จุดเปลี่ยนครั้งที่ 1 (เด็กแอด'59ต้องอ่าน)

สวัสดีค่ะ ตอนนี้เราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่1 แน่นอนค่ะเราคือเด็กแอด58 ที่ตั้งกระทู้นี้ก็เพื่อจะแชร์ประสบการณ์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเราเมื่อปีที่แล้ว (พอถึงช่วงเดือนนี้ก็นึกถึงตัวเองเมื่อตอนนั้น) ปล. ที่ตั้งชื่อกระทู้แบบนี้ เพราะการตัดสินใจของเราในครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปเลยจริงๆค่ะ ขออภัยหากเนื้อหายาวเกินไป ขออนุญาตแท็กห้องความรักวัยรุ่นนะคะ เพราะอยากให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆค่ะ

เริ่มเลยน้าาาาาาาาาาาาา ~

เราทุกคนล้วนมีความฝัน บางคนฝันอยากเป็นหมอ บางคนฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ .. เราก็เช่นเดียวกันค่ะ เรามีความฝันตั้งแต่มัธยมต้นว่าเราอยากเป็นทนายความ เพราะเราจะเกิดความอยากรู้อยากเห็น(ต้องใช้คำนี้จริงๆ) ทุกครั้งที่ได้ดูข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวเกี่ยวกับอะไรก็ตาม เรามักจะตั้งคำถามทุกครั้งว่า ทำไมต้องตัดสินแบบนี้? .. แล้วถ้าใช้มาตรานั้นตัดสินจะได้ไหม? .. แล้วเขาเอาอะไรมาวัดว่าต้องเป็นแบบนี้ นี่ นั้น นั่น โน้นนนนนนนนน.. เยอะแยะมากมายในหัวเรา บวกกับเราเป็นคนชอบดูหนัง ยิ่งหนังที่มีการสืบสวนสอบสวนแล้วละก็ เรานี่กอหน้าย้อนหลังดูซ้ำไปซ้ำมา บางทีถึงขั้นเอากระดาษมานั่งวาดวิเคราะห์เป็นแผนภูมิ เราเลยคิดว่าเราต้องอยากเป็นทนายความแน่ๆ จากนั้นก็ลุยเลยค่ะ ..

สถานบันสอนพิเศษไหนที่ว่าดีเราไปเรียนหมดเลยค่ะ เรียนมาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่2 จนขึ้นมัธยมศึกษาปีที่4 ก็เริ่มสมัครเรียนสถาบันสอนพิเศษเพื่อสอบเข้า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะ ที่เราเลือกเรียนคือ Themizlaw ค่ะ สอนดีมากจริงๆ เราเรียนมาเรื่อยๆ จนถึงมัธยมศึกษาปีที่6 เอาแล้วค่ะทีนี้... พอขึ้น ม.6 มันก็ต้องมีบ้างแหละค่ะความรู้สึกที่ว่า จะสอบติดอย่างที่ตั้งใจไว้ไหมนะ? แล้วถ้าไม่ติดที่นี่ฉันจะไปที่ไหนล่ะเนี่ย? หวิวแล้วค่ะตอนนั้น เลยหาข้อมูลค่ะ ที่ไหนเปิดสอบเราสมัครหมด คณะไหน มหาวิทยาลัยไหน ที่คะแนนเราถึงเกณฑ์ เรายื่นหมดค่ะ ทั้งรัฐ ทั้งเอกชน จนบางทีไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคณะนั้นสอนอะไร เรียนเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลยค่ะเพื่อนๆ เพราะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ขออนุญาตพูดถึงการสอบต่างๆที่เราเลือกสอบเพื่อใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ที่เราสอบก็มี GAT PAT IELTS TU-GET แล้วก็ O-NET (บังคับ) ด้วยความที่เราเรียนเอกชนเลยไม่กล้าที่จะสอบแอดมิชชั่นค่ะ เพราะรู้ว่ายังไงคะแนนเราไม่ดีแน่นอน เราเลยทุ่มเทเวลาและพลังงานเกือบทั้งหมดของเรามาให้การ "รับตรง" ค่ะ ที่แรกที่เราสมัครคือ ธุรกิจวิศวกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ค่ะ สำหรับที่นี่.. เราสอบติดค่ะ แต่ก็ยังไม่หยุดเพราะไม่ใช่ที่ที่เราอยากเรียนจริงๆ เลยสมัคร LLB (นิติ อินเตอร์ ธรรมศาสตร์) แต่ก็ต้องอดค่ะเพราะเรามีแต่คะแนน IELTS ซึ่งตั้งแต่ปีเรา(58) ทางคณะก็ไม่รับคะแนน IELTS แล้วค่ะ คะแนน TU-GET เราก็ไม่ถึงเกณฑ์ คะแนน SAT ก็ไม่มี เคว้งมากค่ะตอนนั้น เลยขอทุนมหาวิทยาลัยเอกชน ก็ได้ค่ะ ได้ นิติศาสตร์ ม.กรุงเทพ ค่ะ แต่ก็ยังไม่หยุดอีกนั่นแหละค่ะ จนเปิดสอบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทลัยธรรมศาสตร์ นี่แหละค่ะคำตอบของหัวใจ คณะในดวงใจ มหาวิทยาลัยในฝัน .. ฉันต้องทำได้สิ! ❤️ จนถึงวันที่ประกาศผลสอบข้อเขียน ผลเป็นยังไงรู้ไหมคะเพื่อนๆ?

