เรื่องสั้นเรื่องที่ 3 ครับ สรุป กระทู้กลุ่ม D เป็นเรื่องสั้นล้วนๆ เพราะกวี ยังไม่พร้อมที่จะตั้งกระทู้ ให้เป็นกลุ่ม E กลุ่มสุดท้ายก็แล้วกัน
เรื่องนี้เกี่ยวกับตำรวจหนุ่มนายหนึ่งซึ่งติดตามพวกอาชญากรสำคัญ แต่พลาดท่าถูกจับได้ และเขารู้สึกว่าตัวเองถูกยิงเข้าที่ศีรษะชัดๆ แต่ปรากฏว่าตนไม่ตายอย่างเหลือเชื่อ พอกลับไปสถานีตำรวจก็โดนนายเฉ่ง และสุดท้ายถูกลงโทษพักงาน มิหนำซ้ำถูกยึดอาวุธปืนอีกด้วย
แล้วพระเอกของเราจะทำอย่างไรต่อไป ? ติดตามอ่านกันครับ จบแล้วอย่าลืมให้เกรดกันเน้อ...

คราวนี้พวกมันไม่รอดแน่!
ราเมศ ตำรวจหนุ่มนอกเครื่องแบบคิดในใจ เขาหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา หันกล้องไปยังมุมหนึ่งอย่างช้าๆ เพราะตอนนี้เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ ลอบติดตามกลุ่มอาชญากรอยู่
สถานที่เป็นโกดังเก่าในย่านหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ราเมศได้ข้อมูลจากสายภายในกลุ่มนั้น ได้แอบสะกดรอยตามลูกน้องระดับล่างของกลุ่มอาชญากรจนมาถึงที่นี่
แต่ว่าเขามาคนเดียว
สายตาของตำรวจนอกเครื่องแบบจับจ้องไปยังกลุ่มคนสองกลุ่มที่กำลังเจรจาต่อรองกัน ราเมศรู้ว่าทั้งสองกลุ่มนี้ต่อรองอะไร เพราะกลุ่มที่เขาติดตามมาเป็นกลุ่มพ่อค้าอาวุธสงคราม อยู่เบื้องหลังการค้าขายกับกลุ่มก่อการร้ายมามากมาย
มันเสี่ยงอย่างมาก ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ด้วยกำลังของตำรวจเพียงคนเดียว
แต่เรื่องเสี่ยงมันเป็นชีวิตของตำรวจไทยอยู่แล้ว
ราเมศพยายามหาทางเก็บข้อมูล ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพเหตุการณ์ไว้
แต่ว่า..
ตำรวจนอกเครื่องแบบสัมผัสได้ถึงความเย็นวูบของโลหะที่ศีรษะของตัวเองทางด้านหลัง เสียงเข้มของชายอีกคนเอ่ยบอกกับเขาว่า
“อย่าขยับ!”
ไม่ต้องหันไปมอง ราเมศก็พอรู้ว่าสัมผัสโลหะที่ศีรษะของตนคือปืนแน่นอน เขาถูกพวกมันจับได้แล้ว
“แกเป็นใคร?”
