เงาเพลิง โดย พรายทราย บทที่ 6 เพลิงนรก

กระทู้สนทนา
บทที่ 6  เพลิงนรก

โจว์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ทุกอย่างดูพร่าพราย กว่าหลายนาทีที่เขาจะสามารถปรับประสาทระบบความรู้สึกทั้งหมดได้ เขาค่อย ๆ ขยับตัว รู้สึกราวกับร่างกายของเขาแยกเป็นชิ้น ๆ ความทรงจำค่อย ๆ กลับคืนมา

สามัญสำนึกครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้ คือการนอนอยู่บนรถฉุกเฉิน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเสียบสายอะไรต่ออะไรมากมาย เขาจำได้ว่าหัวเขากระแทกกับกระจกหน้า รวมถึงแขนที่เกร็งพวงมาลัย ควบคุมรถในขณะที่เจ้ากระป๋องส่ายไร้ทิศทาง ก่อนสยบนิ่งลงที่เสาใหญ่กลางลานจอดรถ

“ไง ฟื้นแล้วเหรอ นี่ขนาดไม่เป็นอะไรมากนะ นายยังหลับยาวเป็นวัน ๆ หากเป็นหนักคงเป็นเจ้าชายนิทรา”

“โรงพยาบาลรึ”

น้ำเสียงแหบพร่า ทำให้คริสโตเฟอร์พยักหน้า ยืนกอดอก อมยิ้มบาง ๆ มองร่างที่นอนมีผ้ากอซปะบริเวณหน้าผาก และแขนซ้ายที่มีเฝือกอ่อนอยู่ โจว์เลื่อนตัวเป็นนั่ง คริสโตเฟอร์ช่วยสอดหมองรองให้สบายขึ้น

“นายแน่ใจว่าเป็นอุบัติเหตุ สภาพรถนายมันเยินเกินกว่าเป็นอุบัติเหตุ วันนั้นนายรีบร้อนลงมา... บอกมาสิ มีอะไรที่ทำให้นายต้องร้อนรนออกไป ทั้ง ๆ ที่นายเองก็เพิ่งเข้าออฟฟิศมา”

ยิ้มเยาะ ๆ ของคริสโตเฟอร์ และท่าทีที่ดึงเก้าอี้นั่งข้างเตียงคนไข้ออกมาแบบสบาย ๆ ทำให้โจว์รู้ดีว่า เพื่อนรักของเขารู้เรื่องต่าง ๆ หมดแล้ว และคงเป็นไปไม่ไหนนอกจากเจนนี่ และคริสก็คงเป็นคนเดิม เมื่อเขารู้เรื่องใด ๆ จากคนอื่น เขาก็ต้องการความจริงยืนยันจากเจ้าของเรื่องอีกครั้ง

“ก็เจนนี่ บอกไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ”

โจว์เอ่ยด้วยเสียงเย็นชา และทำหน้าตัดสินใจไม่ถูก เพราะรู้ดีว่า คริสโตเฟอร์จะต้องมีวิธีร้อยแปดให้เขาคายความลับออกมา

“นายอยากเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังเอง หรือนายจะเลือกไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้ตำรวจฟัง”
คริสโตเฟอร์ ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน หยิบซองจดหมายสีน้ำตาลขึ้นมาโบกริ้ว ๆ แทนพัด

“คริส!...กันไม่อยากให้ตำรวจเข้ามายุ่ง”

โจว์เรียกชื่อเสียงดัง ขยับตัวหมายจะดึงซองจดหมายนั้นกลับมา แต่ก็ให้รู้สึกเจ็บหยอก ตึงไปทั่วทั้งหัวไหล่

“ทำไม...นายริอยากจะเป็นนักสืบสะเองหรือไง”

คริสโตเฟอร์รีบเก็บซองจดหมายสีน้ำตาลนั้นกลับที่เดิม มองหน้าไม่พอใจของโจว์ที่เหมือนเด็กเจ้าอารมณ์ไม่เคยโตเสียที

“นายอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร มันไม่ใช่เรื่องสนุกสมัยวัยรุ่น นายมีธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบ คิดเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงได้อย่างไร”

“มันเลยความเสี่ยงไปแล้ว... อีกอย่างนายก็รู้ว่ากันไม่ชอบตำรวจแค่ไหน”

