เหมือนเขาบอก (หรือขู่วะ จำไม่ได้)ว่าไม่ให้บอกใคร เราก็ไม่เคยบอกใครเลย (อันนี้วิเคราะห์นะ น่าจะขู่ว่าไม่มีใครเชื่อหรอก ) แต่เราก็ไม่เคยใกล้ผู้ชายคนนี้อีกเลย
30 กว่าปี เราเพิ่งเคยพูดให้แม่ฟังในวันนึง น่าจะมีข่าวเกี่ยวกับข่มขืนเด็กหรือเปล่านี่แหละ ก็เลยบอกแม่ ก็เหมือนประโยคบอกเล่าทั่วไปนั่นแหละ เหมือนแบบ "แม่ ....(ชื่อ) ก็เคยโดนเหมือนกันนะ ตอนอยู่บ้านน้า แล้วก็เล่าคร่าว ๆ จบไม่เกิน 5 ประโยค
เรื่องนี้ อยากให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือทุกคนใส่ใจหน่อยนะคะ เด็กน่ะ ไม่รู้หรอกว่าถูกกระทำอะไร ถูกสอนให้เชื่อฟัง ให้ไว้ใจ ครอบครัว ญาติ มันเป็นแผลทางจิตใจนะ ดูจากเรา ไม่เคยลืม แค่โยนมันไว้ในซีกสมองส่วนนึงแล้วลงกลอนไว้ แต่มันยังคงอยู่ และมีผลต่อการดำเนินชีวิตเหมือนกันนะ
มีอยู่ช่วงนึง ราว ป. 6 - ม.1 เราเป็นโรคกลัวผู้ชายไปเลย แบบ ไม่ใกล้ แตะตัวไม่ได้ ไม่พูดด้วยถ้าไม่จำเป็นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียน แล้วเด็กผู้ชายสมัยนั้นน่ะ เวลาจะจีบเด็กผู้หญิงก็จะชอบแกล้งนะ (ขอบอกวิธีนี้ผิดอย่างแรง ฉันเกลียดใคร เกลียดจริง ไม่เหมือนในละครหรอกนะ) เคยถึงขั้นเอาไม้หน้าสาม (ไม่รู้เป็นไง เศษไม้จากซากอาคารเรียน) เขวี้ยงใส่หัวเพื่อนผู้ชายมาแล้ว โดนตรงท้ายทอยด้วย (โชคดีมันไม่โดนจุดสำคัญอย่างก้านสมอง ไม่งั้นคงได้อยู่สถานพินิจแต่เด็ก)
ไม่มีใครฟ้องครู ทั้งเพื่อนในชั้นเรียน ทั้งเด็กผู้ชายที่โดนเราหวด แต่เรื่องนี้รู้กันทั้งโรงเรียน เป็นโรงเรียนประจำค่ะ แล้วเราย้ายไปกลางเทอม (ป.6 ก็เพราะปัญหาภัยคุกคามทางเพศจากบ้านเดิมนี่แหละ เคยได้ไปพักพิงอยู่บ้านครูจันทร์แรมอยู่พักนึง คล้าย ๆ บ้านพักฉุกเฉินนี่แหละ แล้วคุณครูก็ทำเรื่องส่งมาให้อยู่โรงเรียนประจำ หนีจากบ้านป้าที่แม่สาย...ไว้ค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกที)
ถามว่าอาการหายไปแต่อย่างไร ...รักษาตัวเองค่ะ เพราะเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนในโรงเรียนมองเราเป็นตัวประหลาด แล้วเราก็ต้องมาคิดว่า ถ้าจะอยู่ในสังคมต่อไป ก็ต้องทำตัวให้เป็นปกติ เหมือนเริ่มแรกจะคิดว่าเด็กผู้ชายก็เป็น "สิ่งมีชีวิต" เหมือนกัน ก็ค่อย ๆ ปรับตัวไป ประมาณปีนึง ถึงเริ่มแบบเดินไม่หลบผู้ชาย (ก่อนหน้านั้นจะมีระยะห่างกับผู้ชายไว้ราว 3-5 เมตรได้ เห็นได้ชัดเวลาเดินสวนกับเด็กผู้ชายจะตีวงโค้งอ้อมไป ตอนเข้าแถวก็จะไม่คิดอะไร หมายถึงว่าจะคิดว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ - ประหนึ่งสะกดจิตตัวเอง มองแต่เสาธงและคุณครู)
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นนะ คุณเคยคิดไหมว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง กับลูกสาว น้องสาว พี่สาว หรือแม้แต่กับเด็กชาย ไม่มีใครพูด ใช่ว่าจะไม่เคยมี...