คำถามต่อไปออกมาจากปากชายที่อยู่ด้านหลัง ปืนยังประทับที่ศีรษะของราเมศไม่เปลี่ยนที่
“ผมบังเอิญผ่านมาน่ะ”
ราเมศย่อมรู้ดี ช่างเป็นคำตอบที่แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ อย่างมาก แต่ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การไม่บอกว่าเป็นตัวเองเป็นตำรวจน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว
“บังเอิญผ่านมางั้นหรือ” คราวนี้เป็นเสียงชายอีกคนพูดขึ้นมา ไม่ใช่เสียงจากชายคนแรก ดูท่าด้านหลังราเมศไม่ได้มีแค่คนเดียว เขาพูดต่อว่า “อืม.. ถ้าบังเอิญก็ไม่เป็นไร”
จากสิ่งที่ชายคนที่สองพูด ดูเหมือนราเมศจะโชคดีแล้ว ถ้าไม่เป็นไร ชายสองคนนี้น่าจะปล่อยเขาไปแน่ ๆ
แต่ทว่า…
“เพราะถ้าบังเอิญผ่านมา มันก็สามารถฆ่าได้ง่าย ๆ หน่อย” ชายคนนั้นพูดเสียงเข้มขึ้น
สิ้นคำ เสียงปังของอาวุธสังหารก็ลั่นดังตามมา
ภาพลางของสถานที่รกร้างค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ราเมศลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ เขาประหลาดใจตั้งแต่ทีแรกที่สายตาจับภาพได้ มองไปรอบ ๆ ตรวจดูสถานที่ที่เขานอนอยู่
ที่นี่อยู่ในซอยแห่งหนึ่ง คล้ายเป็นที่ทิ้งขยะหรือของที่ไม่ใช้แล้ว
นี่เรายังไม่ตายหรือ
ราเมศครุ่นคิด นึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา เขาจำได้ว่าตัวเองถูกคนร้ายจับได้ว่าสะกดรอยตามมา และถูกยิงเข้าที่หัว
มือขวาของราเมศรีบคลำที่หลังศีรษะเพื่อตรวจสอบ แต่ด้านหลังนั้นกลับไม่พบบาดแผลใด ๆ ทั้งสิ้น
ทำไมถึงไม่มี
ทำไมไม่มีรอยแผลกระสุนปืน
ราเมศเริ่มงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าตัวเองโดนยิงไปแล้วแน่ ๆ
ภาพการสะกดรอยตามกลุ่มพ่อค้าอาวุธสงครามหวนย้อนกลับมาในสมองของเขา เขาพลาดโดนทางนั้นจับได้และโดนยิงไม่ใช่หรือ?
เขายังไม่ตาย
“ช่างเถอะ ไม่ตายก็โชคดีแล้ว”
ราเมศพูดกับตัวเอง แล้วลุกขึ้นจากที่รกร้าง ก้าวเดินออกไป
“นี่คุณแอบไปสะกดรอยคนเดียวอีกเรอะ!”
เสียงทุบโต๊ะพร้อมเสียงพูดของตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาดังใส่ราเมศที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขาคือ พ.ต.อ. อัศดิณย์ หัวหน้าแผนกสืบสวนพิเศษ
“ครับ” ราเมศตอบแบบไม่ได้เกรงกลัว แม้จะอยู่ในห้องของผู้บังคับบัญชาตัวต่อตัวอย่างนี้ “จังหวะมันพอดี ผมเลยต้องตามไปก่อน ไม่ทันได้แจ้งครับ”
“รู้ไหมกี่ครั้งมาแล้วที่คุณทำแบบนี้ อยากโดนย้ายหรือไง” พ.ต.อ อัศดิณย์ว่าต่อด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
