รีวิว ขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา B1/B2 ปี 2018/2019 - กรอกข้อมูลและเป็นสปอนเซอร์ให้พ่อแม่ ผลการสัมภาษณ์: ผ่าน

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

กระทู้นี้จะมาเล่าประสบการณ์การสมัครวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา หรือประเภท B1/B2 ให้พ่อกับแม่ โดยจขกท.เป็นผู้กรอกข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งเป็นสปอนเซอร์ให้พ่อแม่ด้วย และประสบการณ์ของพ่อแม่ที่เข้าไปสัมภาษณ์มาเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ธ.ค. 2018 โดยที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย

เริ่มจากที่เราอยากให้พ่อแม่มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาและก็มาเยี่ยมจขกท.ที่ทำงานที่อเมริกา (วันลาไม่เยอะค่ะ ให้พ่อแม่มาเยี่ยมก็จะได้เก็บวันลาไว้ไปเที่ยวที่อื่นได้บ้างด้วย 555)

ขั้นตอนการกรอกข้อมูลขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ เพราะมีหลายกระทู้ที่พูดถึงขั้นตอนอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่อยากเน้นคือ

1. การกรอกDS-160 สำคัญมากที่สุด กรอกให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

เรากรอกข้อมูลให้ทั้งพ่อและแม่ (ใช้เวลาไปapplicationละ 3-4ชม.) ซึ่งทั้งสองเกษียณแล้ว พูดง่ายๆคืออยู่บ้านเฉยๆ พักผ่อนไป ซึ่งในDS-160จะถามถึงประสบการณ์การทำงาน พ่อกับแม่เคยเปิดร้านอาหาร เราเลยกรอกไปอย่างละเอียดว่าร้านอะไร ทำอะไร รับผิดชอบอะไรในร้านบ้าง ร้านตั้งอยู่ที่ไหน ไม่ใช่แค่เขียนว่า เปิดร้านอาหาร จบ

2. เรากรอกใน DS-160อย่างชัดเจนว่าเป็นสปอนเซอร์ให้พ่อแม่ ซึ่งทำได้ค่ะ และระบุไปด้วยว่ามีคนรู้จักซึ่งก็คือเราเอง ซึ่งก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ บางท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ตรงหรือเคยได้ยินมาว่าถ้ามีใครเป็นสปอนเซอร์ให้หรือบอกว่ามีคนรู้จัก อาจจะไม่ได้ ส่วนตัวแล้วคิดว่าขึ้นอยู่กับว่ากรอกข้อมูลในส่วนของสปอนเซอร์ละเอียดแค่ไหน  และ โปรไฟล์ของสปอนเซอร์หรือคนรู้จักที่ว่าค่ะ

โปรไฟล์คร่าวๆของเรานะคะ

- ปี2013 ไปเรียนต่อโทที่อเมริกา (ขอวีซ่านักเรียน F1 ตอนปี2013) ไปแบบเข้าcollege เลย
- ปี2015 เรียนจบ ฝึกงาน (OPT) 1ปี
- ปี2016 สมัครงานแล้วโชคดีได้งาน และได้วีซ่าทำงาน H1B เริ่มงานเดือนมิ.ย. (กลับมาไทยในปีเดียวกันเพื่อทำ H1B visa stamping)
- ปี2017 ได้ green card หรือ เป็น permanent resident นั่นเอง
- ปัจจุบันก็ยังทำงานอยู่บริษัทเดิมที่เริ่มทำเมื่อปี 2016

เราไม่ได้มีช่วงไหนที่มาอยู่แบบผิดกฎหมาย หรือมี gapที่อยู่แบบไม่มีstatus ที่ถูกต้อง และก็ตั้งแต่ปี 2016ก็กลับไทยทุกปีค่ะ

จริงๆตอนแรกก็กังวลว่าพ่อแม่อาจจะไม่ได้วีซ่า เพราะเรามีสถานะที่ถูกกฎหมายที่นี่ มีงานประจำ แล้วก็เป็นลูกคนเดียว กลัวเจ้าหน้าที่จะคิดว่าพ่อแม่จะมาโดดอยู่กับเราเลย (ซึ่งไม่ใช่แน่นอนค่ะอันนี้ พ่อแม่ติดบ้านมาก มาเที่ยวคงจะพอได้) แต่ไม่ลองสมัครก็ไม่รู้ค่ะ!


