แชร์ประสบการทำงานจากลูกจ้าง จนเป็นผู้บริหารระดับกลาง ภาค 1 (จากลูกจ้าง เป็นพนักงานประจำ)

กระทู้สนทนา
เมื่อหลายปีที่แล้วเคยมีคนหลังไมค์ขอให้เล่าเรื่องแนวทางการเติบโตทางสายวิชาชีพ

ซึ่งกระทู้นี้ก็ใช้เวลาในการคิดว่าจะทำมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ก่อนที่จะเขียน
ตอนนี้ก็คิดว่าตกผลึกพอสมควรที่จะถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ของชีวิตให้แก่ผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน
กระทู้นี้จะมีความยาวมาก และจะไม่อธิบายเนื้อหาวิชาการที่เกี่ยวข้อง นอกจากเกร็ดชีวิตต่าง
ไม่เช่นนั้นคงจะยาวเป็นหนังสือหลายร้อยหน้าเลยที่เดียว
และกระทู้นี้ ก็คงจะยาวมากให้สมกับประสบการณ์ยาวนานเกือบๆ 20 ปี

สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเองของเด็กคนหนึ่ง ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร
สำหรับชีวิตผม คือ ทัศนคติ และผู้นำทาง ที่คอยแนะนำสั่งสอนและให้โอกาสเราเรียนรู้ เจริญเติบโตขึ้น

จขกท เองก็เป็นเมล็ดพันธ์ที่ไม่ดีนัก จบ วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยบ้านนอก

ซึ่งจากชีวิตที่เป็นลูกเจ้าของกิจการยอดขายหลัก 100 ล้านต่อปี
กลายเป็นที่บ้านเจอมรสุมเศรษฐกิจ จนกิจการที่บ้านล้มละลาย
และพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านก็เครียดหนัก
จนหัวใจวายเสียชีวิตกะทันหัน ในเวลาถัดมาอีกไม่นาน
หลังจากจัดการเรื่องมรดก ก็พบว่ามีหนี้ที่คุณพ่อไม่ได้แจ้งให้ทราบอีกจำนวนหนึ่ง
ซึ่งทรัพย์สินที่มีก็ต้องขายไปใช้หนี้จนเกือบหมด แต่ก็ยังดีที่แบงค์
เห็นใจ ไม่ยึดบ้านที่ขาดส่งมาเป็นปีๆ รวมถึงเวฟค่าปรับ และดอกเบี้ยให้ส่วนหนึ่ง
และขอให้ส่งยอดขั้นต่ำ ไม่ต่ำกว่าจำนวนดอกเบี้ยในแต่ละเดือน
จึงทำให้มีที่ซุกหัวนอนอยู่ แต่ก็ยังเหลือเงินต้นอีกหลายล้านบาทที่ต้องชำระ

ซึ่งทั้งหมดก็เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเรียนจบ

เนื่องจากไม่เคยคิดอะไร นอกจาก เรียนให้จบๆ จบมาก็ไปช่วยกิจการป๊ะป๋า
ชีวิตก็มีกรอบความคิดอยู่แค่นั้น จึงทำให้ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรมาก
ก็เรียนจบช้ากว่าหลักสูตรที่กำหนดไว้ 4 ปี ต้องเรียนเพิ่มอีก 1 ปี
เป็นรวมเป็นเรียน 5 ปี และจบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.1


ซึ่งก็เรียกว่าต้องปรับตัวกันมาก สำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง
ก็คงต้องเรียกว่าสวรรค์ล่ม จากที่เคยขับรถเบนซ์ไปเรียน
ต้องเปลี่ยนมานั่งรถโดยสารประจำทางหวานเย็นไปเรียนแทน


ซึ่งกระทู้นี้ก็จะเริ่มตั้งแต่เรียนจบ จนกระทั้งถึงปัจจุบัน

ปีที่ 1 ปีแห่งการเริ่มต้น
หลังจาก จขกท เรียนจบมา ก็ได้หางานตามแบบฉบับ นศ จบใหม่ทั่วไป
คือ ถามรุ่นพี่ ถามเพื่อน หางานใน นสพ สมัครงาน ไปงานจ็อบแฟร์ต่างๆ
สมัครผ่านอีเมล์บ้าง ส่งเอกสารไปบ้างตามเรื่องตามราว
สมัยนั้นเว็บหางานเป็นเรื่องใหม่มาก และยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลาย

หลังจากหางานไปได้ครึ่งปี ก็เกิดความท้อแท้มากๆ
แต่ก็โชคยังพอมี เพื่อนคณะอื่น มหาลัยอื่นที่ได้ทุนเรียนต่อปริญญาโท และเป็นผู้ช่วยนักวิจัย
ได้ติดต่อมาเพื่อชักชวนให้มาเป็นลูกจ้างชั่วคราว
เพื่อทำการสำรวจข้อมูลประชากร ในการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่ง

รายได้ก็ตกเดือนละประมาณ 2 หมื่นบาท แหม รายได้ดีมากๆ เลยใช่ไหมครับ
วิศวกรสมัยนั้น ค่ามาตรฐานเด็กจบใหม่คือ 15,000 บาท
แต่ผมได้ถึง 2 หมื่นบาท แหม มันช่างโก้เสียจริงๆ

แต่เดี๋ยวก่อน เงิน 2 หมื่นบาทนี้ คือค่าจ้างเหมา รวมค่ารถ ค่าที่พักต่างๆ ค่าถ่ายเอกสาร
ที่ลูกจ้างต้องไปบริหารเอง และในหนึ่งเดือนต้องส่งแบบสอบถามงานวิจัยที่มีคุณภาพครบถ้วนสมบูรณ์
ให้ได้ จำนวนหลักร้อยชุด ถ้าได้จำนวนไม่ถึงเป้าหมายก็จะได้เงินตามส่วน

ที่สำคัญ คือ การทำวิจัยของโครงการระดับหน่วยงาน หรือศูนย์วิจัยนั้น
ไม่เหมือนการทำแบบสอบถามที่เห็นทั่วไป แต่เป็นการสำรวจโดยมีแบบแผนการวิจัยที่ออกแบบมาดีแล้วถึงลักษณะประชากรที่จะสำรวจ ซึ่งลูกจ้างต้องไปหาผู้ที่มีคุณสมบัติตามนั้น

เช่น การสำรวจข้อมูลการบริโภคสินค้า โดยใช้แบบสอบถาม ก

แผนสำรวจประชากร เขตอำเภอเมือง

ประชากรเป้าหมาย

    นักเรียน นักศึกษา            เพศ ชาย        จำนวน      5 ราย
                            เพศ หญิง             จำนวน     5 ราย

    ผู้ไม่ประกอบอาชีพ/แม่บ้าน    เพศ ชาย        จำนวน     3 ราย
                             เพศ หญิง           จำนวน    8 ราย

    พ่อค้า แม่ค้า แผงลอย หาบเร่    เพศ ชาย        จำนวน    3 ราย
                            เพศ หญิง            จำนวน     6 ราย

    ...

เป็นต้น

ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ รวมทีมกัน นั่งรถโดยสารไปตามตัวอำเภอต่างๆ และช่วยกันทำงานก็จะเสร็จเร็ว ไม่เปลี่ยว และไม่เหนื่อยมาก ชีวิตในแต่ละวัน ตอนเช้าก็เตรียมเอกสาร ปากกา กล้องถ่ายรูป ใส่กระเป๋าเป้ ที่มีล้อลาก ไปกันกลุ่มละสองคน เข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทะเลาะกับหมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีปัญหากับคน มีชาวบ้านหลายคนเข้าใจว่าเราเป็นพนักงานขาย หรือนักสอนศาสนาก็เยอะ แต่หลังจากอธิบาย โชว์เอกสารแนะนำตัว เอาตัวอย่างรูปเล่มรายงานให้ดู ชาวบ้านก็จะเข้าใจโครงการมากขึ้น และที่สำคัญหน้าที่อีกอย่างที่ทางโครงการต้องการ คือ ต้องการให้ลูกจ้างช่วยกันกระจายข่าวว่า โครงการ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดทำโครงการวิจัยดังกล่าวขึ้นมาด้วย

ซึ่ง จขกท ก็ทำงานนี้ได้ 4 เดือน ทางโครงการก็ได้ข้อมูลครบตามเป้าหมาย ซึ่งก็แปลว่า จขกท กลายเป็นคนว่างงานในเดือน ที่ 5 นั้นเอง

ซึ่งถ้าหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะมีเงินเหลือเดือนละไม่ถึง 1 หมื่นบาท ซึ่งแต่ละเดือนก็จะแตกต่างกันไปตามจังหวัดที่ไปทำการสำรวจ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากงงานนี้