หมั่นสังเกตและสอนเด็ก ๆ ไว้เถอะค่ะ ว่าพฤติกรรมแบบไหนทำได้ ทำไม่ได้ คุณไม่สามารถปกป้องลูกหลานได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ ต้องสอนให้เด็กรู้จักเรียนรู้และปกป้องตัวเองด้วย
จบเรื่องแรก ขอไปเติมพลังชีวิตก่อน สูบไปเยอะเหมือนกัน
คุณคิดว่าภัยคุกคามทางเพศต่อเด็กในประเทศไทยนั้นมากแค่ไหน?
เรื่องที่เกิดกับเราตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ก็ผ่านมาครึ่งชีวิตทำงานละ หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่าสังคมในปัจจุบัน หรือในประเทศไทยจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก เลยไม่ใส่ใจ (ตราบเท่าที่ไม่เกิดกับคนในครอบครัวหรือตัวเอง)
เราจะอ่อนไหวกับประเด็นหรือข่าวเรื่องการคุกคามทางเพศ โดยเฉพาะคดีข่มขืนมาก ความรู้สึกแรกคือโกรธแค้น อยากฆ่าให้ตาย (ซึ่งก็จำวิธีฆ่าหรือการทำให้ตายได้เยอะจากการชอบดูซีรี่ย์ สืบสวน ฆาตกรรม ...ดูโรคจิตดีไหม
.
.
.
ยังค่ะ ยังไม่ใช่โรคจิต (คิดว่านะ เพราะยังรู้ตัว มีศีลธรรมขีดแบ่งอยู่ - หากไม่ถูกกระตุ้น ) โอ๊ะ ออกทะเลไปแล้ว
กลับมา ๆ
เท่าที่จำได้นะ ครั้งแรกที่ถูกคุกคามก็น่าจะตอน 5-6 ขวบ (จำได้ว่าตอนเด็กย้ายบ้านจากอ.เมือง ไปอยู่แม่สายตอนประมาณ 7 ขวบ เรื่องเกิดที่อ.เมือง แล้วถ้าตามหลักการที่ว่าเด็กจะเริ่มจำได้ตั้งแต่ตอน 5 ขวบ ก็คงเป็นช่วงนั้น) เราเป็นเด็กเหนือค่ะ ตอนเด็ก ๆ น่ารักเชียว ขาว น่ารัก เหมือนเด็กญี่ปุ่นแหละ (กลับไปดูรูปตัวเองตอนเด็ก อวยตัวเอง) พ่อทำงาน วันนั้นแม่ไปไหนจำไม่ได้ไปกับครอบครัวของน้าแม่ แล้วก็ฝากเราไว้กับญาติห่าง ๆ หรือคนรู้จักของน้า (แม่) ที่อยู่ในอาณาเขตบ้านเดียวกันนั่นแหละ
ความรู้สึกตอนนั้นจำได้ว่าไม่เคยชอบผู้ชายคนนี้เลย แล้ววันนั้น เหมือนไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีเราอยู่กับผู้ชายคนนี้ แล้วเขาก็พาเราขึ้นบ้านเขา เป็นบ้าน 2 ชั้น ถอดเสื้อเรา ...