1. “อย่าพยายาม” คำนี้ถือว่าค่อนข้างขัดแย้งกับความเชื่อที่ได้ยินมา เรามักถูกระบบทุนนิยมหลอกล่อให้มีเงินมากขึ้น มีสิ่งของเยอะขึ้น หรูหรามากขึ้นเพื่อมีความสุข แต่ยิ่งเราพยายามหาในสิ่งที่เราขาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความทุกข์ที่เกิดจากการไม่มีมากเท่านั้น จนสุดท้ายแล้วเราก็ไม่สามารถมีความสุขอย่างแท้จริงได้
2. “กุญแจสู่ความสุข คือ การแคร์ให้น้อยลง แคร์เฉพาะสิ่งที่สำคัญและเป็นปัจจุบันเท่านั้น” ประโยคนี้ถือว่าเป็นแกนหลักของหนังสือเล่มนี้เลย ปัจจุบันเรามีสิ่งที่ต้องแคร์มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น คนอื่นจะมองเรายังไงนะ? ถ้าทำแบบนั้นไปคนอื่นจะไม่พอใจรึเปล่า? ค่านิยมที่ว่าการมีเงิน มีบ้าน มีรถเยอะๆ จะทำให้เรามีความสุข เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้วเราต้องถามตัวเองก่อนว่า “อะไร” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราให้ค่ามากที่สุด อาจเป็นชื่อเสียง เงินทอง ครอบครัว ลูก การท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ละคนจะให้ค่าความสำคัญไม่เหมือนกันและไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และสิ่งสำคัญที่สุดนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดการดำเนินชีวิต การตัดสินใจและความสุขของเรา
3. “การหลีกเลี่ยงความทุกข์ ก็ถือเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง” เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขจัดความทุกข์ทั้งหมดออกไป เราต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็อาจเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เราทุกข์ เช่น รถที่คุณซื้อคือรถที่คุณต้องซ่อม แฟนของคุณคือคนที่ทะเลาะด้วย ความคิดเชิงบวกคือสิ่งที่กำหนดความคิดเชิงลบเช่นกัน ดังนั้นอย่าหลีกเลี่ยงแต่ให้เผชิญหน้าและแก้ปัญหานั้นซะ
4. ศิลปะแห่งการช่าง

นั้นมีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่
– การช่าง

ไม่ใช่การไม่รู้สึกกับทุกสิ่ง แต่เป็นการรู้สึกเฉพาะกับสิ่งที่สำคัญจริงๆของเรา และให้ค่ากับสิ่งนั้น
– อุปสรรคจะไม่สำคัญ เมื่อคุณรู้ว่ากำลังแคร์สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น
– คุณกำลังเลือกว่าจะแคร์อะไรบ้างอยู่ตลอดเวลา และอะไรที่เราไม่ได้แคร์ก็…ช่างมันเถอะ ซึ่งนำไปสู่ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตและการตัดสินใจ
5. “ความสุขเกิดจากการแก้ปัญหา ไม่ใช่ไม่มีปัญหา” ปัญหาไม่เคยหายไป มันแค่เปลี่ยนจากปัญหาหนึ่งไปเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า หากคุณแก้ปัญหาได้ดีคุณก็จะมีความสุขมากกว่า ปัญหาที่ตามมาก็จะเบาลง แค่นั้นเอง
6. “คุณค่าของเราอยู่ที่ว่าเรายอมรับเรื่องแย่ๆของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน” หากเราไม่ซื่อสัตย์ ไม่ยอมรับข้อเสียของตัวเอง เราจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้เลย และทำให้กลายเป็นคนที่หนีปัญหา สร้างแต่ความสุขชั่วคราว และปฏิเสธความจริงต่อไปเรื่อยๆ จนพังลงสักวันหนึ่ง
7. “ไม่มีใครเป็นคนพิเศษ คนธรรมดานี่แหละที่มีความสุข” ความคิดว่าเราเป็นคนพิเศษ ไม่ว่าจะในแง่ที่เหนือกว่า หรือด้อยกว่า ก็ทำให้เรามีข้ออ้างที่จะทำไม่ดีและโหยหาสิ่งที่ขาดอยู่ตลอด โดยลืมค้นหาสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย ชีวิตจึงมีแต่ความทุกข์ ในทางกลับกันคนธรรมดานั้นชื่อสัตย์และยอมรับต่อเรื่องแย่ๆของตัวเอง ทำให้รู้ว่าจะต้องพัฒนาตนเองในเรื่องอะไร และให้ค่ากับสิ่งที่สำคัญของชีวิตได้จริงๆ คนธรรมดานี้จึงเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอจนประสบความสำเร็จได้ และมีความสุขเพราะรู้ว่าความสุขของเรานั้นขึ้นอยู่กับอะไร
