ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยน...
นี่คงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ในขีวิต
เมื่อตอนใช้ชีวิต เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทักษะ และความทรงจำมากมาย วีรกรรมต่างๆ สอนให้เราเป็นเราเรื่อยมา
ส่งผลถึงการตัดสินใจเลือกเรียนคณะในมหาวิทยาลัย ตลอดจนการวางตัวในฐานะ ลูกศิษย์ของครู ลูกสาวของแม่
เพื่อนของทุกคน และเด็กวัยรุ่นคนนึงที่อยากใช้ชีวิตให้สนุกอย่างที่สุด เหล่านั้นล้วนเป็นพลังบวกที่สะสมมาตลอดชีวิต
เพื่อพาตัวเองให้ไปถึงความคิดสร้างสรรค์ในสรรสร้างชิ้นงาน สติในการใช้ชีวิต ความเข้าใจต่อตัวเองและผู้อื่น
และขีดความสามารถในการยอมรับทุกๆความจริงที่ต้องเผชิญ
จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ วันที่เพื่อนไลน์มาบอกว่า “ว่างตรงกันวันไหนบ้าง คณะจะนัดให้มาวัดตัวตัดชุดครุย” ...
เสียงความตระหนักคิด ดังขึ้นอีกครั้ง อย่างที่เคยดังเมื่อตอนกำลังจะเรียนจบ ม.6 ที่เรียกว่าจุดเปลี่ยนครั้งที่ 1
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://pantip.com/topic/34230505
ในขณะเดียวกัน เรื่องราว “ความรัก” ที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้าเสียงระฆังความคิดในครั้งนี้ และยิ่งกำลังดังขึ้นอีก
การตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะเรียนจบในกลางปีหน้า
และเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ให้กับบุคคลที่ถูกนิยามตัวตนว่า “แฟน” กลับทำให้สิ่งที่เคยลังเล กลายเป็นชัดเจน
ทันทีหลังจากเล่าเรื่องน่าตื่นเต้นของตัวเองเสร็จ ในคืนเดียวกัน การตัดสินใจพิมพ์ข้อความไปหาผู้ชายคนนั้น
ว่า “หลังเสร็จธุระของเธอหมดแล้ว ขอคุยด้วยหน่อยนะ ช่วยมองตากัน และไม่สนใจอย่างอื่นสักพัก คุยจากความรู้สึกของกันและกัน”
ทำให้เขาตื่นตัว และโทรกลับมาถึง 11 ครั้ง และถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องของเรา
และแน่นอนว่า ความรักของเราจบลงหลังจากคุยเสร็จ มาถึงตรงนี้
สิ่งที่อยากจะเก็บไว้เป็นบันทึกให้ตัวเอง ก็ถูกเคาะกระดิ่งตั้งชื่อว่า “จุดเปลี่ยนครั้งที่ 2”
จากคนที่เคยถูกบอกว่า “เราชอบเธอที่เธอเป็นคนคิดบวก...”
วันนี้ได้เรียนรู้ว่า คนคิดบวกคนนี้กำลังจะถูกกลืนหายไป และถ้าเป็นอย่างนั้นคงแย่แน่ๆ
ตัวตนของเราหายไปไหนนะ? เมื่อได้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาที่เกิดความรักขึ้น
การถูกรายล้อมด้วยพลังงานลบ กำลังทำให้พลังงานบวกถูกใช้หมดไป การอยู่กับคนที่คิดว่า
“ใครๆก็ไม่น่าคบ คนนั้นดูเป็นคนไม่จริงใจ คนนี้ดูเป็นคนร้ายจัง” กำลังจะทำให้พลังงานลบถูกส่งต่อมาถึงผู้ฟัง
และคนที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องของคนอื่น... หากเรื่องเป็นร้าย ก็พอจะเข้าใจได้
ถ้ามีความจำเป็นจนไม่สามารถปรากฎตัวได้ แต่สำหรับเรื่องน่ายินดี ถ้าเขาก็ไม่แสดงความยินดีหรือใส่ใจที่จะรับฟัง
นั้นก็คงทำให้เรารู้สึกห่อเหี่ยวลงไปไม่น้อย และน่าเสียใจที่ผู้ชายที่เรารัก เขาทำแบบนั้น
ถึงแม้ว่านี่ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนจิตใจไม่ดี เขายังคงเป็นคนจิตใจดี มีจิตใจเมตตา
และสนใจอยากจะช่วยเหลือผู้อื่น... แต่นั่นอาจจะไม่เพียงพออีกแล้ว ที่จะรั้งให้ฉุดคิดว่าจะลองดูกับความรักครั้งนี้อีกสักตั้ง!
