เรื่องราวต่อไปนี้เขียนขึ้นจากชีวิตจริงของผู้เขียน เพื่อนสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กที่ครอบครัวแตกร้าว ชีวิตที่ขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่ ให้มีความเข้มแข็ง อดทน ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาชีวิต ที่เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีของสังคมได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร วาดความฝันของตัวเอง แล้วก้าวไปข้างหน้า เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต และสร้างครอบครัวที่อบอุ่น อนาคตดีดีเราสร้างเองได้ ด้วยหนึ่งสมอง สองมือ สองเท้าของเรา อย่ายอมแพ้ครับ และอยากสะท้อนให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้รับรู้ว่า เด็กต้องการความรัก ความเข้าใจ และการใส่ใจดูแลจากท่านเสมอ อย่าทิ้งใจที่บริสุทธิ์ของเด็กให้เผชิญกับโลกใบนี้เพียงลำพัง เมื่อก่อนผมเคยเป็นเด็กบ้านแตกมีชีวิตที่บางทีก็ไม่อยากหายใจต่อ แต่ตอนนี้ผมผ่านมาได้แล้ว ผมมีอาชีพที่มั่นคง มีครอบครัวที่อบอุ่น ผมอยากจะฝากเรื่องราวนี้ของผม เพื่อเป็นกำลังใจเคียงข้างเด็กๆทุกคนที่กำลังเจอปัญหาคล้ายกับผม ให้ก้าวผ่านมาให้ได้นะครับ
บางกอกน้อย 2526
ผมเกิดแถวพรานนกครับ เป็นกรุงเทพฯฝั่งธนบุรี พ่อผมทำงานเป็นช่างในอู่รถเมลย์ ส่วนแม่ผมเป็นแม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งหาเช้ากินค่ำ พ่อแม่ผมเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน ฐานะการเงินไม่ค่อยดีครับ พ่อผมเป็นคนเจ้าชู้ ช่วงที่แม่กำลังท้องผม พ่อก็ไปมีผู้หญิงอื่น ไม่ค่อยกลับบ้าน แม่จับได้ก็ทะเลาะกันจนเลือดตกก็เคยมี แม่บอกว่าเคยเอาสากตีหัวพ่อแตก ส่วนผมช่วงนั้นยังไม่ได้ขวบพ่อแม่เอาไปฝากปู่กับย่าเลี้ยงที่จังหวัดอยุธยา พ่อกับแม่ก็ยังมีปัญหากันเรื่องผู้หญิงใหม่ตลอด จนแม่ทนไม่ไหวช่วงที่พ่อไม่ค่อยกลับบ้าน แม่พาพี่ชายมาขนของหนีพ่อออกจากบ้านเช่ากลับไปอยู่บ้านตายายที่ต่างจังหวัดสักพัก
แม่เล่าให้ผมฟังว่า แม่กับน้าสาวแอบไปชิงตัวผมมาจากปู่ย่าตอนที่พ่อทำงานอยู่กรุงเทพฯ ย่ารักผมมาก พาผมลงเรือ พายเรือหนี พาผมไปซ้อน แม่กับน้าผมให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยตามหาจนเจอ และพาผมมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แม่บอกผมว่าย่าร้องไห้เสียใจมาก ช่วงเวลานั้นผมจำความอะไรไม่ได้เลย แต่เท่าที่ผมจำความได้ภาพก็ตัดกลับมา ตอนผมอยู่กลับแม่ที่พรานนกอีกครั้งกับแฟนใหม่ของแม่ที่ผมเรียกว่าพ่อเลี้ยง ผมได้น้องสาวแม่เดียวกันแต่คนละพ่อเพิ่มมาอีกคน นี่คือครอบครัวที่สองของผม พ่อเลี้ยงผมเป็นเถ้าแก่รับเหมาผลิตรองเท้าผู้หญิง แต่ติดการพนัน กินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วชอบอาละวาด ตอนนั้นผมน่าจะประมาณ อายุ 3-4 ขวบ บางครั้งก็ให้ผมออกไปซื้อเหล้าให้ เดินไปในซอยมืดค่ำคนเดียว ผมรู้สึกกลัวมากแต่ก็ต้องไป เพราะกลัวถูกตี เป็นช่วงชีวิตที่ผมไม่มีความสุขเลย บางครั้งผมคิดนะว่าผมเกิดมาทำไม..