คริสโตเฟอร์หัวเราะในลำคอ อดแปลกใจไม่ได้ที่โจว์ลดความรุ่มร้อนลงได้อย่างประหลาด แต่ใบหน้ายังคงแสดงความไม่พอใจอยู่อย่างเดิม
คริสรู้ดีว่าโจว์เกลียดตำรวจมากมายเพียงใด  เจ้าของบริษัทโฆษณาเคยถูกตำรวจกักตัวไว้นานถึง 48 ชั่วโมง เมื่ออายุ 12 ปี เพียงเพราะว่า ตำรวจสงสัยว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กสาวเพื่อนร่วมชั้นเรียน ซึ่งแท้ที่จริง แม่แก้มยุ้ยคนนั้น หนีออกจากบ้านปู่ย่ากลับไปหาพ่อที่อยู่อีกเมือง เพราะทะเลาะกับย่าที่ไม่ยอมเข้าค่ายกับเพื่อน

“กันจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง นายต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยที่นี่...”  โจว์ส่ายหน้า สวนกลับไปอย่างทันควัน

“ไม่เลย ไม่ต้องเลย กันไม่ยอมอยู่ที่นี่ด้วย...”

ก่อนพูดจบประโยค โจว์ค่อย ๆ ใช้มือขวาเท้ายันตัวเองขึ้นมานั่งห้อยขาด้านข้างเตียง แม้จะยังเจ็บร้าว ๆ ไปทั่วตัวบ้างก็ตาม แต่เขายังเชื่อว่า อวัยวะทุกส่วนของเขายังอยู่ครบปกติดี

“ไม่! ขอให้ถือเป็นคำสั่ง ว่านายจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม ทั้งหมดเป็นแค่อุบัติเหตุ...กันจะแต่งตัว และออกจากโรงพยาบาล”

น้ำเสียงแข็งกร้าว แต่หนักแน่น อย่างที่คริสโตเฟอร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือบางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่เจนนี่โทรศัพท์มาเล่าให้เขาฟังนั้น จะทำให้โจว์โตขึ้นมากกว่าเดิม

โจว์พยายามลุกขึ้น แม้จะทรงตัวไม่ได้ดั่งใจนัก คงเป็นเพราะความระบม และการนอนอยู่บนเตียงมานานนั่นเอง
ก่อนจะพยายามเดินต่อไปแต่งตัว

แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนที่พยาบาลสาวสวยจะเดินถือแจกันดอกไม้เข้ามา

“เดินไหวแล้วหรือคะ จะไปเข้าห้องน้ำหรือคะ”

โจว์ไม่ทันฟังคำถามจากพยาบาล แจกันดอกไม้ที่มีการ์ดติด ทำให้ความระแวงสัมผัสหลังเขาเย็นวาบ

“ดอกไม้จากใคร!!”

เสียงห้วน ๆ ของโจว์ ทำให้พยาบาลสาวทำหน้าเจื่อน ๆ

“ไม่ทราบค่ะ เด็กส่งดอกไม้มาฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ ระบุถึงมิสเตอร์ฟอร์ริก”

คนบาดเจ็บถือวิสาสะคว้าแจกันในมือพยาบาลด้วยมือข้างเดียว ก่อนพลิกกระดาษที่คล้ายนามบัตรที่เหน็บมา แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่าโน้ตอวยพรให้หายเร็ว ๆ

สีหน้าร้อนรน เหงื่อหลายเม็ดผุดขึ้นที่หน้า เขาหันไปมองรอบห้อง ก่อนค่อย ๆ ลากสังขารเอาแจกันกลับไปที่โต๊ะหัวเตียง  และตู้วางที่ผนังห้อง เขาพลิกการ์ดนามบัตรทุกใบที่มีติดกับแจกันดอกไม้หันซ้ายหันขวาราวกับคนบ้าคลั่ง เมื่อไม่พบอะไรผิดปกติ เขาจึงพยายามลากตัวเองไปที่มุมห้อง เพื่อเปลี่ยนเสื้อใหม่อีกครั้ง

พยาบาลสาวสบตากับคริสโตเฟอร์ สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม จนคริสโตเฟอร์ต้องแก้เก้อ ให้พยาบาลหายข้องใจ

“เขากำลังรอดอกไม้เยี่ยมจากแฟนน่ะครับ เลยออกอาการมากไปหน่อย...ผมว่าเขาแข็งแรงพอที่จะกลับบ้านได้แล้วนะครับแบบนี้...”