จากคนที่เคยเชื่อว่า ความรักก็คือความรัก ถ้ารักก็แปลว่ารัก และคนรักกันอย่างไรเสีย ก็อยู่ด้วยกันได้ ถ้าจิตใจยังรักกัน...
วันนี้ได้เรียนรู้และว่า ความรักที่กัดกินความสุขของอีกฝ่าย ความรักที่บั่นทอนกำลังใจ
ความรักที่ลดคุณค่าของสิ่งดีๆในชีวิตที่สร้างมา ความรักที่ต้องการคนรับฟังแต่ไม่พร้อมรับฟังเรื่องเลวร้ายของคนอื่น
ความรักที่ปราศจากคำพูดดีๆ และความรักกับคนรักคอยที่วิ่งหาสิ่งที่ไม่สนับสนุนให้ความฝันเกิดขึ้นจริง แต่คอยตัดพ้อว่า สิ่งที่เป็นอยู่ไม่ดี
ต่อให้พื้นฐานความสัมพันธ์ครั้งนี้ จะเกิดขึ้นจากความรัก แต่วันนี้รู้สึกขอบคุณ จุดเปลี่ยนที่นึกจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นมาซะอย่างนั้น
จุดเปลี่ยนในความคิดของตัวเอง ที่กลับมาบอกให้ “จงรู้สึกภูมิใจในตัวเองอีกครั้ง” เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะยินดีกับเรื่องน่ายินดีของตัวเอง
และพูดออกมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจในเรื่องน่าชื่นชมของตัวเองอย่างไม่เบียดเบียนความรู้สึกใคร
และแน่นอนว่าเราทุกคนควรค่าแกการ เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ การดูแลความรู้สึกอย่างดีที่สุดจากคนที่เรารัก
ยังคงตั้งหน้าตั้งรอ จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3 4 5 6 และอีกไม่รู้กี่ครั้งในอนาคตข้างหน้า จุดเปลี่ยนที่นึกอยากจะเข้ามา ก็เข้ามา
จุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 (บทบาทในชีวิตที่เปลี่ยนไป กับมุมมองความรักที่เปลี่ยนแปลง)
นี่คงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ในขีวิต
เมื่อตอนใช้ชีวิต เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทักษะ และความทรงจำมากมาย วีรกรรมต่างๆ สอนให้เราเป็นเราเรื่อยมา
ส่งผลถึงการตัดสินใจเลือกเรียนคณะในมหาวิทยาลัย ตลอดจนการวางตัวในฐานะ ลูกศิษย์ของครู ลูกสาวของแม่
เพื่อนของทุกคน และเด็กวัยรุ่นคนนึงที่อยากใช้ชีวิตให้สนุกอย่างที่สุด เหล่านั้นล้วนเป็นพลังบวกที่สะสมมาตลอดชีวิต
เพื่อพาตัวเองให้ไปถึงความคิดสร้างสรรค์ในสรรสร้างชิ้นงาน สติในการใช้ชีวิต ความเข้าใจต่อตัวเองและผู้อื่น
และขีดความสามารถในการยอมรับทุกๆความจริงที่ต้องเผชิญ
จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ วันที่เพื่อนไลน์มาบอกว่า “ว่างตรงกันวันไหนบ้าง คณะจะนัดให้มาวัดตัวตัดชุดครุย” ...
เสียงความตระหนักคิด ดังขึ้นอีกครั้ง อย่างที่เคยดังเมื่อตอนกำลังจะเรียนจบ ม.6 ที่เรียกว่าจุดเปลี่ยนครั้งที่ 1
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ในขณะเดียวกัน เรื่องราว “ความรัก” ที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้าเสียงระฆังความคิดในครั้งนี้ และยิ่งกำลังดังขึ้นอีก
การตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะเรียนจบในกลางปีหน้า
และเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ให้กับบุคคลที่ถูกนิยามตัวตนว่า “แฟน” กลับทำให้สิ่งที่เคยลังเล กลายเป็นชัดเจน
ทันทีหลังจากเล่าเรื่องน่าตื่นเต้นของตัวเองเสร็จ ในคืนเดียวกัน การตัดสินใจพิมพ์ข้อความไปหาผู้ชายคนนั้น
ว่า “หลังเสร็จธุระของเธอหมดแล้ว ขอคุยด้วยหน่อยนะ ช่วยมองตากัน และไม่สนใจอย่างอื่นสักพัก คุยจากความรู้สึกของกันและกัน”
ทำให้เขาตื่นตัว และโทรกลับมาถึง 11 ครั้ง และถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องของเรา
และแน่นอนว่า ความรักของเราจบลงหลังจากคุยเสร็จ มาถึงตรงนี้
สิ่งที่อยากจะเก็บไว้เป็นบันทึกให้ตัวเอง ก็ถูกเคาะกระดิ่งตั้งชื่อว่า “จุดเปลี่ยนครั้งที่ 2”
จากคนที่เคยถูกบอกว่า “เราชอบเธอที่เธอเป็นคนคิดบวก...”