พอเข้าสู่ยุคฟองสบู่แตก พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจไม่ดี พ่อเลี้ยงผมงานน้อยลง งานที่ผลิตไว้ลงทุนไปแล้วลูกค้าก็ยกเลิกหมด ลูกน้องที่มีเต็มบ้านก็ค่อยๆลาออกไปหางานที่อื่นทำจนไม่เหลือสักคน พ่อเลี้ยงผมรู้สึกเครียดมากขึ้น กินเหล้าเมาทุกวัน บางครั้งก็พาลดุด่าผม “ไม่ใช่ลูกกู จะไปอยู่ที่ไหนก็ไป” ผมรู้สึกได้ว่าเขาไม่ชอบผม ผมรู้สึกว่าผมไม่อยากอยู่ที่นี่ ผมกลายเป็นเด็กเก็บกดความรู้สึกเจ็บปวดไว้ในใจ ผมไม่พูดความรู้สึกใดๆให้ใครฟังแม้กระทั่งแม่ผม ผมกลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจ ขี้กลัว ไม่กล้าแสดงออก และเป็นเด็กที่พูดน้อยเสียงเบา ส่วนแม่ผมก็เริ่มลำบากขึ้น เงินที่เก็บก็ค่อยๆน้อยลง ครั้งนึงแม่พาผมไปตลาด ผมอยากกินขนมโตโร่ที่เป็นป๊อบคอร์น แม่เงินหมดไม่มีเงินซื้อให้ผม แม่บอกแม่ค้าว่า "ขอสักถุงให้เด็กเถอะนะ" แม่ค้าก็ไม่ให้ แม่ค้าบอกว่า “ของขายจะให้ฟรีได้ไง” ผมก็ยืนกลืนน้ำลายอดกินไป555 ช่วงนั้นบ้านผมจนมากเลย บ้านก็ยังเช่าอยู่ ผมได้เล่นของเล่นกับเด็กข้างบ้านที่เขาดูมีฐานะ ของเล่นของผมไม่ค่อยมีหรอก พอผมอายุได้ 5 ขวบชีวิตผมก็เปลี่ยนอีกครั้ง หลวงน้าที่เป็นน้องชายของแม่ ท่านได้มาเยี่ยมแม่ที่บ้าน ผมไม่รู้คุยอะไรกันกับแม่ เดาว่าคงจะคุยกันเรื่องผมไว้นานแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ก็บอกผมว่า “ไปกับหลวงน้านะ ไปอยู่กับตายาย” แปลกมากที่ผมฟังแล้วผมไม่รู้สึกอะไรเลยไม่รู้สึกเสียใจ ไม่รู้สึกดีใจที่ต้องไปจากที่นี่ และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำหลวงน้าจะพาไปไหน ตายายคือใครทำอะไรอยู่ที่ไหนกันผมก็ไม่รู้ ผมกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก ผมรู้แต่ว่า ผมไม่อยากอยู่กับพ่อเลี้ยง ไม่อยากอยู่กับแม่ ผมก้าวออกจากบ้านหลังนี้ขึ้นรถประจำทางไปกับหลวงน้า โดยที่ไม่หันหลังกลับมามองเลย....(เรื่องราวต่อจากนี้ผมจะมาเล่าอีกวันพุธหน้านะครับ....)

ใกล้จันทร์...
"รอแสงตะวันส่องมาที่ฉัน EP1" เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของเด็กบ้านแตกเพื่อให้กำลังใจเด็กทุกคนที่กำลังต่อสู้โชคชะตาอยู่
บางกอกน้อย 2526
ผมเกิดแถวพรานนกครับ เป็นกรุงเทพฯฝั่งธนบุรี พ่อผมทำงานเป็นช่างในอู่รถเมลย์ ส่วนแม่ผมเป็นแม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งหาเช้ากินค่ำ พ่อแม่ผมเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน ฐานะการเงินไม่ค่อยดีครับ พ่อผมเป็นคนเจ้าชู้ ช่วงที่แม่กำลังท้องผม พ่อก็ไปมีผู้หญิงอื่น ไม่ค่อยกลับบ้าน แม่จับได้ก็ทะเลาะกันจนเลือดตกก็เคยมี แม่บอกว่าเคยเอาสากตีหัวพ่อแตก ส่วนผมช่วงนั้นยังไม่ได้ขวบพ่อแม่เอาไปฝากปู่กับย่าเลี้ยงที่จังหวัดอยุธยา พ่อกับแม่ก็ยังมีปัญหากันเรื่องผู้หญิงใหม่ตลอด จนแม่ทนไม่ไหวช่วงที่พ่อไม่ค่อยกลับบ้าน แม่พาพี่ชายมาขนของหนีพ่อออกจากบ้านเช่ากลับไปอยู่บ้านตายายที่ต่างจังหวัดสักพัก