......

ใช่ค่ะ เราสอบไม่ติด ไม่ผ่านตั้งแต่ข้อเขียน.. เวลากี่ปีที่ทุ่มเทไป .. สุดท้ายฉันได้อะไรกลับมา? นั่งถามตัวเองว่าฉันทำอะไรพลาดไป? พยายามน้อยไปหรือป่าว? โกรธตัวเองมากค่ะ โมโหตัวเองมาก อายมากด้วย เที่ยวพูดกับใครต่อใครว่าอยากเข้าที่นี่ จะต้องต่อที่นี่ให้ได้ แล้วเป็นยังไงผลสุดท้าย... ร้องไห้อยู่หลายวัน จนคุณแม่เดินเข้ามาถามว่า "ลูกใช้ชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร" คุณแม่เราไม่เคยสนใจเรื่องเรียนเราเลยค่ะ หมายถึงท่านให้เราจัดการตัวเองและตัดสินใจเองทุกอย่าง เราทำกิจกรรมอะไร แข่งขันอะไร ไม่ต้องขออนุญาตเลย อยากทำอะไรไปทำเลย แม้แต่สมุดพกก็ไม่เคยอ่าน พอวันนี้คุณแม่เดินเข้ามาถาม คงแปลว่าเราอาการหนักจริงๆ ..

เราส่องกระจกดูตัวเองค่ะ พูดกับตัวเองว่า เราใช้ชีวิตอยู่ไปทำไม? มองตัวเองให้กระจกคนที่เคยยิ้ม คนที่เคยรู้สึกว่าทุกปัญหาทุกความล้มเหลวมันล้วนเป็นเรื่องเล็กๆไปซะหมด คนนั้นหายไปไหน? คนที่ร่าเริงคนที่เคยตลกผู้หญิงที่กวนประสาท หายไปไหนกัน? ทำไมถึงมองเห็นแต่ผู้หญิงที่หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียตลอดเวลา ทำไมเธอในกระจกถึงดูสิ้นหวังจัง มัวแต่เอาเวลามานั่งเสียใจจนลืมนึกถึงคุณค่าของความล้มเหลว ว่ามันให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง! ... เดี๋ยวนะ "คุณค่า" หรอ เออใช่! คุณค่า! ฉันต้องมีคุณค่าซิ! ใช่.. ฉันใช้ชีวิตอยู่ไปเพื่อหาคุณค่าในตัวเอง .. แล้วรออะไรอยู่ล่ะ ไปซิ ไปหาคุณค่าของตัวเองให้เจอนะ.. นี่คือสิ่งที่ฉัน(ตะโกน)ออกมาในตอนนั้น!