ราเมศเงียบไม่ได้ตอบคำผู้บังคับบัญชาของตัวเอง
“ในเมื่อหลายครั้งแล้ว ฉันก็ต้องลงโทษคุณ ขอสั่งพักงานคุณหนึ่งเดือน ตอนนี้ไปสงบสติอารมณ์ แล้วฉันก็ขอยึดปืนคุณไว้ด้วย”
ราเมศพยักหน้ายอมรับยอมรับชะตากรรมของเอง เขาวางปืนของตัวเองไว้บนโต๊ะของอัศดิณย์ พร้อมพูดว่า
“ขอบคุณครับท่าน”
จบประโยคราเมศไม่แม้จะหันมามองหน้าผู้บังคับบัญชา ลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากห้องอัศดิณย์ไป
END PART-1 BY "ถุงมือ THE POLICE"
⚡️🔥💥THE GLOVES FINAL 2018 : SEMI-FINAL รอบรอง ฯ กลุ่ม D : เรื่องสั้น คู่ที่ 6 เรื่อง "นายตำรวจอมตะ"💥🔥⚡️
เรื่องสั้นเรื่องที่ 3 ครับ สรุป กระทู้กลุ่ม D เป็นเรื่องสั้นล้วนๆ เพราะกวี ยังไม่พร้อมที่จะตั้งกระทู้ ให้เป็นกลุ่ม E กลุ่มสุดท้ายก็แล้วกัน
เรื่องนี้เกี่ยวกับตำรวจหนุ่มนายหนึ่งซึ่งติดตามพวกอาชญากรสำคัญ แต่พลาดท่าถูกจับได้ และเขารู้สึกว่าตัวเองถูกยิงเข้าที่ศีรษะชัดๆ แต่ปรากฏว่าตนไม่ตายอย่างเหลือเชื่อ พอกลับไปสถานีตำรวจก็โดนนายเฉ่ง และสุดท้ายถูกลงโทษพักงาน มิหนำซ้ำถูกยึดอาวุธปืนอีกด้วย
แล้วพระเอกของเราจะทำอย่างไรต่อไป ? ติดตามอ่านกันครับ จบแล้วอย่าลืมให้เกรดกันเน้อ...
คราวนี้พวกมันไม่รอดแน่!
ราเมศ ตำรวจหนุ่มนอกเครื่องแบบคิดในใจ เขาหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา หันกล้องไปยังมุมหนึ่งอย่างช้าๆ เพราะตอนนี้เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ ลอบติดตามกลุ่มอาชญากรอยู่
สถานที่เป็นโกดังเก่าในย่านหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ราเมศได้ข้อมูลจากสายภายในกลุ่มนั้น ได้แอบสะกดรอยตามลูกน้องระดับล่างของกลุ่มอาชญากรจนมาถึงที่นี่
แต่ว่าเขามาคนเดียว
สายตาของตำรวจนอกเครื่องแบบจับจ้องไปยังกลุ่มคนสองกลุ่มที่กำลังเจรจาต่อรองกัน ราเมศรู้ว่าทั้งสองกลุ่มนี้ต่อรองอะไร เพราะกลุ่มที่เขาติดตามมาเป็นกลุ่มพ่อค้าอาวุธสงคราม อยู่เบื้องหลังการค้าขายกับกลุ่มก่อการร้ายมามากมาย
มันเสี่ยงอย่างมาก ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ด้วยกำลังของตำรวจเพียงคนเดียว
แต่เรื่องเสี่ยงมันเป็นชีวิตของตำรวจไทยอยู่แล้ว
ราเมศพยายามหาทางเก็บข้อมูล ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพเหตุการณ์ไว้
แต่ว่า..
ตำรวจนอกเครื่องแบบสัมผัสได้ถึงความเย็นวูบของโลหะที่ศีรษะของตัวเองทางด้านหลัง เสียงเข้มของชายอีกคนเอ่ยบอกกับเขาว่า
“อย่าขยับ!”
ไม่ต้องหันไปมอง ราเมศก็พอรู้ว่าสัมผัสโลหะที่ศีรษะของตนคือปืนแน่นอน เขาถูกพวกมันจับได้แล้ว
“แกเป็นใคร?”