8. “ค่านิยมหรือสิ่งที่เราให้ค่าความสำคัญนั้น เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและความสุขของเรา” ค่านิยมเป็นสิ่งที่กำหนดว่าอะไรคือความล้มเหลว อะไรคือความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเลือกค่านิยมให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาต่างๆจึงจะได้รับการแก้ไปในทางที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น สำหรับนักดนตรีคนหนึ่ง หากค่านิยมคือชื่อเสียง การมีชื่อเสียงมากก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จ แม้จะทะเลาะกับครอบครัว แต่หากคนเดียวกันนี้มีค่านิยมคือครอบครัว แม้จะมีชื่อเสียงเท่าไหร่ แต่หากครอบครัวแตกแยกก็จะเป็นทุกข์ไปตลอด ฉะนั้นแม้จะมีปัญหาเดียวกัน แต่มีค่านิยมคนละแบบ เราก็จะมีความสุขความทุกข์แตกต่างกัน
9. “ค่านิยมที่ดีควรอยู่บนพื้นฐานความจริง สังคมยอมรับ และควบคุมได้” เพราะหากความสุขของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ นั่นหมายถึงคุณไม่สามารถกำหนดความสุขของคุณได้ และคุณจะเป็นทุกข์ได้ง่ายมาก เช่น วัตถุนิยม คุณจะต้องการสิ่งของเงินทองต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆไม่สิ้นสุด หรือแม้กระทั่งการคิดเข้าข้างตัวเอง การคิดบวกตลอดเวลา ก็อาจทำให้คุณทุกข์ได้ เพราะแท้จริงแล้วชีวิตนั้นไม่ได้มีแต่ดี และการเจอปัญหาที่ต้องแก้ก็เป็นเส้นทางสู่ความสุขเช่นกัน
10. “เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อทุกสิ่งในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ยากที่จะยอมรับได้เพราะบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรา เช่น รถโดนชน กระเป๋าโดนขโมย หรือตกงาน แต่สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบคือความคิดและการตอบสนองของเราต่อเรื่องนั้นๆ เราสามารถเลือกได้ว่าจะมองในมุมไหน และทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น การที่เรารับผิดชอบทุกอย่างในชีวิตเรา จะทำให้เราควบคุมชีวิตของเราได้ ซึ่งส่งผลให้เรากำหนดความสุขของเราได้เช่นกัน
11. “การเปิดใจยอมรับว่าเราไม่รู้ เราผิดพลาด เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเติบโตและพัฒนา” หากเรายอมรับในความไม่รู้และความผิดพลาดของเรา เราจะยิ่งมีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น คนเรามักทำผิดพลาดอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราต้องรู้ว่าสิ่งไหนที่ผิดพลาดไป การเปิดใจจะทำให้เราได้มีโอกาสพัฒนาตนเองและเรียนรู้ที่จะผิดพลาดน้อยลง ตรงข้ามกับคนที่คิดว่าตนเองรู้มากแล้วหรือไม่ยอมผิดเลย จะไม่เกิดการเรียนรู้พัฒนา เพราะใจที่ปิดอยู่นั่นเอง
12. “อย่ารอให้มีแรงบันดาลใจถึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ลงมือทำเลยแล้วแรงบันดาลใจจะกลายเป็นรางวัล” เราถูกปลูกฝังค่านิยมในการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อลงมือทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วยากมากที่เราจะสามารถมีแรงบันดาลใจได้ในทุกๆวัน ผู้เขียนจึงเสนอค่านิยมใหม่ คือ ให้ลงมือทำก่อน แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม การเริ่มลงมือทำจะผลักดันให้เรารู้สึกสำเร็จไปทีละเล็กน้อย ซึ่งความสำเร็จเล็กน้อยเหล่านี้เองที่เป็นรางวัลและสร้างแรงบันดาลใจให้เราลงมือทำต่อไปเรื่อยๆ จนสามารถทำงานที่ใหญ่ให้สำเร็จได้
