จะทำอย่างไรกับธนาคารดี เมื่อถูกทวงเงินบัครเครดิตที่เกิดจากมิจฉาชีพขโมย และอยู่ระหว่างรอเซลสลิปจากธนาคารที่แสนยาวนาน

ดิฉันถูกล้วงกระเป๋าที่ประเทศต่างประเทศ สิ่งของที่หายไปคือกระเป๋าใส่เศษเงินรูเบิล คิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 800 บาท และบัตรเครดิต (วงเงิน 124,000 บาท) ดิฉันได้พยายามทุกวิถีทางที่จะแจ้งอายัดบัตรเครดิตทันทีที่ทราบ ในการอายัดบัตรครั้งนี้ทางธนาคารไม่ได้แจ้งใดๆว่ามีการรูดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในวันนี้ ทำให้ดิฉันมั่นใจว่าบัตรเครดิตยังปลอดภัยจึงไม่ได้แจ้งความที่ต่างประเทศ เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยดิฉันได้ติดต่อไปยังธนาคารทันทีเพื่อยืนยันการอายัดบัตรและออกบัตรใหม่ทดแทน จึงได้รับการแจ้งจากทางธนาคารว่าบัตรเครดิตถูกรูดใช้ไปในระหว่างที่อายัดบัตร 3 ครั้ง เป็นเงิน 62,938.64 บาท 58,443.02 บาท และ15,362.17 บาท ( รวม 136,743.8 บ.)  ดิฉันจึงได้แจ้งปฏิเสธการใช้จ่ายบัตรเครดิตตามรายการข้างต้นไปทันทีและขอเซลสลิปจากธนาคารผู้ออกบัตร ซึ่งทางธนาคารแจ้งว่าต้องใช้เวลา 45 – 60 วันทำการ ในเบื้องต้นดิฉันได้ทำการแจ้งความที่สถานีตำรวจ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไว้เป็นหลักฐาน และทำหนังสือถึงธนาคารเพื่อขอบรรเทาความเสียหาย แต่ในระหว่างนี้มีการส่งใบแจ้งยอดรายการบัตรเครดิตมา 143,378.86 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในรอบบิลนี้ของดิฉันจนถึงวันก่อนวันที่บัตรจะถูกขโมยมีเพียง 6,605.03 บาท ดังนั้นดิฉันจึงชำระเพียง 6,605.03 บาทก่อน ต่อมาได้รับจดหมายแจ้งปฏิเสธคำขอการบรรเทาความเสียหาย และอธิบายเหตุผลมาพอสรุปได้ว่า
1. ดิฉันยอมรับเงื่อนไขแล้วว่าต้องดูแลบัตรให้ดี กรณีนี้เป็นความผิดของผู้ถือบัตรเองที่ทำหาย เพราะทางธนาคารได้บอกแล้วว่าให้รักษาไว้ดีๆ
2. เมื่อบัตรเครดิตหายเจ้าของบัตรยังต้องรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากบัตรเครดิตต่อเนื่องไปอีก 5 นาทีหลังจากแจ้งธนาคารแล้ว
3. ร้านค้าไม่ทราบหรอกว่าผู้ถือบัตรใช่ตัวจริงมั๊ย หากว่าบัตรมีวงเงินเพียงพอและไม่มีการระงับการใช้บัตร ดูชื่อผู้ถือบัตร รหัสอนุมัติ และให้ผู้ใช้ลงลายมือชื่อก็เพียงพอแล้ว
ในกรณีนี้ทำให้รู้สึกได้ว่า
1. ธนาคารยึดมั่นในสัญญาที่ผู้ถือบัตรทำไว้กับทางธนาคารมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับลูกค้าที่มีมายาวนานเกือบ 30 ปี
โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆประกอบว่า เราไม่ได้ขาดความระมัดระวัง ดิฉันตระหนักถึงปัญหาเรื่องลักขโมยที่อาจเกิดขึ้น จึงได้จัดการแยกเก็บบัตรเครดิตที่มีวงเงินสูงๆและเงินส่วนใหญ่ที่นำมาแยกจากเศษเงินและบัตรเครดิตที่ใช้ประจำ และหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอจึงทำให้ทราบในทันทีที่ถูกขโมย แต่ความไม่สะดวกในการสื่อสารจึงทำให้ไม่ทันมิจฉาชีพ  และไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะดำเนินการอายัดบัตรทันที แต่หลังจากอายัดบัตรแล้วทางธนาคารไม่ได้แจ้งข้อมูลใดๆให้ทราบว่าบัตรมีการรูดใช้ไปแล้ว จึงทำให้เข้าใจว่าบัตรปลอดภัย ยังไม่ถูกรูดใช้ สามารถอายัดได้ทัน จึงไม่ได้การแจ้งความที่ต่างประเทศ แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยได้ติดต่อไปยังธนาคารทันที และได้แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจ ท่าอากาศยาน
สุวรรณภูมิ
2. ทำให้เกิดคามรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสัญญา เพราะในระหว่างที่รอเซลสลิปอย่างยาวนานจากธนาคาร เริ่มมีการทวงเงินในส่วนที่ผู้เป็นเจ้าของบัตรยืนยันว่าไม่ได้ใช้ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายดำเนินการต่างๆอีกมากมาย
3. ธนาคารปกป้องผลประโยชน์ของร้านค้ามากกว่าลูกค้า เป็นหน้าที่ของร้านค้าจะต้องตรวจสอบลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเปรียบเทียบกับหลังบัตรที่เจ้าของบัตรเซ็นไว้ มิใช่ปล่อยผ่าน
4. ธนาคารอนุมัติการรูดจ่ายเกินวงเงินบัตรเครดิต โดยที่เจ้าของบัตรไม่ได้ร้องขอ และไม่เคยร้องขอเลการรูดบัตรในครั้งที่สองและสามจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าทางธนาคารไม่อนุมัติวงเงินโดยพลการ เนื่องจาก การรูดครั้งที่ สองจะเกินจากวงเงินของบัตรเครดิต ซึ่งส่วนนี้คือความรับผิดชอบของธนาคาร ที่ไม่มีการกล่าวถึง
เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2561 มีการทวงถามจากทางธนาคารว่าดิฉันชำระเงินไม่ครบ จะชำระเพิ่มเติมหรือไม่ ขอคำแนะนำจากผู้รู้ค่ะ ว่าควรดำเนินการอย่างไรกับธนาคาร เพื่อไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นระหว่าที่รอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่