วันนี้ได้เรียนรู้ว่า คนคิดบวกคนนี้กำลังจะถูกกลืนหายไป และถ้าเป็นอย่างนั้นคงแย่แน่ๆ
ตัวตนของเราหายไปไหนนะ? เมื่อได้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาที่เกิดความรักขึ้น
การถูกรายล้อมด้วยพลังงานลบ กำลังทำให้พลังงานบวกถูกใช้หมดไป การอยู่กับคนที่คิดว่า
“ใครๆก็ไม่น่าคบ คนนั้นดูเป็นคนไม่จริงใจ คนนี้ดูเป็นคนร้ายจัง” กำลังจะทำให้พลังงานลบถูกส่งต่อมาถึงผู้ฟัง
และคนที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องของคนอื่น... หากเรื่องเป็นร้าย ก็พอจะเข้าใจได้
ถ้ามีความจำเป็นจนไม่สามารถปรากฎตัวได้ แต่สำหรับเรื่องน่ายินดี ถ้าเขาก็ไม่แสดงความยินดีหรือใส่ใจที่จะรับฟัง
นั้นก็คงทำให้เรารู้สึกห่อเหี่ยวลงไปไม่น้อย และน่าเสียใจที่ผู้ชายที่เรารัก เขาทำแบบนั้น
ถึงแม้ว่านี่ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนจิตใจไม่ดี เขายังคงเป็นคนจิตใจดี มีจิตใจเมตตา
และสนใจอยากจะช่วยเหลือผู้อื่น... แต่นั่นอาจจะไม่เพียงพออีกแล้ว ที่จะรั้งให้ฉุดคิดว่าจะลองดูกับความรักครั้งนี้อีกสักตั้ง!
จากคนที่เคยเชื่อว่า ความรักก็คือความรัก ถ้ารักก็แปลว่ารัก และคนรักกันอย่างไรเสีย ก็อยู่ด้วยกันได้ ถ้าจิตใจยังรักกัน...
วันนี้ได้เรียนรู้และว่า ความรักที่กัดกินความสุขของอีกฝ่าย ความรักที่บั่นทอนกำลังใจ
ความรักที่ลดคุณค่าของสิ่งดีๆในชีวิตที่สร้างมา ความรักที่ต้องการคนรับฟังแต่ไม่พร้อมรับฟังเรื่องเลวร้ายของคนอื่น
ความรักที่ปราศจากคำพูดดีๆ และความรักกับคนรักคอยที่วิ่งหาสิ่งที่ไม่สนับสนุนให้ความฝันเกิดขึ้นจริง แต่คอยตัดพ้อว่า สิ่งที่เป็นอยู่ไม่ดี
ต่อให้พื้นฐานความสัมพันธ์ครั้งนี้ จะเกิดขึ้นจากความรัก แต่วันนี้รู้สึกขอบคุณ จุดเปลี่ยนที่นึกจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นมาซะอย่างนั้น
จุดเปลี่ยนในความคิดของตัวเอง ที่กลับมาบอกให้ “จงรู้สึกภูมิใจในตัวเองอีกครั้ง” เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะยินดีกับเรื่องน่ายินดีของตัวเอง
และพูดออกมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจในเรื่องน่าชื่นชมของตัวเองอย่างไม่เบียดเบียนความรู้สึกใคร
และแน่นอนว่าเราทุกคนควรค่าแกการ เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ การดูแลความรู้สึกอย่างดีที่สุดจากคนที่เรารัก
ยังคงตั้งหน้าตั้งรอ จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3 4 5 6 และอีกไม่รู้กี่ครั้งในอนาคตข้างหน้า จุดเปลี่ยนที่นึกอยากจะเข้ามา ก็เข้ามา