เรื่องสั้นเรื่องนี้ จาก จขถม. คู่ที่ 11 ซึ่งเป็นคู่สุดท้ายของรอบแรกครับ...
เปิดฉากเริ่มเรื่องด้วยบรรยากาศฝนฟ้าคะนอง ชายแก่คนหนึ่งเดินลุยสายฝน แล้วถูกจู่โจมโดยสัตว์ประหลาดบางอย่าง ยังไม่ทันจะรู้เนื้อรู้ตัวดี ก็ต้องสังเวยชีวิตให้แก่เจ้าสัตว์ร้ายไป...
เรื่องในส่วนแรก จบลงตรงนี้ แต่ส่วนที่สอง คนแต่งต่อ "จัดเต็ม" ครับ ยาวเหยียด...
จะสนุกตื่นเต้นขนาดไหน และจบอย่างไร ตามอ่านกันครับ...
อย่าลืมเกรดหลังอ่านจบเน้อ แล้วค่อยทายกันส่งท้ายรอบแรกนี้ครับ


เวลา ๐๑.๒๓ น.
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงจากฟากฟ้าเบื้องบนลงสู่ผืนดินเบื้องล่าง
เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายอย่างมาก เพราะสภาพอากาศตอนทั้งวันนี้ มีแต่ฝนตกลงมาไม่ขาดระยะ พร้อมกับเสียงลมหวีดหวิวและเสียงฟ้าคำรณอันน่าพรั่นพรึง ตั้งแต่เช้าเรื่อยมาจนถึงบัดนี้และไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลย
“ฮ่วย ตกได้ตกดี”
ชายชรานามว่า
ผัน คือคนเดียวที่เดินดุ่มลุยระดับน้ำสูงเทียมเข่า
ในยามดึกสงัดเช่นนี้ เม็ดฝนแต่ละเม็ดที่สัมผัสโดนผิวเนื้อ หนาวเย็นแทบจะบาดลงไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ
ชายชราได้แต่ทนฝืนกายเดินฝ่าความมืดไปอย่างหนาวสั่น
“ฝนบ้า โดนพายุอะไรเข้าเนี่ย ตกได้ตกดี ไม่ได้เป็นอันทำอะไรเล้ย”
พ่อเฒ่าเดินบ่นไปตลอดทาง...แต่เพียงไม่นานก็ต้องชะงักเท้ากระทันหัน
“โอ๊ย! เหยียบอะไรวะเนี่ย?” เพราะรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางฝ่าเท้า
“เฮ้ย! นี่มันเศษขวดนี่หว่า ใครเอามาทิ้งไว้เนี่ย สงสัยพวกจิ๊กโก๋ขี้เมาแถวนี้ บัดซบเอ๊ย เลือดไหลไม่หยุดเลย แผลท่าจะใหญ่”
กระนั้น ด้วยเพราะยามวิกาลเช่นนี้ แกจึงทิ้งความเจ็บไว้ชั่วคราว และมุ่งหน้าลุยน้ำกลับบ้านอย่างเชื่องช้าเท่าที่สังขารจะพาไปได้
ทีละก้าว ทีละก้าว...โดยที่ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า อะไรบางอย่างกำลังแหวกว่ายสายน้ำติดตามมาอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานหลังจากนั้น พ่อเฒ่าก็หอบสังขารของแกฝ่าสายฝนมาจนถึงบริเวณบึงใหญ่ ซึ่งตอนนี้ไม่อาจมองเห็นได้ถนัดชัดเจนเพราะระดับน้ำได้กลืนภูมิทัศน์โดยรอบให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันสิ้น
“โอ๊ย ทำไมมันเจ็บอย่างนี้วะ ทั้งเจ็บเท้า ทั้งหนาวยะเยือก ซวยอะไรของข้าเนี่ย”
พลัน! พ่อเฒ่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทกที่ขาอย่างแรง หนึ่งครั้ง สองครั้ง ....แต่พ่อเฒ่าก็มิได้สนใจเท่าใดนัก เพราะมัวแต่คิดว่าคงเป็นเศษไม้ ใบหญ้าที่ลอยมากับกระแสน้ำ
จนกระทั่ง...ได้รู้สึกถึงความเจ็บแปลบอย่างรุนแรงที่ขาข้างซ้าย
“โอ๊ยยยยย” พอเฒ่าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเซถลาไปด้านหน้าและล้มลง
เพียงเสี้ยววินาที คมเขี้ยวปริศนาก็ได้จู่โจมพ่อเฒ่าจากทุกทิศทาง
“อ๊ากกกกกก ตัวไรกัดกู ช่วยด้วย ช่วยกูด้วยยยยยยยย ใครก็ด้ะ”
และก่อนที่เสียงสุดท้ายจะหลุดออกจากปาก คมเขี้ยวปริศนาก็กัดลงตรงคอหอยนั้นพอดิบพอดี
เลือดสีแดงสด ไหลเป็นทะลักจากบาดแผลพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของพ่อเฒ่าผัน
แล้วไม่นาน เสียงพุ้ยน้ำอย่างบ้าคลั่งก็เกิดขึ้น เหมือนเสียงของสัตว์ร้ายกำลังขย้ำเหยื่อก็ไม่ปาน มันดังอยู่เช่นนั้นราวสองนาที ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงผืนน้ำอันดำมืดท่ามกลางพายุฝนฟ้าคำรณที่ดังสนั่นมาจากเบื้องบน
( จบส่วนที่ 1 โดย ถุงมือ MONSTER )
( ส่วนที่ 2 โดย ถุงมือ "ไกรทอง" )
เวลา ๐๓.๐๐ น.
นายทองกับนางพินจัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรจอมเสียม กับข้าวสองสามอย่างสำหรับมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
วันนี้ทั้งสองจะไปสวนผักเร็วหน่อย เพราะเมื่อคืนเกิดฝนตกหนัก ด้วยความเป็นห่วงผักที่ปลูกไว้สำหรับขายจะเสียหายจากลมพายุฝน จึงต้องรีบไปดู
“แม่พิน เอ็งอย่าลืมเอาผ้าขาวม้าของพ่อมาด้วยนะ” นายทองตะโกนบอกเมียที่ยังอยู่บนบ้าน
ส่วนตนได้ลงมายืนรอที่หน้าบ้านแล้ว จัดเตรียมโคมไฟขนาดพกพารัดไว้ที่ศีรษะเพื่อใช้เป็นไฟส่องทาง
“เออนา ฉันไม่ลืมหรอก เอาใส่ไว้ในย่ามแล้ว”
นางพินเดินลงมาจากบ้านไม้หลังเล็ก ทรุดโทรม ผนังบ้านสร้างจากไม้ไผ่ที่เริ่มจะผุพังไปหลายจุด หลังคามุงจากหญ้าคาที่ดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมานานหลายปี
“ดีนะที่ฝนหยุดตก ไม่งั้นเราคงออกไม่ดูผักที่สวนไม่ได้แน่” นายทองเปรยขึ้นมา เมื่อเห็นเมียลงมายืนอยู่ข้างๆ
“ไปๆรีบไปกันเถอะ” นางพินเอ่ยปาก พร้อมกับเดินนำหน้าผู้เป็นสามี
นายทองจับจอมกับเสียมขึ้นพาดไหล่แล้วเดินตามมาติดๆ สองสามีภรรยาวัยค่อนคนมุ่งหน้าสู่สวนผักท้ายหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่าจะมีภัยอันตรายจากสัตว์ร้ายรอเล่นงานพวกเขาอยู่
“ฝนตกหนักจนท่วมนาข้าวตาผันหมดแล้ว”
นางพินหันมาพูดกับสามีเมื่อทั้งสองเดินตามคันนาผ่านแปลงนาข้าวของตาผัน
“ถ้าฝนไม่ตกลงมาซ้ำ อีกเดี๋ยวน้ำมันก็ลดเองละ ห่วงแต่แปลงผักเรานะซี ปานนี้จะถูกน้ำท่วมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผักรอบนี้ตั้งใจนำไปขายเพื่อส่งเงินให้ลูกเราด้วยซี”
“พูดถึงลูกเรา ฉันละคิดถึงมันจริงๆนะพ่อนะ เมื่อไหร่มันจะเรียนจบ กลับมาทำงานที่บ้านเสียที”
นางพินบ่นอุบอิบถึงลูกชายที่ไปเรียนไกลถึงกรุงเทพฯ
“เอ..แม่พินนี่ก็กระไร ลูกเราได้รงได้เรียนสูงๆจะให้ลูกกลับมาใช้ชีวิตลำบากที่หมู่บ้านเล็กๆนี่ทำไม พ่อนะอยากให้ลูกได้งานดีๆเป็นเจ้าเป็นนายคน ไม่ต้องมาลำบากทำงานตากแดดตากฝนเหมือนเราสองคน”
“ฉันก็อยากให้ลูกเราได้ดิบได้ดีเหมือนที่พ่อว่ามานั่นแหละ ฉันก็พูดไปเพราะคิดถึงลูกนี่นา”
นางพินจับสายย่ามขึ้นพาดไหล่อีกครั้งเมื่อมันไหลลงจากไหล่ ขณะที่นางกำลังก้าวข้ามต้นไม้ที่ล้มลงมาขวางทาง
สองสามีภรรยาเดินมาจนถึงบึงใหญ่ น้ำดูสูงขึ้นมากทีเดียว มันเอ่อท่วมขยายออกไปเป็นวงกว้าง
“น้ำท่วมมากขนาดนี้เราจะเดินไปยังไงล่ะพ่อ หรือเราต้องอ้อมไปเดินผ่านแปลงนายายแป้นดี” นางพินเอ่ยขอความคิดเห็นจากสามี
“ก็คงยังงั้นละแม่พิน เราไปทางนี้ไม่ได้แน่ น้ำท่วมมากแบบนี้”
สามีภรรยาทำท่าจะเดินหันหลังกลับเปลี่ยนเส้นทางไปใช้อีกทาง
แต่อยู่ๆก็พลันได้ยินเสียงน้ำแตกกระเซ่น คล้ายคนกระโดดลงไปในหนองน้ำ จึงหันกลับไปมอง
“เสียงอะไรนะพ่อทอง” นางพินเอ่ยถาม
นายทองจึงส่องไฟไปหนองน้ำ และแล้วเขาก็เห็นร่างของตาผันลอยมาตามน้ำ
“แย่แล้วแม่พิน มีคนจมน้ำ...”