ความจำคลุมเครือหน่อย เหมือนว่าในบ้านมันมืด (ตอนกลางวันนะ) เราน่าจะกลัวเลยออกวิ่งออกมาอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน เราเริ่มร้องไห้ เริ่มร้องเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกกล้ว เขาแตะตัวเรานะ เหมือนเห็นว่าเขาถอดเสื้อผ้า เราถูกจับแขนขวาจากด้านหลังตอนที่กำลังจะลงบันไดบ้าน เขาพูดอะไรไม่รู้ เหมือนปลอบให้เงียบ แต่เรารู้สึกไม่สบาย ไม่ชอบ เราก็ร้องไห้ ร้องดัง เรื่อย ๆ
ขอพักแป๊บ เหมือนสะกดจิตตัวเอง พยายามนึกถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ เคยได้ยินไหม "เหตุการณ์ฝังใจ" คุณจะจำรายละเอียดได้เสมอ ทั้งภาพ กลิ่น เสียง ความรู้สึก แค่มันถูกล๊อคไว้จากกลไกทางสมองที่พยายามปกป้องตัวเอง เหมือนตอนนี้เรากำลังพยายามดึงมันออกมาชำแหละ และต้องเอาชนะให้ได้ ไม่อย่างงั้นมันจะอยู่คอยกัดกินสภาพจิตใจไปเรื่อย ๆ อีกทั้งเราอยากให้ผู้ปกครองทั้งหลายคอยสังเกตลูกตัวเองอยู่เสมอนะคะ ประสบการณ์คุกคามทางเพศที่เราจะเล่ามาทั้งหมด "เกิดจากคนใกล้ชิด" ทั้งนั้นค่ะ
จะเล่าจบไหมนี่ สู้ ๆ
ต่อนะ
เขานั่งอยู่ด้านหลัง จับแขนเราไว้จากด้านหลัง เรานั่งอยู่บนบันไดขั้นบนสุดของบ้าน ร้องไห้เสียงดัง มองท้องฟ้า ร้องไห้ไปเรื่อย ๆ หวังจะให้คนมาช่วย ร้องหาแม่ หาพี่ หาพ่อ เขาถอดเสื้อผ้าหมดแล้ว (จำได้ว่าเขาจับหน้าเราให้หันไปดู เห็นอะไรดำ ๆ ...นะ ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร กลัว) โชคดีที่เราเป็นเด็กที่ร้องไห้บ่อย ปอดใหญ่ เสียงเลยดังมาก คิด ๆ ดูน่าจะได้ยินไป 3-4 บ้านในละแวกนั้นนะ เขาก็เหมือนปลอบว่าไม่ทำอะไรหรอก แต่เขาเอาอะไรมาถูหลังเราอยู่ (ถูกถอดเสื้อไงคะ ถึงจะจำได้ว่าตอนเด็ก ก็ใส่แต่กางเกงในวิ่งเล่นแถวบ้าน แต่ครั้งนั้นรู้สึกไม่ชอบเลย) เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ถอดกางเกงเรานะ (เพราะแหกปากเสียงดังมาก) เลยได้แต่ถู ๆ อยู่ด้านหลัง
ไม่รู้ว่าทำไปนานเท่าไหร่ (เด็กอ่ะนะ) แต่ความรู้สึกเราตอนนั้นเหมือนมันนานมาก มันทรมาน น่ากลัว รู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีใครมา แล้วเขาก็บอกว่าไม่ทำอะไรหรอก (เห็นอยู่ว่าทำ ไอ้....