รอยยิ้มจากพยาบาล ทำให้ความกังวลหมดไป แต่กลับเป็นคริสโตเฟอร์เองต่างหากที่กลับกังวลใจมากขึ้นแทน




โจว์เล่าเรื่องทั้งหมดให้คริสโตเฟอร์ฟังอีกครั้ง ตลอดเส้นทางที่กลับมาบ้าน และย้ำไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในขณะที่คริสโตเฟอร์ก็รับรู้ถึงอารมณ์วิตก ความหวาดระแวง เมื่อโจว์ขึ้นนั่งบนรถ และบอกซ้ายมองขวาด้วยความกังวลตลอดเวลา

บางทีเขาควรจะให้โจว์พบกับจิตแพทย์ โจว์อาจจะเป็นปกติสุขมากขึ้น อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ทำไมเหตุการณ์เลวร้ายจะต้องเกิดขึ้นกับชายหนุ่มผู้อ่อนโยนครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่พ่อแม่เขาเครื่องบินตกตั้งแต่โจว์อายุยังไม่เต็ม 17

การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ทำให้โจว์แต่เดิมที่เป็นคนเงียบ ๆ กลับเงียบขรึมและเก็บตัวมากขึ้น เขาขายคฤหาสน์หลังใหญ่ชานเมือง และย้ายตัวเองมาอยู่ที่อพาร์ตเมนท์ห้องชุด เรียนจบมหาวิทยาลัย และกลับมารับกิจการงานดั้งเดิมของตระกูล

โจว์กับเขาแตกต่างกันมากมาย ทั้งฐานะ ทั้งความเป็นอยู่ ตัวเขาเป็นคนแข็ง จบกฎหมาย เด่นทางกีฬา ในขณะที่โจว์จบทางโฆษณา เด่นทางศิลปะ  เป็นชายหนุ่มนุ่มนวล อ่อนไหวเต็มไปด้วยความโรแมนติก

คริสเชื่อเสมอว่าโจว์ไม่ใช่คนอ่อนแอ เพียงแต่ความเจ็บปวดในวัยเด็กทำให้เขาเป็นคนอ่อนไหวง่าย ต่างกับตัวเขามากมาย แม้จะวัยห่างกันเพียงไม่กี่ปี  พ่อของเขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายเก่าแก่ให้กับตระกูลของฟอร์ริกเช่นกัน
ตลอดเวลาพ่อของเขาพร่ำเล่า และสอนสั่งถึงบุญคุณอันล้นพ้นของตระกูลฟอร์ริก เพื่อให้เขาซึมซับอยู่ตลอดเวลา ให้เขาไปในสายเลือด และทุก ๆ อณูของจิตใจ
การเรียนต่อกฎหมายทางการเงินจึงเป็นความเต็มใจ พอใจมากยิ่งกว่าการเลือกเป้าหมายอื่นใดในชีวิต
มันถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เขาเกิด...

เหมือนเขาถูกสร้าง ถูกเลี้ยงจากพ่อของเขาให้เข้มแข็ง เพื่อปกป้อง ผู้ชายคนนี้...

การใกล้ชิดกับโจว์นอกจากเป็นเจ้านายลูกน้อง เป็นเพื่อนสนิทแล้ว เขายังรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชาย เป็นผู้ปกครอง ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับโจว์มากเป็นพิเศษ มันมากยิ่งกว่าหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบสูงสุดในชีวิตของเขาที่ถูกกำหนดขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับโจว์ในครั้งนี้ เขาคงไม่สามารถที่จะละลาย ปล่อยให้มันผ่านไปไม่ได้ง่าย ๆ และเขาจะไม่ยอมให้โจว์เผชิญกับนรกไม่ว่ารูปแบบใดเพียงลำพัง
เขาจะไม่มีวันทำผิดกับโจว์ซ้ำสองได้อีกแน่ ๆ ....