นายทองไม่พูดพล่ามทำเพลง โยนจอบเสียมและโคมไฟบนศีรษะทิ้งลงบนพื้น วิ่งกระโจนลงไปในหนองน้ำ หวังจะดึงร่างที่ลอยอยู่กลางหนองน้ำขึ้นมา ทว่าสิ่งที่รออยู่ใต้น้ำกำลังเพ่งเล็งนายทองด้วยความหิวกระหาย
นายทองว่ายน้ำอย่างรวดเร็วหวังจะรีบไปให้ถึงตัวคนที่ลอยอยู่กลางหนองน้ำ เขาคว้าแขนตาผันได้ ดึงร่างนั้นมาใกล้ตนก่อนจะรีบพลิกตะแคงร่างที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น
เมื่อเห็นร่างนั้นเต็มๆตา นายทองก็ส่งเสียงร้องลั่น เพราะได้เห็นศพคนตายที่ชวนขวัญผวาอย่างที่สุด ร่างตาผันกลวงโบ๋ตับไตไส้พุงและดวงตาหายไปหมดสิ้น
อ๊ากกก.....
“ตาผัน ตาผันตายแล้ว” ตะโกนก้องลั่นหนองน้ำ ก่อนจะรีบว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งด้วยหัวใจเต้นระรัว
ทว่าระหว่างว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง นายทองรู้สึกเหมือนมีอะไรบ้างอย่างเกี่ยวขาตนไว้ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นหญ้าใต้น้ำ ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว แต่แรงดึงที่ขากลับมีมากขึ้น
“แม่พิน มีอะไรดึงขาพ่อไว้” ตะโกนบอกเมียดังลั่น
“ว่ายมาเร็วพ่อทองรีบๆว่ายๆมา” ผู้เป็นเมียกวักมือร้องเรียกอยู่บนฝั่ง
“อ๊ากก อ๊ากก แม่พินช่วยพ่อด้วย” ร่างของนายทองถูกดึงจมลงไปใต้น้ำ
“กรี๊ดดด..พ่อทอง” นางพินกรีดร้องสุดเสียง
และเพียงไม่นาน ร่างของนายทองพลันถูกยกขึ้น ลอยเหนือผิวน้ำ พร้อมการปรากฏกายของสัตว์ตัวใหญ่ ซึ่งกำลังใช้หนวดของมันพันรอบตัวนายทองไว้
มันคือปลาหมึกยักษ์ขนาดเท่าช้างสองเชือกรวมกัน หนวดของมันใหญ่ยาว ดวงตาดำกลมโต ฟันใหญ่แหลมคม น่าสยดสยองราวอสูรร้ายจากนรกอเวจี
“กรี๊ดดด..” นางพินกรีดร้องเสียงหลง ทรุดกายนั่งลงพื้นด้วยร่างกายที่อ่อนปวกเปียก
แขนขาไร้เรี่ยวแรงเมื่อเห็นผู้เป็นสามีถูกสัตว์ร้ายจับร่างยัดเข้าปากทั้งที่นายทองยังดิ้นกระแด่วๆ
...............
เมืองนครราชสีมา ปี พ.ศ.๒๗๐๐
ณ ฐานบัญชาการปราบปรามสัตว์ร้ายจากนอกโลก ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ติ๊ก..ติ๊ก..ติ๊ก.......
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงสีแดงกะพริบถี่ ระบุพิกัดในแผนที่โลกบนหน้าจอชัดเจน
“ship.. หาย..”
หนุ่มหน้าตี๋สวมแว่นตาหนาเตอะ ฟุบหน้าลงบนโต๊ะทำงาน สะดุ้งตื่นขึ้นมาพบสัญญาณเตือนภัย เขาพลันสบถกับตัวเองเบาๆ รุกรี้รุกรนกดปุ่มต่างๆบนแป้นพิมพ์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น
“หัวหน้าครับ คลื่นสัญญาณตรวจพบสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้ามาในโลกครับ”
“สิ่งแปลกปลอมที่ว่าคืออะไร ระบุมาให้ชัดเจน”
น้ำเสียงทุ้มกังวานของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดทหารลายพรางสีฟ้า ซึ่งชุดทหารนี้ทราบกันว่าเป็นของหน่วยปราบปรามสัตว์ร้าย เขาผู้นี้คือ
ผู้กองอนิรุต อุดมณ์ทรัพย์
ตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ด้านหลังหนุ่มหน้าตี๋แล้ว
“กำลังหาอยู่ครับ”
หนุ่มหน้าตี๋รัวนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว เกินกว่าคนธรรมดาสามัญจะทำได้
“พบแล้วครับ มันคือ
คราเมน สัตว์ร้ายใต้ท้องทะเล แต่ว่าไอ้ตัวนี้มันเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็ม น้ำจืดและบนบก ดุร้าย มีพลังกำลังมหาศาล กระสุนยิงไม่เข้า เพราะมันคือปลาหมึกยักษ์ครับผม”
หนุ่มหน้าตี๋พูดรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว นานเกือบสองเดือนแล้วที่พวกเขาไม่ได้ตรวจพบสัตว์ร้ายแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน
“มันอยู่ที่ไหน” ผู้กองอนิรุตเอ่ยถาม
“นี่ละที่ผมแปลกใจมากครับ เอ่อ..