1.    การทำงานวิจัย
2.    การจ้างงานเหมา และการวัดผลรายชิ้นงาน
3.    การเข้าหาคนแปลกหน้า
4.    การประชาสัมพันธ์
5.    การผจญภัย การวางแผนหน้างาน
6.    การเดินทน การตากแดดตากฝน การจัดการหมาแปลกหน้า
7.    การทำงานเป็นทีม การมีบัดดี้
8.    การรับผิดชอบในงาน และความซื่อสัตย์ในงาน
9.    การไม่เลือกงาน มีงานอะไร สุจริต ได้เงินก็ไปทำ อย่าเสียเวลาชีวิตด้วยการรองานที่ใช่ ซึ่งไม่รู้จะมาเมื่อไหร่


งานที่ 2 ผู้ช่วยนักวิจัย

หลังจากจบงานแรก ผ่านไป เมื่อหมดสัญญา ก็มี พี่อีกทีมมาชักชวยให้เป็นผู้ช่วยนักวิจัยในทีมของเขา โดยจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ โดยมีอัตราเงินเดือนที่ 12,000 บาทถ้วน ครับ ดูไม่ผิดครับ จากงานแรก กลายเป็น ลูกจ้างรายเดือนจ้างเหมา 20,000 บาท เป็นพนักงานประจำอัตราค่าจ้าง เดือนละ 12,000 บาท  แต่ค่าออกปฏิบัติการทั้งหมดสามารถเบิกบริษัทได้ตามจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ ทำให้ถ้าคิดจริงๆ แล้ว ก็น่าจะแปลได้ว่า ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 3 – 4 พันบาทต่อเดือนเลยทีเดียว รวมถึงมีสวัสดิการต่างๆ ของหน่วยงานอย่างครบถ้วน

    เนื้องานที่ทำก็จะต่างออกไป เนื่องจากงานวิจัยนี้มีขอบข่ายงานที่สูงกว่างานแรกมากๆ คือจากงานวิจัย งบระดับ สิบล้าน แต่งานวิจัยนี้ มีงบประมาณหลักร้อยล้านบาท และเวลาดำเนินงานวิจัยถึง 5 ปี ซึ่งผมก็ได้โชคดีได้ไปร่วมในโครงการตั้งแต่แรกๆ ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายจริงๆ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบรู้ ชอบทำ ชอบทดลอง เมื่อทำงานของตัวเองเสร็จแล้ว จึงไปขอช่วยหัวหน้าส่นงาน หรือหัวหน้าส่วนงานทำงานต่างๆ ตลอด

ซึ่งมันเป็นอุปนิสัยที่ทำให้เราได้เปรียบพนักงานคนอื่นมากๆ และด้วย บัพ เด็กดี ที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก (คือคนที่ดูภาพลักษณ์ เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย กริยามารยาทน้อมนอม เชื่อฟังผู้ใหญ่ แย้ง และค้านแบบมีสัมมาคารวะ) ยิ่งทำให้เราใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ได้ง่าย และได้เรียนรู้เกร็ดชีวิตมากมาย ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในอนาคต ซึ่งตรงนี้ผมรู้มาตั้งแต่ประถมแล้วว่า การดูเป็นเด็กดีมันขายได้ อันนี้ก็ไม่เรียกว่าโกง เรียกว่า ทักษะพิเศษ

    เนื่องจากเราสนิทกับผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ไว้ใจ ทำให้ได้ตำแหน่งอีกตำแหน่งเพิ่มขึ้นมาคือ ตำแหน่งหัวหน้าทีมปฏิบัติการภาคสนาม นี่แสดงให้เห็นว่า การเป็นคนเก่ง มันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าผู้ใหญ่ไม่ไว้ใจ แต่การเป็นคนที่น่าจะใช้งานได้ ไม่เก่งมาก แต่ไว้วางใจได้ สิ่งที่ได้คือ การได้ทำหน้าที่รับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

    คนเราเกิดมาไม่ได้เก่งกันทุกคน แต่มันฝึกฝนกันได้ เมื่อเราได้ความไว้ใจ ความชื่นชอบ และได้โอกาสมาในมือแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือทำมันให้สำเร็จ

    งานแรก ผู้ใหญ่ก็อยากให้โอกาสผม แต่ก็ยังกลัวๆ อยู่ ท่านก็มาถามว่า พี่อยากให้เราลองคุมทีม เราจะไหวไหม สิ่งที่เราต้องทำคือ ตอบไปว่า ผมขอกลับไปวางแผนงานก่อนครับ อีก 2 – 3 วัน ผมจะมานำเสนอ ถ้าผมทำให้พี่มั่นใจได้ ผมก็มั่นใจครับ