13. “อิสระช่วยให้เรามองเห็นโลกกว้างขึ้น แต่ถ้าอยากเห็นความลึกซึ้งของชีวิต เราต้องตีกรอบให้กับอิสระ” ค่านิยมในการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระนั้น เป็นสิ่งที่เรามักได้ยินจากสื่อต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องดีในระยะสั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีอิสระมากเกินไปนั้นไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในระยะยาว เนื่องจากเราไม่ได้มีความลึกซึ้งกับสิ่งใดเลย ดังนั้นการตีกรอบให้กับอิสระ การลงหลักปักฐาน การปฏิเสธทางเลือกมากมายที่ได้มาจากอิสระ เพื่อเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงไม่กี่อย่างนั้น ทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้น ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีสิ่งที่ดีพออยู่กับตัวอยู่แล้ว
14. “การปฏิเสธและยอมรับการถูกปฏิเสธ เป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ที่ดี” เพราะเราต้องอาศัยความจริงใจ ความเชื่อใจ และการเปิดใจต่ออีกฝ่ายอย่างมาก ถึงจะสามารถปฏิเสธหรือรับการปฏิเสธได้โดยที่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ทอดทิ้งกัน ความขัดแย้งในบางครั้งจึงเป็นเรื่องปกติและจำเป็นเพื่อรักษาค่านิยมที่ถูกต้องและความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้
15. “คนที่ใช้ชีวิตมาอย่างเต็มที่แล้ว จะไม่กลัวความตาย” ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ การที่เรายังกลัวความตายนั้นแสดงถึงความกลัวต่อการสูญเสียการใช้ชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังรู้สึกขาด รู้สึกไม่สำเร็จ ไม่มีความสุข ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีสาเหตุมาจากคนๆนั้นยังไม่เจอสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเอง ยังไม่ปล่อยวาง(หรือที่เรียกว่า ช่าง

) ในเรื่องอื่นๆที่ไม่จำเป็น หากเรากลัวอยู่ตลอดเวลาก็คงยากที่จะพบเจอความสุขที่แท้จริง
CREDIT : www.saroopbook.com
สรุปหนังสือ “The Subtle Art of Not Giving a F*ck หรือ ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_ง”
2. “กุญแจสู่ความสุข คือ การแคร์ให้น้อยลง แคร์เฉพาะสิ่งที่สำคัญและเป็นปัจจุบันเท่านั้น” ประโยคนี้ถือว่าเป็นแกนหลักของหนังสือเล่มนี้เลย ปัจจุบันเรามีสิ่งที่ต้องแคร์มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น คนอื่นจะมองเรายังไงนะ? ถ้าทำแบบนั้นไปคนอื่นจะไม่พอใจรึเปล่า? ค่านิยมที่ว่าการมีเงิน มีบ้าน มีรถเยอะๆ จะทำให้เรามีความสุข เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้วเราต้องถามตัวเองก่อนว่า “อะไร” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราให้ค่ามากที่สุด อาจเป็นชื่อเสียง เงินทอง ครอบครัว ลูก การท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ละคนจะให้ค่าความสำคัญไม่เหมือนกันและไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และสิ่งสำคัญที่สุดนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดการดำเนินชีวิต การตัดสินใจและความสุขของเรา
3. “การหลีกเลี่ยงความทุกข์ ก็ถือเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง” เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขจัดความทุกข์ทั้งหมดออกไป เราต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็อาจเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เราทุกข์ เช่น รถที่คุณซื้อคือรถที่คุณต้องซ่อม แฟนของคุณคือคนที่ทะเลาะด้วย ความคิดเชิงบวกคือสิ่งที่กำหนดความคิดเชิงลบเช่นกัน ดังนั้นอย่าหลีกเลี่ยงแต่ให้เผชิญหน้าและแก้ปัญหานั้นซะ