มันไปโผล่ที่ ปีพ.ศ.๒๕๓๕” หนุ่มหน้าตี๋หยุดพูดเขาเพ่งไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยแววตาแตกตื่นตกใจ
“มันไปอยู่ที่นั่นได้ไง” คนเป็นหัวหน้าเอ่ยถามเสียงดัง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เหมือนมีใครต้องการส่งมันไปครับ ที่ที่มันอยู่ คือฐานบัญชาการของเรา ณ เวลานี้ครับ” หนุ่มหน้าตี๋พูดด้วยน้ำเสียงสั่น
“มันส่งสัตว์ร้ายไปฆ่าคนทั้งหมู่บ้าน เพื่อจะเปลี่ยนแปลงอนาคต หากทำลายหมู่บ้านนั่นได้ ก็จะไม่มีฐานบัญชาการของเรา เปลี่ยนแปลงอดีตเพียงนิดเดียว อนาคตก็จะเปลี่ยนตาม”
“ครับ..ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ทำไมมันต้องย้อนเวลาไปไกลขนาดนั้นด้วย” หนุ่มหน้าตี๋พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดหัวหน้า แต่ก็ยังมีเรื่องให้ต้องคิดสงสัย
“ก็เพราะยิ่งย้อนเวลาไปไกลเท่าไหร่ สัญญาณเตือนภัยของเรายิ่งตรวจพบช้า ปานนี้มันคงฆ่าคนไปหลายคนแล้วมั้ง” นายทหารผู้เป็นหัวหน้าในฐานบัญชาการแห่งนี้บอกกับลูกน้อง ก่อนจะหันหน้ามาสั่งการลูกอีกคน
“ปกรณ์ เตรียมเครื่องย้อนเวลาและอาวุธ ผมจะตามไปฆ่ามัน ย้อนไปก่อนมันโผล่มายังหมู่บ้าน...อาตี้เวลาที่ตรวจพบล่ะ” คนเป็นหัวหน้าหันมาสั่งงานลูกน้องอีกคนและหันไปพูดกับหนุ่มหน้าตี๋อีกครั้ง
“เวลาที่ตรวจพบในช่วงเวลานั่นคือ ตีสามสามสิบนาทีครับ” อาตี้ตอบกลับมา
“ปกรณ์ นายส่งฉันไปที่ช่วงเวลาตีหนึ่งตรง น่าจะเป็นช่วงที่มันโผล่มาพอดี ถ้าไปช้ากว่านี้คงช่วยใครไม่ได้”
“ครับผม..เชิญหัวหน้าไปประจำที่แท่นย้อนเวลาได้เลยครับ ผมได้ทำการระบุพิกัด สถานที่ เวลาที่จะย้อนไปรีบร้อยแล้วครับ ส่วนนี้อาวุธครับ”
ปกรณ์ยื่นนาฬิกาสีดำให้ผู้กองอนิรุต เขารับมาแล้วใส่ไว้ที่ข้อมืออย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปยืนบนแท่นวงกลมสีเงินขนาดเท่าล้อรถบรรทุก วางเรียงกันอยู่ราวสิบแท่น ซึ่งมันเป็นเครื่องย้อนเวลาที่สามารถจะส่งคนไปได้แค่ครั้งละคนนั่นเอง
แสงสีเขียวสว่างวาบรอบๆแท่น เมื่อผู้กองอนิรุตขึ้นไปยืนตรงกลาง
“หัวหน้าแน่ใจนะครับว่าไม่ให้ผมไปด้วย” ปกรณ์เอ่ยถามอีกครั้ง หลังจากขออาสาไปด้วยคน
“สัตว์ร้ายแค่ตัวเดียวฉันเอาอยู่นา ถ้าต้องการความช่วยเหลือจะส่งสัญญาณบอกเอง รีบๆย้อนเวลาไปได้แล้ว”
“ครับๆ โชคดีครับหัวหน้า” ปกรณ์กดปุ่มบางอย่างบนหน้าจอมอนิเตอร์
(มีต่อครับ)
🚀⚡️💥THE GLOVES FINAL 2018 #7 ถุงมือเรื่องสั้น คู่สุดท้าย ถม."MONSTER"+ ถม."ไกรทอง" ตอน "หน่วยพิฆาตสัตว์ร้าย"💥🚀⚡
เรื่องสั้นเรื่องนี้ จาก จขถม. คู่ที่ 11 ซึ่งเป็นคู่สุดท้ายของรอบแรกครับ...