"คุณแม่ค้าบบบบ ลูกรู้แล้ว ลูกใช้ชีวิตอยู่ไปเพื่อหาคุณค่าในตัวเอง" .. "แล้วคุณค่าของลูกคืออะไร" เออนั่นสิ คุณค่าของฉันคืออะไร? อะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า? เรากลับมานั่งคิดทบทวนช่วงเวลาที่เคยผ่านมา ตอนไหนบ้างนะที่เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ตอนที่ได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นหรอ? ไม่นะ ใครๆเขาก็ได้รับรางวัลกัน ตอนที่มีแฟนหรอ? ก็ไม่นะ มันก็แค่ความรู้สึกดีเฉยๆสุดท้ายก็ต้องเลิกกัน .. ย้อนกลับไปอีกนานมาก คุณพ่อเราเสียตั้งแต่ก่อนเราจะเกิดค่ะ คุณแม่เราคลอดเราเสร็จก็ไปแต่งงานใหม่ เราไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่สักครั้ง จะเห็นก็เพียงแค่รูปถ่ายของคุณพ่อ แล้วก็ทราบแค่ชื่อจริง-นามสกุลของคุณแม่ ซึ่งท่านได้ไปแต่งงานใหม่คาดว่าจะเป็นที่ต่างประเทศ เพราะค้นหาชื่อแล้วพบว่าผู้ถือบัตรประชาชนที่เป็นชื่อของแม่เราอายุเพียง29ปีเท่านั้น ในวันที่เราอายุ15ปี ซึ่งพ่อเราเสียชีวิตตอนอายุ39ปี มันยากที่จะเชื่อค่ะ เลยคิดว่าคุณแม่น่าจะไปเปลี่ยนชื่อที่นู่นแล้ว (ถึงตรงนี้เพื่อนๆคงสงสัย.. คือคุณแม่ที่เราอยู่ด้วยตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบันนี้คือคุณย่าของเราค่ะ .. แต่เราเรียกท่านว่าคุณแม่) เราเคยสอบชิงทุนได้ไปแลกเปลี่ยน แต่ก็ต้องพลาดโอกาสนั้นไปค่ะเพราะเราทำหนังสือเดินทางไม่ได้ เพราะคุณย่าไม่ได้จดให้เราเป็นบุตรบุญธรรม เราขอไม่ลงรายละเอียดถึงความหลังนะคะ เพราะมันจะยาวมาก และจะหลุดไปนอกประเด็นค่ะ

เอาเป็นว่าพอมาคิดดูดีๆ เราพลาดโอกาสไปมากมายเลยค่ะเพียงเพราะแค่เราไม่มีผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย เราเคยใช้เรื่องราวของเราในการให้กำลังใจคนอื่น ซึ่งพวกเขายิ้มแล้วบอกว่ารู้สึกดีขึ้นมากหลังจากฟังเรื่องราวของเรา รอยยิ้มเหล่านั้น คำขอบคุณพวกนั้นทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความหมาย รู้สึกว่าชีวิตของเราไม่ได้เลวร้าย สีหน้าที่สดใสขึ้นของพวกเขาทำให้เราไม่สนใจว่าชีวิตของเราเริ่มต้นมาจากตรงไหน สิ่งที่เราต้องสนใจตอนนี้คือปัจจุบันเรากำลังทำอะไร .. รอยยิ้มเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า ...

