

ตายๆๆๆ หุ้นพีอีสูงๆ ลงมาจะ 80-90% ละ จะให้เม่าลืม กรี้ดดดดดดด
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645993
ปีเตอร์ลินช์เคยพูดว่าเขาต้องพยายาม “ถอน” การเรียนรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุนที่ได้รับจากอาจารย์การลงทุนในมหาวิทยาลัย เหตุผลก็เพราะว่าสิ่งที่ฝังเข้าไปในสมองของเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาปฏิบัติในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ทำกำไรที่ดี และถ้าเขาไม่ “Unlearn” หรือไม่ถอนความรู้และความทรงจำเกี่ยวกับหุ้นรวมถึงละทิ้งนิสัยที่ติดมาเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนแบบนั้น เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการลงทุนได้
ผมจะไม่วิจารณ์ว่าปีเตอร์ลินช์คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เขาได้เรียนรู้มา แต่ผมกำลังบอกว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมานับ 10 ปี นั้น อาจจะเรียนรู้และปฏิบัติตนอย่างไม่ถูกต้องเพราะถูกสอนหรือ “ล้างสมอง” จากการเรียน ไม่ว่าจากมหาวิทยาลัยหรือ “เซียน” ผ่านสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่หนังสือ รายการทีวีและวิทยุ และสื่ออินเตอร์เน็ต ที่เข้ามาสู่สมองจำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาคิดว่าสิ่งที่เขารู้นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน ดังนั้นโอกาสที่จะคิดหรือทำแบบอื่นนั้นเป็นไปได้ยาก แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นและการลงทุนในช่วงหลัง ๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าแนวทางที่ทำอยู่นั้นใช้ไม่ได้ผล การลงทุนที่ทำกำไรได้และบางช่วงเวลาทำได้ดีเยี่ยมนั้น บัดนี้ดูเหมือนว่าจะสวนทางและบางครั้งทำให้ขาดทุนอย่างหนักแต่นักลงทุนจำนวนมากก็ยังพยายามคิดและทำแบบเดิม พวกเขาหวังว่า “วันหนึ่งมันก็จะกลับมา” เช่น หุ้นตัวนี้โดดเด่นมาก “ราคาเคยขึ้นไปเป็น 100 บาท ตอนนี้ราคาแค่ 50 บาท ซื้อหรือถือไว้อีก 2-3 ปียังไงก็ต้องกลับมา” เป็นต้น
นักลงทุนเกือบทั้งหมดต่างก็คิดว่าการซื้อหุ้นแล้วถือไว้ยาวเป็น 5-10 ปี นั้นไม่สามารถทำเงินมาก ๆ ได้ พวกเขาอาจจะคิดว่าถ้าเลือกหุ้นผิดตัวก็ “ติดหุ้น” ยาว ราคาไม่ไปไหนกินแต่ปันผลก็ไม่คุ้ม สู้ซื้อมาพอราคาขึ้นก็ขายทำกำไรไปก่อน แต่ถ้าขาดทุนก็รีบ “Cut Loss” ไม่เจ็บหนัก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ค่าคอมมิชชั่นก็ “นิดเดียว” ดังนั้น เล่นสั้นดีกว่า นอกจาก “ปลอดภัย” แล้วก็ยัง “ทำกำไรได้หลายรอบ” ส่วนคนที่จะถือยาวนั้นควรต้องเป็นคนที่มี “พอร์ตใหญ่” ดังนั้น “พวกเขาก็สามารถลงทุนแบบ VI นั่งกระดิกเท้ากินปันผลได้” ความคิดแบบนี้ผมคิดว่าจะต้องถูก “ถอน” หรือ Unlearn เพราะความจริงนั้นตรงกันข้ามทุกประเด็น