3. เวลากรอกข้อมูลให้พ่อแม่โดยเฉพาะพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ให้อธิบายให้ท่านเข้าใจว่าเรากรอกอะไรไปบ้าง เราปริ้นท์ DS-160ออกมาแล้วเขียนอธิบายแต่ละคำถาม คำตอบเป็นภาษาไทยแล้วส่งไปให้พ่อแม่อ่าน แล้วvideo callอธิบายให้ฟังว่าแต่ละข้อคืออะไร เรากรอกไปว่าอย่างไร

4. เตรียมตัวสัมภาษณ์ให้พ่อกับแม่ หลังจากเราอธิบายว่ากรอกอะไรไปบ้าง ก็ฝึกให้พ่อแม่ตอบคำถาม โดยเราถามคำถามที่เราคิดว่าเจ้าหน้าที่เค้าจะถาม โดยลิสต์คำถามจากประสบการณ์ตรง และจากกระทู้ในนี้
เช่น
- ไปเที่ยวที่ไหน
- ไปนานแค่ไหน และไปช่วงไหน
- ใครเป็นสปอนเซอร์ให้
- สปอนเซอร์ทำอะไร อยู่ที่ไหน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
- ตอนนี้ประกอบอาชีพอะไร/ทำอะไรอยู่
เป็นต้น
ซึ่งคำถามเหล่านี้ก็อยู่ใน DS-160 ต้องตอบให้ได้ และตรงกับที่กรอกไป
เราให้พ่อแม่ฝึกทุกวัน ว่าเราทำงานอะไร ชื่อบริษัทอะไร อยู่เมืองไหน บ้านเราอยู่ที่ไหน จะมาเมื่อไหร่และไปไหนบ้าง และตอนนี้ทำอะไร

5. เอกสารประกอบอื่นๆ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่ขอดูเลยแต่เราก็ส่งให้พ่อแม่เตรียมไปเผื่อ
- เอกสารใบรับรองการทำงานของเรา
- Copy passport ของเรา
- Copy green card ของเรา
- สูติบัตร(แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว)
- Pay stub หกเดือนที่ผ่านมาของเรา
- Bank letter ของเรา
- W2 (ใบแสดงว่าเราเสียภาษีที่อเมริกาอย่างถูกต้อง)

วันสัมภาษณ์
(จากคำบอกเล่าของพ่อแม่)

หลังจากกรอกDS-160, submit และจ่ายเงิน, นัดวันสัมภาษณ์, เตรียมความพร้อมพ่อกับแม่ วันสัมภาษณ์ก็มาถึงค่ะ บอกก่อนว่าพ่อกับแม่เราประหม่าและตื่นเต้นมากๆๆๆ เพราะทั้งสองพูดภาษาอังกฤษได้แค่ Hello, I'm fine. แค่นั้นเลย แล้วก็บวกกับว่ากลัวจะไม่ผ่านด้วย เราบอกพ่อแม่ว่าให้พูดภาษาไทยกับเจ้าหน้าที่ไปเลย เพราะเค้าพูดไทยได้ และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ ยังไงก็ต้องลอง ไม่ได้ก็ถือว่าได้ลองแล้ว เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ

ได้รอบเวลา 8โมงเช้า พ่อแม่ตื่นเต้นไปถึงสถานทูตตั้งแต่เวลา 7โมง เราให้พี่ที่เป็นญาติช่วยพาไป พ่อแม่บอกว่ามีคนมารออยู่เยอะแล้วตั้งแต่ไปถึง