แม่เล่าให้ผมฟังว่า แม่กับน้าสาวแอบไปชิงตัวผมมาจากปู่ย่าตอนที่พ่อทำงานอยู่กรุงเทพฯ ย่ารักผมมาก พาผมลงเรือ พายเรือหนี พาผมไปซ้อน แม่กับน้าผมให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยตามหาจนเจอ และพาผมมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แม่บอกผมว่าย่าร้องไห้เสียใจมาก ช่วงเวลานั้นผมจำความอะไรไม่ได้เลย แต่เท่าที่ผมจำความได้ภาพก็ตัดกลับมา ตอนผมอยู่กลับแม่ที่พรานนกอีกครั้งกับแฟนใหม่ของแม่ที่ผมเรียกว่าพ่อเลี้ยง ผมได้น้องสาวแม่เดียวกันแต่คนละพ่อเพิ่มมาอีกคน นี่คือครอบครัวที่สองของผม พ่อเลี้ยงผมเป็นเถ้าแก่รับเหมาผลิตรองเท้าผู้หญิง แต่ติดการพนัน กินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วชอบอาละวาด ตอนนั้นผมน่าจะประมาณ อายุ 3-4 ขวบ บางครั้งก็ให้ผมออกไปซื้อเหล้าให้ เดินไปในซอยมืดค่ำคนเดียว ผมรู้สึกกลัวมากแต่ก็ต้องไป เพราะกลัวถูกตี เป็นช่วงชีวิตที่ผมไม่มีความสุขเลย บางครั้งผมคิดนะว่าผมเกิดมาทำไม..
พอเข้าสู่ยุคฟองสบู่แตก พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจไม่ดี พ่อเลี้ยงผมงานน้อยลง งานที่ผลิตไว้ลงทุนไปแล้วลูกค้าก็ยกเลิกหมด ลูกน้องที่มีเต็มบ้านก็ค่อยๆลาออกไปหางานที่อื่นทำจนไม่เหลือสักคน พ่อเลี้ยงผมรู้สึกเครียดมากขึ้น กินเหล้าเมาทุกวัน บางครั้งก็พาลดุด่าผม “ไม่ใช่ลูกกู จะไปอยู่ที่ไหนก็ไป” ผมรู้สึกได้ว่าเขาไม่ชอบผม ผมรู้สึกว่าผมไม่อยากอยู่ที่นี่ ผมกลายเป็นเด็กเก็บกดความรู้สึกเจ็บปวดไว้ในใจ ผมไม่พูดความรู้สึกใดๆให้ใครฟังแม้กระทั่งแม่ผม ผมกลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจ ขี้กลัว ไม่กล้าแสดงออก และเป็นเด็กที่พูดน้อยเสียงเบา ส่วนแม่ผมก็เริ่มลำบากขึ้น เงินที่เก็บก็ค่อยๆน้อยลง ครั้งนึงแม่พาผมไปตลาด ผมอยากกินขนมโตโร่ที่เป็นป๊อบคอร์น แม่เงินหมดไม่มีเงินซื้อให้ผม แม่บอกแม่ค้าว่า "ขอสักถุงให้เด็กเถอะนะ" แม่ค้าก็ไม่ให้ แม่ค้าบอกว่า “ของขายจะให้ฟรีได้ไง” ผมก็ยืนกลืนน้ำลายอดกินไป555 ช่วงนั้นบ้านผมจนมากเลย บ้านก็ยังเช่าอยู่ ผมได้เล่นของเล่นกับเด็กข้างบ้านที่เขาดูมีฐานะ ของเล่นของผมไม่ค่อยมีหรอก พอผมอายุได้ 5 ขวบชีวิตผมก็เปลี่ยนอีกครั้ง หลวงน้าที่เป็นน้องชายของแม่ ท่านได้มาเยี่ยมแม่ที่บ้าน ผมไม่รู้คุยอะไรกันกับแม่ เดาว่าคงจะคุยกันเรื่องผมไว้นานแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ก็บอกผมว่า “ไปกับหลวงน้านะ ไปอยู่กับตายาย” แปลกมากที่ผมฟังแล้วผมไม่รู้สึกอะไรเลยไม่รู้สึกเสียใจ ไม่รู้สึกดีใจที่ต้องไปจากที่นี่ และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำหลวงน้าจะพาไปไหน ตายายคือใครทำอะไรอยู่ที่ไหนกันผมก็ไม่รู้ ผมกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก ผมรู้แต่ว่า ผมไม่อยากอยู่กับพ่อเลี้ยง ไม่อยากอยู่กับแม่ ผมก้าวออกจากบ้านหลังนี้ขึ้นรถประจำทางไปกับหลวงน้า โดยที่ไม่หันหลังกลับมามองเลย....(เรื่องราวต่อจากนี้ผมจะมาเล่าอีกวันพุธหน้านะครับ....)