นักลงทุนแบบ “Passive” ที่ไม่ได้ชำนาญในเรื่องของการวิเคราะห์เองก็มีความเชื่อที่ฟังมาตลอดเวลาว่าการซื้อกองทุนรวมนั้นให้ผลตอบแทนที่ดี ปีหนึ่งจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยบางที 12-15% แบบทบต้นในระยะยาว หลายคนเลือกกองทุนรวมที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจ “ดีกว่าตลาดมาก” ดังนั้นค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนที่สูงก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะยังไงก็แค่ 2-3% ซึ่งเขาคิดว่าคุ้มกับผลตอบแทนที่เคยได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวมนี้เพราะ “เขาเก่ง” ความเชื่อนี้ควรที่จะต้องถูกถอน การลงทุนในกองทุนรวมที่จะให้ผลตอบแทนดีขนาดนั้นจะต้องอยู่ในตลาดที่อยู่ในช่วงดีมากและผู้จัดการกองทุนที่เก่งจริง ๆ ในระยะยาวนั้นมีน้อยมาก
นักลงทุนแบบ “VI” ทั้งที่มี “ฝีมือ” ระดับธรรมดาและที่เป็น “เซียน” นั้น ต่างก็รู้สึกว่าตนเองมีความรู้และวิธีปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมดีอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่มีอะไรที่จะต้องเปลี่ยน เหนือสิ่งอื่นใด ผลงานการลงทุนที่ผ่านมา บางคนนับ 10 ปีหรือมากกว่านั้นก็ดีเยี่ยม หลายคนกลายเป็นเศรษฐี จำนวนมากก็มีเงินระดับหลายสิบล้านบาท พวกเขาอาจจะคิดว่าการขาดทุนและความยากลำบากในช่วงนี้เกิดขึ้นจากสถานการณ์และความผิดพลาดในการปฏิบัติ หลักการและแนวปฏิบัติของเขายังถูกต้อง “เดี๋ยวทุกอย่างก็จะกลับมาดีเอง” ผลตอบแทนระดับปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแบบทบต้นที่เคยทำได้มานานนั้นก็น่าจะท
บทความล่าสุดกูรูวีไอ...ลืมราคาที่เคยเป็นและเรื่องราวในอดีต...!!!!!! โอววมายก้อด
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645993
ปีเตอร์ลินช์เคยพูดว่าเขาต้องพยายาม “ถอน” การเรียนรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุนที่ได้รับจากอาจารย์การลงทุนในมหาวิทยาลัย เหตุผลก็เพราะว่าสิ่งที่ฝังเข้าไปในสมองของเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาปฏิบัติในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ทำกำไรที่ดี และถ้าเขาไม่ “Unlearn” หรือไม่ถอนความรู้และความทรงจำเกี่ยวกับหุ้นรวมถึงละทิ้งนิสัยที่ติดมาเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนแบบนั้น เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการลงทุนได้
ผมจะไม่วิจารณ์ว่าปีเตอร์ลินช์คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เขาได้เรียนรู้มา แต่ผมกำลังบอกว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมานับ 10 ปี นั้น อาจจะเรียนรู้และปฏิบัติตนอย่างไม่ถูกต้องเพราะถูกสอนหรือ “ล้างสมอง” จากการเรียน ไม่ว่าจากมหาวิทยาลัยหรือ “เซียน” ผ่านสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่หนังสือ รายการทีวีและวิทยุ และสื่ออินเตอร์เน็ต ที่เข้ามาสู่สมองจำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาคิดว่าสิ่งที่เขารู้นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน ดังนั้นโอกาสที่จะคิดหรือทำแบบอื่นนั้นเป็นไปได้ยาก แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นและการลงทุนในช่วงหลัง ๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าแนวทางที่ทำอยู่นั้นใช้ไม่ได้ผล การลงทุนที่ทำกำไรได้และบางช่วงเวลาทำได้ดีเยี่ยมนั้น บัดนี้ดูเหมือนว่าจะสวนทางและบางครั้งทำให้ขาดทุนอย่างหนักแต่นักลงทุนจำนวนมากก็ยังพยายามคิดและทำแบบเดิม พวกเขาหวังว่า “วันหนึ่งมันก็จะกลับมา” เช่น หุ้นตัวนี้โดดเด่นมาก “ราคาเคยขึ้นไปเป็น 100 บาท ตอนนี้ราคาแค่ 50 บาท ซื้อหรือถือไว้อีก 2-3 ปียังไงก็ต้องกลับมา” เป็นต้น
นักลงทุนเกือบทั้งหมดต่างก็คิดว่าการซื้อหุ้นแล้วถือไว้ยาวเป็น 5-10 ปี นั้นไม่สามารถทำเงินมาก ๆ ได้ พวกเขาอาจจะคิดว่าถ้าเลือกหุ้นผิดตัวก็ “ติดหุ้น” ยาว ราคาไม่ไปไหนกินแต่ปันผลก็ไม่คุ้ม สู้ซื้อมาพอราคาขึ้นก็ขายทำกำไรไปก่อน แต่ถ้าขาดทุนก็รีบ “Cut Loss” ไม่เจ็บหนัก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ค่าคอมมิชชั่นก็ “นิดเดียว” ดังนั้น เล่นสั้นดีกว่า นอกจาก “ปลอดภัย” แล้วก็ยัง “ทำกำไรได้หลายรอบ” ส่วนคนที่จะถือยาวนั้นควรต้องเป็นคนที่มี “พอร์ตใหญ่” ดังนั้น “พวกเขาก็สามารถลงทุนแบบ VI นั่งกระดิกเท้ากินปันผลได้” ความคิดแบบนี้ผมคิดว่าจะต้องถูก “ถอน” หรือ Unlearn เพราะความจริงนั้นตรงกันข้ามทุกประเด็น
นักลงทุนแบบ “Passive” ที่ไม่ได้ชำนาญในเรื่องของการวิเคราะห์เองก็มีความเชื่อที่ฟังมาตลอดเวลาว่าการซื้อกองทุนรวมนั้นให้ผลตอบแทนที่ดี ปีหนึ่งจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยบางที 12-15% แบบทบต้นในระยะยาว หลายคนเลือกกองทุนรวมที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจ “ดีกว่าตลาดมาก” ดังนั้นค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนที่สูงก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะยังไงก็แค่ 2-3% ซึ่งเขาคิดว่าคุ้มกับผลตอบแทนที่เคยได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวมนี้เพราะ “เขาเก่ง” ความเชื่อนี้ควรที่จะต้องถูกถอน การลงทุนในกองทุนรวมที่จะให้ผลตอบแทนดีขนาดนั้นจะต้องอยู่ในตลาดที่อยู่ในช่วงดีมากและผู้จัดการกองทุนที่เก่งจริง ๆ ในระยะยาวนั้นมีน้อยมาก
นักลงทุนแบบ “VI” ทั้งที่มี “ฝีมือ” ระดับธรรมดาและที่เป็น “เซียน” นั้น ต่างก็รู้สึกว่าตนเองมีความรู้และวิธีปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมดีอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่มีอะไรที่จะต้องเปลี่ยน เหนือสิ่งอื่นใด ผลงานการลงทุนที่ผ่านมา บางคนนับ 10 ปีหรือมากกว่านั้นก็ดีเยี่ยม หลายคนกลายเป็นเศรษฐี จำนวนมากก็มีเงินระดับหลายสิบล้านบาท พวกเขาอาจจะคิดว่าการขาดทุนและความยากลำบากในช่วงนี้เกิดขึ้นจากสถานการณ์และความผิดพลาดในการปฏิบัติ หลักการและแนวปฏิบัติของเขายังถูกต้อง “เดี๋ยวทุกอย่างก็จะกลับมาดีเอง” ผลตอบแทนระดับปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแบบทบต้นที่เคยทำได้มานานนั้นก็น่าจะท