คำถามต่อไปออกมาจากปากชายที่อยู่ด้านหลัง ปืนยังประทับที่ศีรษะของราเมศไม่เปลี่ยนที่
“ผมบังเอิญผ่านมาน่ะ”
ราเมศย่อมรู้ดี ช่างเป็นคำตอบที่แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ อย่างมาก แต่ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การไม่บอกว่าเป็นตัวเองเป็นตำรวจน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว
“บังเอิญผ่านมางั้นหรือ” คราวนี้เป็นเสียงชายอีกคนพูดขึ้นมา ไม่ใช่เสียงจากชายคนแรก ดูท่าด้านหลังราเมศไม่ได้มีแค่คนเดียว เขาพูดต่อว่า “อืม.. ถ้าบังเอิญก็ไม่เป็นไร”
จากสิ่งที่ชายคนที่สองพูด ดูเหมือนราเมศจะโชคดีแล้ว ถ้าไม่เป็นไร ชายสองคนนี้น่าจะปล่อยเขาไปแน่ ๆ
แต่ทว่า…
“เพราะถ้าบังเอิญผ่านมา มันก็สามารถฆ่าได้ง่าย ๆ หน่อย” ชายคนนั้นพูดเสียงเข้มขึ้น
สิ้นคำ เสียงปังของอาวุธสังหารก็ลั่นดังตามมา
ภาพลางของสถานที่รกร้างค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ราเมศลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ เขาประหลาดใจตั้งแต่ทีแรกที่สายตาจับภาพได้ มองไปรอบ ๆ ตรวจดูสถานที่ที่เขานอนอยู่
ที่นี่อยู่ในซอยแห่งหนึ่ง คล้ายเป็นที่ทิ้งขยะหรือของที่ไม่ใช้แล้ว
นี่เรายังไม่ตายหรือ
ราเมศครุ่นคิด นึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา เขาจำได้ว่าตัวเองถูกคนร้ายจับได้ว่าสะกดรอยตามมา และถูกยิงเข้าที่หัว
มือขวาของราเมศรีบคลำที่หลังศีรษะเพื่อตรวจสอบ แต่ด้านหลังนั้นกลับไม่พบบาดแผลใด ๆ ทั้งสิ้น
ทำไมถึงไม่มี
ทำไมไม่มีรอยแผลกระสุนปืน
ราเมศเริ่มงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าตัวเองโดนยิงไปแล้วแน่ ๆ
ภาพการสะกดรอยตามกลุ่มพ่อค้าอาวุธสงครามหวนย้อนกลับมาในสมองของเขา เขาพลาดโดนทางนั้นจับได้และโดนยิงไม่ใช่หรือ?
เขายังไม่ตาย
“ช่างเถอะ ไม่ตายก็โชคดีแล้ว”
ราเมศพูดกับตัวเอง แล้วลุกขึ้นจากที่รกร้าง ก้าวเดินออกไป
“นี่คุณแอบไปสะกดรอยคนเดียวอีกเรอะ!”
เสียงทุบโต๊ะพร้อมเสียงพูดของตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาดังใส่ราเมศที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขาคือ พ.ต.อ. อัศดิณย์ หัวหน้าแผนกสืบสวนพิเศษ
“ครับ” ราเมศตอบแบบไม่ได้เกรงกลัว แม้จะอยู่ในห้องของผู้บังคับบัญชาตัวต่อตัวอย่างนี้ “จังหวะมันพอดี ผมเลยต้องตามไปก่อน ไม่ทันได้แจ้งครับ”
“รู้ไหมกี่ครั้งมาแล้วที่คุณทำแบบนี้ อยากโดนย้ายหรือไง” พ.ต.อ อัศดิณย์ว่าต่อด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
ราเมศเงียบไม่ได้ตอบคำผู้บังคับบัญชาของตัวเอง
“ในเมื่อหลายครั้งแล้ว ฉันก็ต้องลงโทษคุณ ขอสั่งพักงานคุณหนึ่งเดือน ตอนนี้ไปสงบสติอารมณ์ แล้วฉันก็ขอยึดปืนคุณไว้ด้วย”
ราเมศพยักหน้ายอมรับยอมรับชะตากรรมของเอง เขาวางปืนของตัวเองไว้บนโต๊ะของอัศดิณย์ พร้อมพูดว่า
“ขอบคุณครับท่าน”
จบประโยคราเมศไม่แม้จะหันมามองหน้าผู้บังคับบัญชา ลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากห้องอัศดิณย์ไป
END PART-1 BY "ถุงมือ THE POLICE"