เปิดฉากเริ่มเรื่องด้วยบรรยากาศฝนฟ้าคะนอง ชายแก่คนหนึ่งเดินลุยสายฝน แล้วถูกจู่โจมโดยสัตว์ประหลาดบางอย่าง ยังไม่ทันจะรู้เนื้อรู้ตัวดี ก็ต้องสังเวยชีวิตให้แก่เจ้าสัตว์ร้ายไป...
เรื่องในส่วนแรก จบลงตรงนี้ แต่ส่วนที่สอง คนแต่งต่อ "จัดเต็ม" ครับ ยาวเหยียด...
จะสนุกตื่นเต้นขนาดไหน และจบอย่างไร ตามอ่านกันครับ...
อย่าลืมเกรดหลังอ่านจบเน้อ แล้วค่อยทายกันส่งท้ายรอบแรกนี้ครับ
เวลา ๐๑.๒๓ น.
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงจากฟากฟ้าเบื้องบนลงสู่ผืนดินเบื้องล่าง
เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายอย่างมาก เพราะสภาพอากาศตอนทั้งวันนี้ มีแต่ฝนตกลงมาไม่ขาดระยะ พร้อมกับเสียงลมหวีดหวิวและเสียงฟ้าคำรณอันน่าพรั่นพรึง ตั้งแต่เช้าเรื่อยมาจนถึงบัดนี้และไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลย
“ฮ่วย ตกได้ตกดี”
ชายชรานามว่า ผัน คือคนเดียวที่เดินดุ่มลุยระดับน้ำสูงเทียมเข่า
ในยามดึกสงัดเช่นนี้ เม็ดฝนแต่ละเม็ดที่สัมผัสโดนผิวเนื้อ หนาวเย็นแทบจะบาดลงไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ
ชายชราได้แต่ทนฝืนกายเดินฝ่าความมืดไปอย่างหนาวสั่น
“ฝนบ้า โดนพายุอะไรเข้าเนี่ย ตกได้ตกดี ไม่ได้เป็นอันทำอะไรเล้ย”
พ่อเฒ่าเดินบ่นไปตลอดทาง...แต่เพียงไม่นานก็ต้องชะงักเท้ากระทันหัน
“โอ๊ย! เหยียบอะไรวะเนี่ย?” เพราะรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางฝ่าเท้า
“เฮ้ย! นี่มันเศษขวดนี่หว่า ใครเอามาทิ้งไว้เนี่ย สงสัยพวกจิ๊กโก๋ขี้เมาแถวนี้ บัดซบเอ๊ย เลือดไหลไม่หยุดเลย แผลท่าจะใหญ่”
กระนั้น ด้วยเพราะยามวิกาลเช่นนี้ แกจึงทิ้งความเจ็บไว้ชั่วคราว และมุ่งหน้าลุยน้ำกลับบ้านอย่างเชื่องช้าเท่าที่สังขารจะพาไปได้
ทีละก้าว ทีละก้าว...โดยที่ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า อะไรบางอย่างกำลังแหวกว่ายสายน้ำติดตามมาอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานหลังจากนั้น พ่อเฒ่าก็หอบสังขารของแกฝ่าสายฝนมาจนถึงบริเวณบึงใหญ่ ซึ่งตอนนี้ไม่อาจมองเห็นได้ถนัดชัดเจนเพราะระดับน้ำได้กลืนภูมิทัศน์โดยรอบให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันสิ้น
“โอ๊ย ทำไมมันเจ็บอย่างนี้วะ ทั้งเจ็บเท้า ทั้งหนาวยะเยือก ซวยอะไรของข้าเนี่ย”
พลัน! พ่อเฒ่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทกที่ขาอย่างแรง หนึ่งครั้ง สองครั้ง ....แต่พ่อเฒ่าก็มิได้สนใจเท่าใดนัก เพราะมัวแต่คิดว่าคงเป็นเศษไม้ ใบหญ้าที่ลอยมากับกระแสน้ำ
จนกระทั่ง...ได้รู้สึกถึงความเจ็บแปลบอย่างรุนแรงที่ขาข้างซ้าย
“โอ๊ยยยยย” พอเฒ่าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเซถลาไปด้านหน้าและล้มลง
เพียงเสี้ยววินาที คมเขี้ยวปริศนาก็ได้จู่โจมพ่อเฒ่าจากทุกทิศทาง
“อ๊ากกกกกก ตัวไรกัดกู ช่วยด้วย ช่วยกูด้วยยยยยยยย ใครก็ด้ะ”
และก่อนที่เสียงสุดท้ายจะหลุดออกจากปาก คมเขี้ยวปริศนาก็กัดลงตรงคอหอยนั้นพอดิบพอดี
เลือดสีแดงสด ไหลเป็นทะลักจากบาดแผลพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของพ่อเฒ่าผัน
แล้วไม่นาน เสียงพุ้ยน้ำอย่างบ้าคลั่งก็เกิดขึ้น เหมือนเสียงของสัตว์ร้ายกำลังขย้ำเหยื่อก็ไม่ปาน มันดังอยู่เช่นนั้นราวสองนาที ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงผืนน้ำอันดำมืดท่ามกลางพายุฝนฟ้าคำรณที่ดังสนั่นมาจากเบื้องบน
( จบส่วนที่ 1 โดย ถุงมือ MONSTER )
( ส่วนที่ 2 โดย ถุงมือ "ไกรทอง" )
เวลา ๐๓.๐๐ น.
นายทองกับนางพินจัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรจอมเสียม กับข้าวสองสามอย่างสำหรับมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
วันนี้ทั้งสองจะไปสวนผักเร็วหน่อย เพราะเมื่อคืนเกิดฝนตกหนัก ด้วยความเป็นห่วงผักที่ปลูกไว้สำหรับขายจะเสียหายจากลมพายุฝน จึงต้องรีบไปดู
“แม่พิน เอ็งอย่าลืมเอาผ้าขาวม้าของพ่อมาด้วยนะ” นายทองตะโกนบอกเมียที่ยังอยู่บนบ้าน
ส่วนตนได้ลงมายืนรอที่หน้าบ้านแล้ว จัดเตรียมโคมไฟขนาดพกพารัดไว้ที่ศีรษะเพื่อใช้เป็นไฟส่องทาง
“เออนา ฉันไม่ลืมหรอก เอาใส่ไว้ในย่ามแล้ว”
นางพินเดินลงมาจากบ้านไม้หลังเล็ก ทรุดโทรม ผนังบ้านสร้างจากไม้ไผ่ที่เริ่มจะผุพังไปหลายจุด หลังคามุงจากหญ้าคาที่ดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมานานหลายปี
“ดีนะที่ฝนหยุดตก ไม่งั้นเราคงออกไม่ดูผักที่สวนไม่ได้แน่” นายทองเปรยขึ้นมา เมื่อเห็นเมียลงมายืนอยู่ข้างๆ
“ไปๆรีบไปกันเถอะ” นางพินเอ่ยปาก พร้อมกับเดินนำหน้าผู้เป็นสามี
นายทองจับจอมกับเสียมขึ้นพาดไหล่แล้วเดินตามมาติดๆ สองสามีภรรยาวัยค่อนคนมุ่งหน้าสู่สวนผักท้ายหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่าจะมีภัยอันตรายจากสัตว์ร้ายรอเล่นงานพวกเขาอยู่
“ฝนตกหนักจนท่วมนาข้าวตาผันหมดแล้ว”
นางพินหันมาพูดกับสามีเมื่อทั้งสองเดินตามคันนาผ่านแปลงนาข้าวของตาผัน
“ถ้าฝนไม่ตกลงมาซ้ำ อีกเดี๋ยวน้ำมันก็ลดเองละ ห่วงแต่แปลงผักเรานะซี ปานนี้จะถูกน้ำท่วมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผักรอบนี้ตั้งใจนำไปขายเพื่อส่งเงินให้ลูกเราด้วยซี”
“พูดถึงลูกเรา ฉันละคิดถึงมันจริงๆนะพ่อนะ เมื่อไหร่มันจะเรียนจบ กลับมาทำงานที่บ้านเสียที”
นางพินบ่นอุบอิบถึงลูกชายที่ไปเรียนไกลถึงกรุงเทพฯ
“เอ..แม่พินนี่ก็กระไร ลูกเราได้รงได้เรียนสูงๆจะให้ลูกกลับมาใช้ชีวิตลำบากที่หมู่บ้านเล็กๆนี่ทำไม พ่อนะอยากให้ลูกได้งานดีๆเป็นเจ้าเป็นนายคน ไม่ต้องมาลำบากทำงานตากแดดตากฝนเหมือนเราสองคน”
“ฉันก็อยากให้ลูกเราได้ดิบได้ดีเหมือนที่พ่อว่ามานั่นแหละ ฉันก็พูดไปเพราะคิดถึงลูกนี่นา”
นางพินจับสายย่ามขึ้นพาดไหล่อีกครั้งเมื่อมันไหลลงจากไหล่ ขณะที่นางกำลังก้าวข้ามต้นไม้ที่ล้มลงมาขวางทาง
สองสามีภรรยาเดินมาจนถึงบึงใหญ่ น้ำดูสูงขึ้นมากทีเดียว มันเอ่อท่วมขยายออกไปเป็นวงกว้าง
“น้ำท่วมมากขนาดนี้เราจะเดินไปยังไงล่ะพ่อ หรือเราต้องอ้อมไปเดินผ่านแปลงนายายแป้นดี” นางพินเอ่ยขอความคิดเห็นจากสามี
“ก็คงยังงั้นละแม่พิน เราไปทางนี้ไม่ได้แน่ น้ำท่วมมากแบบนี้”
สามีภรรยาทำท่าจะเดินหันหลังกลับเปลี่ยนเส้นทางไปใช้อีกทาง แต่อยู่ๆก็พลันได้ยินเสียงน้ำแตกกระเซ่น คล้ายคนกระโดดลงไปในหนองน้ำ จึงหันกลับไปมอง
“เสียงอะไรนะพ่อทอง” นางพินเอ่ยถาม
นายทองจึงส่องไฟไปหนองน้ำ และแล้วเขาก็เห็นร่างของตาผันลอยมาตามน้ำ
“แย่แล้วแม่พิน มีคนจมน้ำ...”