แต่เราโชคดีจริง ๆ ที่ไม่โดนทำอะไรมากกว่านั้น เหมือนเขาบอก (หรือขู่วะ จำไม่ได้)ว่าไม่ให้บอกใคร เราก็ไม่เคยบอกใครเลย (อันนี้วิเคราะห์นะ น่าจะขู่ว่าไม่มีใครเชื่อหรอก ) แต่เราก็ไม่เคยใกล้ผู้ชายคนนี้อีกเลย
30 กว่าปี เราเพิ่งเคยพูดให้แม่ฟังในวันนึง น่าจะมีข่าวเกี่ยวกับข่มขืนเด็กหรือเปล่านี่แหละ ก็เลยบอกแม่ ก็เหมือนประโยคบอกเล่าทั่วไปนั่นแหละ เหมือนแบบ "แม่ ....(ชื่อ) ก็เคยโดนเหมือนกันนะ ตอนอยู่บ้านน้า แล้วก็เล่าคร่าว ๆ จบไม่เกิน 5 ประโยค
เรื่องนี้ อยากให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือทุกคนใส่ใจหน่อยนะคะ เด็กน่ะ ไม่รู้หรอกว่าถูกกระทำอะไร ถูกสอนให้เชื่อฟัง ให้ไว้ใจ ครอบครัว ญาติ มันเป็นแผลทางจิตใจนะ ดูจากเรา ไม่เคยลืม แค่โยนมันไว้ในซีกสมองส่วนนึงแล้วลงกลอนไว้ แต่มันยังคงอยู่ และมีผลต่อการดำเนินชีวิตเหมือนกันนะ
มีอยู่ช่วงนึง ราว ป. 6 - ม.1 เราเป็นโรคกลัวผู้ชายไปเลย แบบ ไม่ใกล้ แตะตัวไม่ได้ ไม่พูดด้วยถ้าไม่จำเป็นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียน แล้วเด็กผู้ชายสมัยนั้นน่ะ เวลาจะจีบเด็กผู้หญิงก็จะชอบแกล้งนะ (ขอบอกวิธีนี้ผิดอย่างแรง ฉันเกลียดใคร เกลียดจริง ไม่เหมือนในละครหรอกนะ) เคยถึงขั้นเอาไม้หน้าสาม (ไม่รู้เป็นไง เศษไม้จากซากอาคารเรียน) เขวี้ยงใส่หัวเพื่อนผู้ชายมาแล้ว โดนตรงท้ายทอยด้วย (โชคดีมันไม่โดนจุดสำคัญอย่างก้านสมอง ไม่งั้นคงได้อยู่สถานพินิจแต่เด็ก)
ไม่มีใครฟ้องครู ทั้งเพื่อนในชั้นเรียน ทั้งเด็กผู้ชายที่โดนเราหวด แต่เรื่องนี้รู้กันทั้งโรงเรียน เป็นโรงเรียนประจำค่ะ แล้วเราย้ายไปกลางเทอม (ป.6 ก็เพราะปัญหาภัยคุกคามทางเพศจากบ้านเดิมนี่แหละ เคยได้ไปพักพิงอยู่บ้านครูจันทร์แรมอยู่พักนึง คล้าย ๆ บ้านพักฉุกเฉินนี่แหละ แล้วคุณครูก็ทำเรื่องส่งมาให้อยู่โรงเรียนประจำ หนีจากบ้านป้าที่แม่สาย...ไว้ค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกที)
ถามว่าอาการหายไปแต่อย่างไร ...รักษาตัวเองค่ะ เพราะเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนในโรงเรียนมองเราเป็นตัวประหลาด แล้วเราก็ต้องมาคิดว่า ถ้าจะอยู่ในสังคมต่อไป ก็ต้องทำตัวให้เป็นปกติ เหมือนเริ่มแรกจะคิดว่าเด็กผู้ชายก็เป็น "สิ่งมีชีวิต" เหมือนกัน ก็ค่อย ๆ ปรับตัวไป ประมาณปีนึง ถึงเริ่มแบบเดินไม่หลบผู้ชาย (ก่อนหน้านั้นจะมีระยะห่างกับผู้ชายไว้ราว 3-5 เมตรได้ เห็นได้ชัดเวลาเดินสวนกับเด็กผู้ชายจะตีวงโค้งอ้อมไป ตอนเข้าแถวก็จะไม่คิดอะไร หมายถึงว่าจะคิดว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ - ประหนึ่งสะกดจิตตัวเอง มองแต่เสาธงและคุณครู)
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นนะ คุณเคยคิดไหมว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง กับลูกสาว น้องสาว พี่สาว หรือแม้แต่กับเด็กชาย ไม่มีใครพูด ใช่ว่าจะไม่เคยมี...
หมั่นสังเกตและสอนเด็ก ๆ ไว้เถอะค่ะ ว่าพฤติกรรมแบบไหนทำได้ ทำไม่ได้ คุณไม่สามารถปกป้องลูกหลานได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ ต้องสอนให้เด็กรู้จักเรียนรู้และปกป้องตัวเองด้วย
จบเรื่องแรก ขอไปเติมพลังชีวิตก่อน สูบไปเยอะเหมือนกัน