ได้เวลาก็รับบัตรคิวและเข้าไป เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารต่างๆ พิมพ์ลายนิ้วมือ ถามคำถามนิดหน่อย แล้วก็มาถึงด่านที่รอคอย

พ่อเล่าว่าคนคิวก่อนหน้าไม่ได้เยอะเหมือนกัน พ่อแม่ยิ่งประหม่าเข้าไปอีก พอถึงคิวพ่อกับแม่ พ่อบอกทั้งสองช่องว่างพร้อมกัน พ่อแม่เลือกเดินไปสัมภาษณ์กับผู้หญิง พ่อบอกว่าดูน่าจะใจดี 555

พ่อแม่: สวัสดีครับ/ค่ะ (เราบอกให้พูดไทยไปเลย เค้าจะได้รู้และสนทนากันเป็นภาษาไทย)


เจ้าหน้าที่: ไปไหนคะ

พ่อ: บอสตัน แล้วก็จะไปนิวยอร์ก ลาสเวกัส และซานฟรานซิสโก

เจ้าหน้าที่: ไปเมื่อไหร่คะ นานแค่ไหน

พ่อ: ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน

เจ้าหน้าที่: (ไม่แน่ใจว่าเดือนพฤษภาคมกับมิถุนายนคืออะไรในภาษาอังกฤษ พ่อเล่าว่าเค้าหันไปถามเจ้าหน้าที่คนไทยด้านหลัง จึงรู้ว่าคือ May กับ June ซึ่งก็คือที่เรากรอกไปใน DS-160นั่นแหละ พอได้คำตอบก็หันมาคุยกับพ่อแม่เราต่อ) อ่อ โอเคค่ะ พูดไทยไม่ค่อยเก่งค่ะ

แม่: ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็เก่ง (โอ๊ยยยแม่555)

เจ้าหน้าที่: ลูกทำอะไรอยู่ที่อเมริกาคะ ลูกสาวหรือลูกชาย

พ่อ: ลูกสาว ทำงานอยู่ที่บริษัท...เมือง...รัฐ...เค้าไปเรียนต่อโท เรียนจบก็ได้งานทำ จะไปเยี่ยมเค้า (ประมาณนี้)

เจ้าหน้าที่: เกษียณแล้วหรือคะ

พ่อ: ใช่ครับ

เจ้าหน้าที่: บ้านที่อยู่ตอนนี้บ้านของตนเองหรือเปล่าคะ

พ่อ: ใช่ครับ

เจ้าหน้าที่: (เก็บพาสปอร์ตไป) แล้วเราจะติดต่อไป

อันนี้ตอนที่พ่อเล่าคือเรางงมาก คือตอนแรกพอพ่อแม่ออกมาก็ตื่นเต้นโทรมาบอกว่าเค้าเก็บพาสปอร์ตไป เราก็ดีใจ แต่พอถามไปว่าเค้าพูดว่าอะไรตอนจบ ได้ยินแล้วคืองง 555 ติดต่อกลับไปคืออะไร หรือเจ้าหน้าที่อาจจะไม่แน่ใจว่าพูดเป็นไทยอย่างไรดี เราก็กังวลกลัวว่าจะมีปัญหาทีหลัง

หลังจากวันสัมภาษณ์ก็ติดช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ใจก็ห่วงแต่เรื่องนี้ จนกระทั่งในที่สุดวันที่ 3 มกราคม 2019 พาสปอร์ตก็ส่งมาถึงบ้าน ได้วีซ่า10ปี ทั้งพ่อและแม่ ถือว่าโชคดีรับปีใหม่


ใครมีคำถามอะไร ถามได้เลยนะคะ เราเองก็ได้ข้อมูลดีๆจากที่นี่เพราะฉะนั้นใครมีคำถามอะไร ยินดีตอบค่ะ

ขอบคุณค่า
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่