นายทองไม่พูดพล่ามทำเพลง โยนจอบเสียมและโคมไฟบนศีรษะทิ้งลงบนพื้น วิ่งกระโจนลงไปในหนองน้ำ หวังจะดึงร่างที่ลอยอยู่กลางหนองน้ำขึ้นมา ทว่าสิ่งที่รออยู่ใต้น้ำกำลังเพ่งเล็งนายทองด้วยความหิวกระหาย
นายทองว่ายน้ำอย่างรวดเร็วหวังจะรีบไปให้ถึงตัวคนที่ลอยอยู่กลางหนองน้ำ เขาคว้าแขนตาผันได้ ดึงร่างนั้นมาใกล้ตนก่อนจะรีบพลิกตะแคงร่างที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น
เมื่อเห็นร่างนั้นเต็มๆตา นายทองก็ส่งเสียงร้องลั่น เพราะได้เห็นศพคนตายที่ชวนขวัญผวาอย่างที่สุด ร่างตาผันกลวงโบ๋ตับไตไส้พุงและดวงตาหายไปหมดสิ้น
อ๊ากกก.....
“ตาผัน ตาผันตายแล้ว” ตะโกนก้องลั่นหนองน้ำ ก่อนจะรีบว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งด้วยหัวใจเต้นระรัว
ทว่าระหว่างว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง นายทองรู้สึกเหมือนมีอะไรบ้างอย่างเกี่ยวขาตนไว้ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นหญ้าใต้น้ำ ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว แต่แรงดึงที่ขากลับมีมากขึ้น
“แม่พิน มีอะไรดึงขาพ่อไว้” ตะโกนบอกเมียดังลั่น
“ว่ายมาเร็วพ่อทองรีบๆว่ายๆมา” ผู้เป็นเมียกวักมือร้องเรียกอยู่บนฝั่ง
“อ๊ากก อ๊ากก แม่พินช่วยพ่อด้วย” ร่างของนายทองถูกดึงจมลงไปใต้น้ำ
“กรี๊ดดด..พ่อทอง” นางพินกรีดร้องสุดเสียง
และเพียงไม่นาน ร่างของนายทองพลันถูกยกขึ้น ลอยเหนือผิวน้ำ พร้อมการปรากฏกายของสัตว์ตัวใหญ่ ซึ่งกำลังใช้หนวดของมันพันรอบตัวนายทองไว้
มันคือปลาหมึกยักษ์ขนาดเท่าช้างสองเชือกรวมกัน หนวดของมันใหญ่ยาว ดวงตาดำกลมโต ฟันใหญ่แหลมคม น่าสยดสยองราวอสูรร้ายจากนรกอเวจี
“กรี๊ดดด..” นางพินกรีดร้องเสียงหลง ทรุดกายนั่งลงพื้นด้วยร่างกายที่อ่อนปวกเปียก
แขนขาไร้เรี่ยวแรงเมื่อเห็นผู้เป็นสามีถูกสัตว์ร้ายจับร่างยัดเข้าปากทั้งที่นายทองยังดิ้นกระแด่วๆ
...............
เมืองนครราชสีมา ปี พ.ศ.๒๗๐๐
ณ ฐานบัญชาการปราบปรามสัตว์ร้ายจากนอกโลก ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ติ๊ก..ติ๊ก..ติ๊ก.......
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงสีแดงกะพริบถี่ ระบุพิกัดในแผนที่โลกบนหน้าจอชัดเจน
“ship.. หาย..”