    งานแรกในตำแหน่งใหม่ ผมได้โอกาส คุมทีมงานทีมแรกของงานวิจัย จำนวน 8 คน ออกไปสำรวจจังหวัดภาคอีสาน 4 จังหวัด เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ด้วยงบประมาณ 1 แสนบาท (รวมค่าจ้างรายวันของทีมงาน และค่าจัดสัมมนาแนะนำโครงการกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น)

หนักใจไหมครับ หนักใจมากครับ เงินแสนกว่าบาท สำหรับคนอายุ 24 ปี เงินเดือนหมื่นกว่าบาท สิ่งที่ผมทำคือ ไปทำการบ้านครับ หาคนที่เคยทำอะไรแนวๆ นี้ แล้วนำมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับงาน สิ่งที่ได้ก็คือตารางงบประมาณ ค่าใช้จ่ายรายวัน ที่ผมใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้

ตัวอย่างตารางงบประมาณค่าเดินทางสำรวจ (ของงานอื่นนะครับ)


ตอนนี้ ผมได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าเต็มที่ในการนำทีม หลังจากผมถือเงินสดแสนบาท ออกไปปฏิบัติงานและสำเร็จกลับมา แต่ผมไม่เคยประมาท ที่สำเร็จ เพราะผมอาจจะโชคดีก็ได้

ผมกลับมาเขียนรายงาน ปัญหาที่พบ และแนวทางแก้ไข และวิธีการปรับปรุงก่อนออกไปทำงานภาคสนามทุกครั้ง รวมถึงมีการขอเวลาเจ้านายเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องต่างๆ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น และแนวคิดในแก้ปัญหาจากหัวหน้าด้วย หลังจากงานแรก ผมก็ได้คุมทีม ออกภาคสนามอีก 4 ครั้ง และประสบความสำเร็จทุกครั้ง

หลังจากนั้นผมก็ได้รับงานใหม่ คือ ไปออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลจริงๆ สงสัยกันล่ะซิ แล้วที่ออกไปรอบแรก ออกไปทำอะไร ที่ออกไปรอบแรกนั้นคือ ลงไปดูหน้างานจริง ติดต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเห็นสภาพการทำงานจริงของแต่ละที่ ที่อาจจะแตกต่างกันออกไป ใช้ระเบียบ เอกสารที่ต่างๆ กันไป

งานนี้ คือการทำมาตรฐานในการป้อนข้อมูล และวิธีการทำงานที่เหมาะสมในแต่ละท้องที่ โดยที่หน่วยงานจะทำการจ้างพนักงานไปทำการกรอกข้อมูลจากเอกสารที่มีทั้งหมดลงสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (Digital transformation ยุคแรกๆ)


หลังจากที่ได้ข้อมูล เราก็สามารถออกแบบการกรอกเอกสารได้ และทำการทดลองทำงานจริงที่สำนักงานโครงการก่อน
เพื่อหาเวลาทำงานมาตรฐาน ความยาก และกำหนดอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมต่อไป
(งานก่อนนี้ก็ใช้วิชาการศึกษาการเคลื่อนไหว และเวลาทำงาน (Time and Motion Study) ดีใจน้ำตาแทบไหล ได้ใช้วิชาที่เรียนมาซะที)

    หลังจากที่ได้ทำการออกแบบการเก็บข้อมูล สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการพัฒนา UI (User Interface) คือหน้าตาสำหรับการกรอกข้อมูล ลืมอินเตอร์เน็ตยุคนั้นไปได้เลย มันช้าและไม่ครอบคลุม สิ่งที่ทำคือ Save ใส่ แผ่นและส่งไปรษณีย์

ซึ่งการลงทุนเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ชุดในสมัยนั้นมีราคาเกินครึ่งแสน ดังนั้น ระหว่างที่ส่งให้ฝ่าย IS พัฒนาโปรแกรมสำหรับกรอกข้อมูล ผมก็ได้รับมอบหมายให้วางแผนเก็บข้อมูลทั่วประเทศ ว่าทำอย่างไรถึงจะใช้ต้นทุนถูกที่สุด ภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็ได้ใช้ วิชาการวิจัยการทำงาน (Operation Research) ของวิศวอุตสาหการ มาใช้ เหมือนกัน

    หลังจากทำงานได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีทุนก้อนหนึ่ง เพื่อนผมก็ชวนไปทำธุรกิจด้วยกัน ซึ่งก็พากันเจ๊งหมดตัวกันทั้งคู่ เนื่องจากยังเด็ก แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิต แต่ไม่ดีตรงต้องมานั่งใช้หนี้เป็นเวลาหลายปี กว่าจะหลุดพ้นหนี้สิ้นได้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่