ท่านสอนมั่วหรือผิดเพี้ยนประการใด ? (2)



https://www.facebook.com/Abhijato/posts/1970271696344105?
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 32
ศีลเป็นกำลัง
ท่านหมายเอาเมื่อคนเราไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต
หรือคฤหัสถ์ก็ตามเป็นคนมีศีล
คือมีปกติละเว้นจากการกระทำผิดทางกายและทางวาจา
แล้วก็จะเกิดเป็นพลังภายในทำให้คนเกิดความกล้าหาญ
จะไปไหนมาไหนก็ไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว
ศีลท่านจึงจัดว่าเป็นกำลังที่ไม่มีสิ่งใดมาเปรียบ เช่น
เมื่อไม่ได้ฆ่าใครก็ไม่ต้องหวั่นไหวกลัวจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมคุมขัง
ไม่ได้ฉ้อโกงหลอกลวงเอาสิ่งของใครก็ไม่ต้องหวั่นกลัวว่าเขาจะฟ้องร้อง
ไม่ได้ผิดลูกผิดเมียใครก็ไม่ต้องหวั่นเกรงว่าชาวบ้านจะพากันนินทา

ที่ว่าศีลเป็นอาวุธอันสูงสุดนั้น
หมายเอาอาวุธจะนำมาปราบกับความชั่ว
หรือกิเลสตัณหาต่างๆ อาวุธแต่ละชนิดนั้นก็เหมาะสม
กับการใช้งานเฉพาะอย่าง พวกบรรพชิตหรือผู้ประพฤติธรรม
ใช้ศีลเป็นอาวุธต่อสู้กับกิเลสต่างๆ จึงจะสามารถเอาชนะได้
หากท่านผู้ใดมีศีลเป็นอาวุธไม่คมกล้าหรือแข็งแกร่ง
ก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาได้อย่างง่ายๆ

ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด
บรรดาเครื่องประดับตกแต่งร่างกายเพื่อให้เกิดความสวยงามนั้น
แต่ละชนิดก็ต้องนำมาใช้ให้ถูกกับบุคคล กาลเวลา และวัย
จึงจะสวยงามตามประสงค์ได้ เมื่อเวลาล่วงเลยไปก็หมดความสง่างาม
ของประดับบางอย่างก็อาจจะให้ผลร้ายกับเจ้าของได้ เช่น
พวกสร้อย แหวน ต่างหู ฯลฯ เครื่องประดับคือศีลมีลักษณะตรงกันข้าม
คือไม่จำกัดกาลเวลา เพศ และวัย หากใครมีไว้ประดับตนเองแล้ว
ก็จะงอกงามอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ตาม

ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
เกราะที่มนุษย์สวมใส่เพื่อป้องกันอาวุธร้ายต่างๆ
ไม่ให้ทำร้ายต่อร่างกาย ย่อมจะป้องกันอาวุธที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมาได้ฉันใด
บรรพชิตหรือผู้บำเพ็ญธรรมเมื่อจะป้องกันตัวเองจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ
ก็จำต้องเอาศีลมาเป็นเกราะป้องกันตัวเองฉันนั้น
ในภาษิตนี้ศีลเป็นทั้งกำลัง ทั้งอาวุธ ทั้งเครื่องประดับ
และเกราะกำบังของคนผู้ทรงศีล.
ความคิดเห็นที่ 7
ศีลเป็นต้นเหตุสำคัญของสุขทั้งหลาย ผู้มีศีล ย่อมไปไตรทิพย์สวรรค์ด้วยศีล
ศีลเป็นเครื่องป้องกัน เครื่องเร้น เครื่องนำหน้าของผู้เข้าถึงสังสารวัฏ.

                         
ก็ที่พึ่งพาอาศัยของชนทั้งหลายในโลกนี้หรือ ในโลกหน้าอย่างอื่น ที่เสมอด้วยศีลจะมีแต่ไหน
ศีลเป็นที่ตั้งสำคัญของคุณทั้งหลาย เหมือนแผ่นดินเป็น ที่ตั้งแห่งสิ่งที่อยู่กับที่และสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ฉะนั้น.

ศีลเป็นกรรมดี ศีลยอดเยี่ยมในโลก ผู้ประพฤติชอบในธรรมจริยาของพระอริยะ ท่าน เรียกว่า ผู้มีศีล. (พระพุทธเจ้า)

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.2&i=2

*******************************

...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน อันบัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน
เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ

อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ทาน ๕ ประการเป็นไฉน

(1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต

ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร
ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน หาประมาณมิได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย
แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด

(2) อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๒ ฯลฯ

(3) อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๓ ฯลฯ

(4) อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๔

(5) อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท งดเว้นจากสุราเมรัย ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการ(สรณะ 3+ ศีล 5) ที่นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ
มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
(พระพุทธเจ้า)

http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=23&A=5079&Z=5126

*******************************

เวลานั้น เราเป็นคนทำการรับจ้างอยู่ในนครจันทวดี เรามัวประกอบในการนำมาซึ่งการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช
โลกทั้งหลายถูกความมืดใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เราควรจะประกอบด้วยอุบายอะไรหนอ
ไทยธรรมของเราไม่มี และเราเป็นคนยากไร้ทำการรับจ้างอยู่ ผิฉะนั้น เราพึงรักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์เถิด

เราจึงเข้าไปหาพระภิกษุชื่อนิสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี แล้วได้รับสิกขาบท ๕ เวลานั้นเรามีอายุแสนปี
เรารักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า ทวยเทพย่อมยังเราให้ชื่นชม(เชื้อเชิญเรา) ว่า
ท่านผู้นิรทุกข์ รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน เมื่อจิตดวงหลังเป็นไป เราได้ระลึกถึงศีลของเรา
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ ครั้ง

แวดล้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่ และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเคลื่อนจากเทวโลก มาเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่งในนคร
ไพสาลี เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดาและบิดาของเราได้รับสิกขาบท ๕ ในเวลาใกล้พรรษา

เราฟังศีลอยู่พร้อมกับมารดาและบิดาจึงระลึกถึงศีลของเราได้ เรานั่งอยู่บนอาสนะอันเดียว ได้บรรลุอรหัตแล้ว

เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้ ๕ ปี...(ปัญจสีลเถระ)

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=1732&Z=1769
ความคิดเห็นที่ 6
...งานนี้  อจ.สุชาติ  คงเผลอเรอไป  จึงสอนผิดแบบนั้น  คาดว่าคงห่างจากการอ่านตำรามานาน ..

...ขอยืนยันว่า  รักษาศีลเพียงอย่างเดียว  โดยไม่ต้องทำบุญอื่นๆอีก ก็สามารถไปเกิดบนสวรรค์ได้  มีหลักฐานมากมายในพระไตรปิฏก  โดยเฉพาะในธรรมบท  มีหลายสิบเรื่อง ,  หรือในที่อื่นๆ เช่น  ชาดก , วิมานวัตถุ , เปตวัตถุ , เถรคาถา , เถรีคาถา ..ฯ เป็นต้น  มีตัวอย่างมากมาย  ที่กล่าวถึงคนที่รักษาศีลเพียงอย่างเดียว  ก็ไปเกิดบนสวรรค์ได้...

...ใครที่เป็นศิษย์อจ.สุชาติ  ว่างๆ  แวะไปบอกท่านหน่อย
ความคิดเห็นที่ 1
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่