หนุ่มหน้าตี๋สวมแว่นตาหนาเตอะ ฟุบหน้าลงบนโต๊ะทำงาน สะดุ้งตื่นขึ้นมาพบสัญญาณเตือนภัย เขาพลันสบถกับตัวเองเบาๆ รุกรี้รุกรนกดปุ่มต่างๆบนแป้นพิมพ์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น
“หัวหน้าครับ คลื่นสัญญาณตรวจพบสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้ามาในโลกครับ”
“สิ่งแปลกปลอมที่ว่าคืออะไร ระบุมาให้ชัดเจน”
น้ำเสียงทุ้มกังวานของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดทหารลายพรางสีฟ้า ซึ่งชุดทหารนี้ทราบกันว่าเป็นของหน่วยปราบปรามสัตว์ร้าย เขาผู้นี้คือ ผู้กองอนิรุต อุดมณ์ทรัพย์
ตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ด้านหลังหนุ่มหน้าตี๋แล้ว
“กำลังหาอยู่ครับ”
หนุ่มหน้าตี๋รัวนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว เกินกว่าคนธรรมดาสามัญจะทำได้
“พบแล้วครับ มันคือ คราเมน สัตว์ร้ายใต้ท้องทะเล แต่ว่าไอ้ตัวนี้มันเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็ม น้ำจืดและบนบก ดุร้าย มีพลังกำลังมหาศาล กระสุนยิงไม่เข้า เพราะมันคือปลาหมึกยักษ์ครับผม”
หนุ่มหน้าตี๋พูดรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว นานเกือบสองเดือนแล้วที่พวกเขาไม่ได้ตรวจพบสัตว์ร้ายแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน
“มันอยู่ที่ไหน” ผู้กองอนิรุตเอ่ยถาม
“นี่ละที่ผมแปลกใจมากครับ เอ่อ..มันไปโผล่ที่ ปีพ.ศ.๒๕๓๕” หนุ่มหน้าตี๋หยุดพูดเขาเพ่งไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยแววตาแตกตื่นตกใจ
“มันไปอยู่ที่นั่นได้ไง” คนเป็นหัวหน้าเอ่ยถามเสียงดัง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เหมือนมีใครต้องการส่งมันไปครับ ที่ที่มันอยู่ คือฐานบัญชาการของเรา ณ เวลานี้ครับ” หนุ่มหน้าตี๋พูดด้วยน้ำเสียงสั่น
“มันส่งสัตว์ร้ายไปฆ่าคนทั้งหมู่บ้าน เพื่อจะเปลี่ยนแปลงอนาคต หากทำลายหมู่บ้านนั่นได้ ก็จะไม่มีฐานบัญชาการของเรา เปลี่ยนแปลงอดีตเพียงนิดเดียว อนาคตก็จะเปลี่ยนตาม”
“ครับ..ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ทำไมมันต้องย้อนเวลาไปไกลขนาดนั้นด้วย” หนุ่มหน้าตี๋พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดหัวหน้า แต่ก็ยังมีเรื่องให้ต้องคิดสงสัย
“ก็เพราะยิ่งย้อนเวลาไปไกลเท่าไหร่ สัญญาณเตือนภัยของเรายิ่งตรวจพบช้า ปานนี้มันคงฆ่าคนไปหลายคนแล้วมั้ง” นายทหารผู้เป็นหัวหน้าในฐานบัญชาการแห่งนี้บอกกับลูกน้อง ก่อนจะหันหน้ามาสั่งการลูกอีกคน
“ปกรณ์ เตรียมเครื่องย้อนเวลาและอาวุธ ผมจะตามไปฆ่ามัน ย้อนไปก่อนมันโผล่มายังหมู่บ้าน...อาตี้เวลาที่ตรวจพบล่ะ” คนเป็นหัวหน้าหันมาสั่งงานลูกน้องอีกคนและหันไปพูดกับหนุ่มหน้าตี๋อีกครั้ง
“เวลาที่ตรวจพบในช่วงเวลานั่นคือ ตีสามสามสิบนาทีครับ” อาตี้ตอบกลับมา
“ปกรณ์ นายส่งฉันไปที่ช่วงเวลาตีหนึ่งตรง น่าจะเป็นช่วงที่มันโผล่มาพอดี ถ้าไปช้ากว่านี้คงช่วยใครไม่ได้”
“ครับผม..เชิญหัวหน้าไปประจำที่แท่นย้อนเวลาได้เลยครับ ผมได้ทำการระบุพิกัด สถานที่ เวลาที่จะย้อนไปรีบร้อยแล้วครับ ส่วนนี้อาวุธครับ”
ปกรณ์ยื่นนาฬิกาสีดำให้ผู้กองอนิรุต เขารับมาแล้วใส่ไว้ที่ข้อมืออย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปยืนบนแท่นวงกลมสีเงินขนาดเท่าล้อรถบรรทุก วางเรียงกันอยู่ราวสิบแท่น ซึ่งมันเป็นเครื่องย้อนเวลาที่สามารถจะส่งคนไปได้แค่ครั้งละคนนั่นเอง
แสงสีเขียวสว่างวาบรอบๆแท่น เมื่อผู้กองอนิรุตขึ้นไปยืนตรงกลาง
“หัวหน้าแน่ใจนะครับว่าไม่ให้ผมไปด้วย” ปกรณ์เอ่ยถามอีกครั้ง หลังจากขออาสาไปด้วยคน
“สัตว์ร้ายแค่ตัวเดียวฉันเอาอยู่นา ถ้าต้องการความช่วยเหลือจะส่งสัญญาณบอกเอง รีบๆย้อนเวลาไปได้แล้ว”
“ครับๆ โชคดีครับหัวหน้า” ปกรณ์กดปุ่มบางอย่างบนหน้าจอมอนิเตอร์
(มีต่อครับ)