4. ศิลปะแห่งการช่าง
– การช่าง
– อุปสรรคจะไม่สำคัญ เมื่อคุณรู้ว่ากำลังแคร์สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น
– คุณกำลังเลือกว่าจะแคร์อะไรบ้างอยู่ตลอดเวลา และอะไรที่เราไม่ได้แคร์ก็…ช่างมันเถอะ ซึ่งนำไปสู่ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตและการตัดสินใจ
5. “ความสุขเกิดจากการแก้ปัญหา ไม่ใช่ไม่มีปัญหา” ปัญหาไม่เคยหายไป มันแค่เปลี่ยนจากปัญหาหนึ่งไปเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า หากคุณแก้ปัญหาได้ดีคุณก็จะมีความสุขมากกว่า ปัญหาที่ตามมาก็จะเบาลง แค่นั้นเอง
6. “คุณค่าของเราอยู่ที่ว่าเรายอมรับเรื่องแย่ๆของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน” หากเราไม่ซื่อสัตย์ ไม่ยอมรับข้อเสียของตัวเอง เราจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้เลย และทำให้กลายเป็นคนที่หนีปัญหา สร้างแต่ความสุขชั่วคราว และปฏิเสธความจริงต่อไปเรื่อยๆ จนพังลงสักวันหนึ่ง
7. “ไม่มีใครเป็นคนพิเศษ คนธรรมดานี่แหละที่มีความสุข” ความคิดว่าเราเป็นคนพิเศษ ไม่ว่าจะในแง่ที่เหนือกว่า หรือด้อยกว่า ก็ทำให้เรามีข้ออ้างที่จะทำไม่ดีและโหยหาสิ่งที่ขาดอยู่ตลอด โดยลืมค้นหาสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย ชีวิตจึงมีแต่ความทุกข์ ในทางกลับกันคนธรรมดานั้นชื่อสัตย์และยอมรับต่อเรื่องแย่ๆของตัวเอง ทำให้รู้ว่าจะต้องพัฒนาตนเองในเรื่องอะไร และให้ค่ากับสิ่งที่สำคัญของชีวิตได้จริงๆ คนธรรมดานี้จึงเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอจนประสบความสำเร็จได้ และมีความสุขเพราะรู้ว่าความสุขของเรานั้นขึ้นอยู่กับอะไร
8. “ค่านิยมหรือสิ่งที่เราให้ค่าความสำคัญนั้น เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและความสุขของเรา” ค่านิยมเป็นสิ่งที่กำหนดว่าอะไรคือความล้มเหลว อะไรคือความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเลือกค่านิยมให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาต่างๆจึงจะได้รับการแก้ไปในทางที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น สำหรับนักดนตรีคนหนึ่ง หากค่านิยมคือชื่อเสียง การมีชื่อเสียงมากก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จ แม้จะทะเลาะกับครอบครัว แต่หากคนเดียวกันนี้มีค่านิยมคือครอบครัว แม้จะมีชื่อเสียงเท่าไหร่ แต่หากครอบครัวแตกแยกก็จะเป็นทุกข์ไปตลอด ฉะนั้นแม้จะมีปัญหาเดียวกัน แต่มีค่านิยมคนละแบบ เราก็จะมีความสุขความทุกข์แตกต่างกัน
9. “ค่านิยมที่ดีควรอยู่บนพื้นฐานความจริง สังคมยอมรับ และควบคุมได้” เพราะหากความสุขของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ นั่นหมายถึงคุณไม่สามารถกำหนดความสุขของคุณได้ และคุณจะเป็นทุกข์ได้ง่ายมาก เช่น วัตถุนิยม คุณจะต้องการสิ่งของเงินทองต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆไม่สิ้นสุด หรือแม้กระทั่งการคิดเข้าข้างตัวเอง การคิดบวกตลอดเวลา ก็อาจทำให้คุณทุกข์ได้ เพราะแท้จริงแล้วชีวิตนั้นไม่ได้มีแต่ดี และการเจอปัญหาที่ต้องแก้ก็เป็นเส้นทางสู่ความสุขเช่นกัน
10. “เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อทุกสิ่งในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ยากที่จะยอมรับได้เพราะบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรา เช่น รถโดนชน กระเป๋าโดนขโมย หรือตกงาน แต่สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบคือความคิดและการตอบสนองของเราต่อเรื่องนั้นๆ เราสามารถเลือกได้ว่าจะมองในมุมไหน และทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น การที่เรารับผิดชอบทุกอย่างในชีวิตเรา จะทำให้เราควบคุมชีวิตของเราได้ ซึ่งส่งผลให้เรากำหนดความสุขของเราได้เช่นกัน