“โทรศัพท์ยังเป็นเหมือนเดิมรึ”
ทันทีที่โจว์เปิดเข้ามาในห้องชุด คริสโตเฟอร์ก็เดินตรงรี่เข้าไปเสียบปลั๊กโทรศัพท์ พร้อมทั้งตั้งคำถาม และได้รับคำตอบในเวลาเดียวกัน

เสียงกริ่งจากนรกระรัวแผดขึ้นอีกครั้ง จนคริสโตเฟอร์ต้องดึงออก พยายามปลอบใจตัวเองว่ามีการช็อตของระบบไฟ และเขาควรจะแจ้งไปยังบริษัทโทรศัพท์

โจว์ทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับชีวิตเขา เขาตรงรี่เข้าหาตู้เย็นที่เคาน์เตอร์บาร์ พร้อมกับหยิบเบียร์ออกมา ไอของความเย็นพวยพุ่งทันทีที่เขาเปิดมันออกอย่างกระหาย เขาสัมผัสถึงเกล็ดวุ้นเย็น ๆ ในลำคอ

มันเป็นสิ่งวิเศษสุดในรอบของความหายนะที่เกิดกับชีวิตของเขา...

“นายได้เห็นหน้าพวกมันบ้างมั้ย”

คริสโตเฟอร์เริ่มตั้งต้นซักหาข้อมูล ในขณะที่หยิบน้ำแข็ง และผสมเหล้าให้กับตัวเอง

โจว์ส่ายหน้าแทนคำตอบ แต่เขาก็พยายามนึก แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล พวกนั้นปรากฏตัวอะไรไม่ต่างกับพวกชายในชุดดำ ที่ตามไล่ล่ามนุษย์ต่างดาว

“ครั้งแรกกันไม่เห็นอะไรเลย...ไอ้เสียงลูกปืนตัดกับสายลมน่ะ มันยังหวิว ๆ อยู่ในหัว ครั้งที่สองก็เห็นแต่รถ ทะเบียนก็ไม่ทันสังเกตมันมืดมาก ส่วนครั้งที่สามก็เห็นแต่คนใส่สูทสวมแว่นตาดำที่โผล่ปืนออกมาทั้งสองข้างตัวรถ...ดีนะที่มันไม่ได้สวมหมวกดำอีก คงเริ่มเหมือนหนังไล่ล่า หรือเจ้าพ่อมาเฟียเข้าไปทุกที”

ช่วงท้ายโจว์ปิดเป็นเรื่องตลก เบียร์เย็น ๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

“แล้วจดหมายฉบับนี้...”

คริสโตเฟอร์ค่อย ๆ เอามันมาวางไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ โจว์มองมันให้ทะลุไปถึงคนส่งอีกครั้ง  ก่อนกลับคืนสู่สติ เมื่อคริสโตเฟอร์เอ่ยอีกครั้ง

“ฉันเช็คตรวสอบแล้ว เอมี่บอกว่าเธอพบมันที่พื้นหน้าห้อง เดาว่าคงมีใครมาสอดเอาไว้ เพราะเดวิดกับพวกที่ฝ่ายศิลป์กลับกลุ่มสุดท้ายก็ไม่มีจดหมายอะไรอยู่บนพื้น”

สมองของโจว์เริ่มทบทวนเรื่องราวอย่างหนัก ก่อนเคาะกระป๋องเบียร์กับเคาน์เตอร์เป็นจังหวะ ตามลำดับของสมอง

“คริสนายยืนยันให้ฟังอีกครั้งนะว่าบริษัทไม่มีใครทำอะไรเลวร้าย หรือเข้าไปพัวพัน กับอิทธิพลล้ำเส้นของใคร”

“ไม่มีสบายใจได้ ฉันรับรองด้วยเกียรติของตัวเอง...”

คริสเงียบไปเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง แต่ก็มันก็เหมือนหายวูบไปในทันใด ก่อนที่เขาจะเข้าใจในความคิดของตัวเอง

“งั้นพวกมันหมายถึงอะไร การกระทำอะไร”

“ว่าแต่ว่า นายแน่ใจว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนแอบซ่อนไว้อีก ลูกสาวเจ้าพ่อ ธุรกิจที่ไหน”

“เหลวไหล คริส นายฟั่นเฟือนหรือไง หากความรักฉันมันลำบากยากแค้นขนาดนี้ ฉันว่าพวกมันคงเด็ดขั้วหัวใจฉันไปตั้งแต่แรกแล้ว”

(ยังมีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่