11. “การเปิดใจยอมรับว่าเราไม่รู้ เราผิดพลาด เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเติบโตและพัฒนา” หากเรายอมรับในความไม่รู้และความผิดพลาดของเรา เราจะยิ่งมีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น คนเรามักทำผิดพลาดอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราต้องรู้ว่าสิ่งไหนที่ผิดพลาดไป การเปิดใจจะทำให้เราได้มีโอกาสพัฒนาตนเองและเรียนรู้ที่จะผิดพลาดน้อยลง ตรงข้ามกับคนที่คิดว่าตนเองรู้มากแล้วหรือไม่ยอมผิดเลย จะไม่เกิดการเรียนรู้พัฒนา เพราะใจที่ปิดอยู่นั่นเอง
12. “อย่ารอให้มีแรงบันดาลใจถึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ลงมือทำเลยแล้วแรงบันดาลใจจะกลายเป็นรางวัล” เราถูกปลูกฝังค่านิยมในการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อลงมือทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วยากมากที่เราจะสามารถมีแรงบันดาลใจได้ในทุกๆวัน ผู้เขียนจึงเสนอค่านิยมใหม่ คือ ให้ลงมือทำก่อน แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม การเริ่มลงมือทำจะผลักดันให้เรารู้สึกสำเร็จไปทีละเล็กน้อย ซึ่งความสำเร็จเล็กน้อยเหล่านี้เองที่เป็นรางวัลและสร้างแรงบันดาลใจให้เราลงมือทำต่อไปเรื่อยๆ จนสามารถทำงานที่ใหญ่ให้สำเร็จได้
13. “อิสระช่วยให้เรามองเห็นโลกกว้างขึ้น แต่ถ้าอยากเห็นความลึกซึ้งของชีวิต เราต้องตีกรอบให้กับอิสระ” ค่านิยมในการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระนั้น เป็นสิ่งที่เรามักได้ยินจากสื่อต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องดีในระยะสั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีอิสระมากเกินไปนั้นไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในระยะยาว เนื่องจากเราไม่ได้มีความลึกซึ้งกับสิ่งใดเลย ดังนั้นการตีกรอบให้กับอิสระ การลงหลักปักฐาน การปฏิเสธทางเลือกมากมายที่ได้มาจากอิสระ เพื่อเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงไม่กี่อย่างนั้น ทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้น ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีสิ่งที่ดีพออยู่กับตัวอยู่แล้ว
14. “การปฏิเสธและยอมรับการถูกปฏิเสธ เป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ที่ดี” เพราะเราต้องอาศัยความจริงใจ ความเชื่อใจ และการเปิดใจต่ออีกฝ่ายอย่างมาก ถึงจะสามารถปฏิเสธหรือรับการปฏิเสธได้โดยที่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ทอดทิ้งกัน ความขัดแย้งในบางครั้งจึงเป็นเรื่องปกติและจำเป็นเพื่อรักษาค่านิยมที่ถูกต้องและความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้
15. “คนที่ใช้ชีวิตมาอย่างเต็มที่แล้ว จะไม่กลัวความตาย” ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ การที่เรายังกลัวความตายนั้นแสดงถึงความกลัวต่อการสูญเสียการใช้ชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังรู้สึกขาด รู้สึกไม่สำเร็จ ไม่มีความสุข ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีสาเหตุมาจากคนๆนั้นยังไม่เจอสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเอง ยังไม่ปล่อยวาง(หรือที่เรียกว่า ช่าง
CREDIT : www.saroopbook.com