ใช่แล้วค่ะตอนนั้นเราตอบตัวเองได้ชัดเจนว่า เราใช้ชีวิตอยู่ไปเพื่อหาคุณค่าในตัวเองแล้วคุณค่าของเราก็คือการได้เป็นเหตุผลที่ทำให้คนอื่นยิ้ม ..   เราไม่รอช้าค่ะ ลุกขึ้นมาเดินหน้าต่อ อะไรก็ได้ที่ทำให้เรายิ้ม เพื่อที่เราจะได้มีพลังไปทำให้คนอื่นยิ้มต่อ สิ่งที่ฉันต้องสนใจตอนนี้คือ การลิขิตชีวิตตัวเองใหม่ .. ในเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัด (เพราะเพื่อนๆหลายคนได้ที่เรียนกันเกือบหมดแล้วค่ะ เราเลยรู้สึกว่าเราเหลือเวลาไม่มากแล้วในการสมัครสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ)

เราพิมพ์ใน google ว่า "รับตรง 58" เราเจอข้อมูลการสมัครสอบมากมายทั้งที่หมดเขตไปแล้ว และที่ยังเปิดรับสมัครอยู่แต่เราไปสะดุดตากับคณะนึงค่ะ นั้นก็คือ "Global Studies and Social Entrepreneurship (GSSE)" ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอ๊ะ คณะอะไร ฉันก็ติดตามข่าวรับตรงมาตลอดไม่น่ามีคณะไหนที่ฉันพลาดไม่รู้จักไปได้นะ.. เมื่อหาชื่อคณะภาษาไทย ก็ทราบว่าชื่อ "วิทยาลัยโลกคดีศึกษาและการประกอบการสังคม" .. "การประกอบการสังคม" คืออะไร? เราสมัครสอบไปโดยไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร รู้สึกแค่ว่าชื่อคณะนี้แปลกดี แค่นั้นจริงๆค่ะ เวลาผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย5555 ช่วงนั้นเราสอบเสร็จแล้ว เหลือแค่รับวุฒิจบ เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยสมัครสอบคณะนี้ไป จนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 เราได้รับ E-MAIL จากทางคณะว่าเราได้รอบสอบสัมภาษณ์วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ..

เอาแล้วซวยแล้ว ตรงกับวันรับวุฒิพอดี ทำยังไงดีฉัน วันรับวุฒิก็อยากมาเพราะเป็นงานเดียวที่คุณแม่จะได้มารับรู้ความสำเร็จของลูกทั้งหมดที่เคยทำมา ที่เรียนก็ยังไม่มี.. จะสอบสัมภาษณ์แล้วจะได้ไหม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาสอนเกี่ยวกับอะไร เกือบจะตัดสินใจไม่ไปแล้วค่ะ แต่เพื่อนบอกว่าไปเหอะ มีอะไรก็สอบๆไว้ก่อน เลยติดต่อกลับมาที่คณะบอกว่าขอเปลี่ยนวันสอบได้ไหม สรุปว่าได้ค่ะ ได้เปลี่ยนมาสอบวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เหมือนจะเป็นข่าวดีนะคะแต่ไม่เลย เพราะเพื่อนๆ ม.6 ไปค่ายปัจฉิมนิเทศกันวันที่ 14-15-16 กุมภาพันธ์ หมายความว่าเราต้องอดไปค่ายสุดท้ายกับเพื่อนๆค่ะ

เช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ต้องนั่งทำ Portfolio โธ่ชีวิตต้องมานั่งเตรียมสอบในวันเกิดตัวเอง แย่ๆ ไม่ได้ฉลอง ไม่มีเค้ก ไม่มีอะไรทั้งสิ้นในวันนั้น คืนนั้นก็เลยตัดสินใจเปิดอ่านข้อมูลของคณะดูสักหน่อยคร่าวๆ เพราะไหนๆก็จะไปสอบแล้ว ก็จับใจความได้ว่าเป็นคณะที่เพิ่งเปิดใหม่มา1ปี อะไรนะ? 1ปี? ใหม่ไปไหม? (ปัจจุบันเราเป็นรุ่นที่2ค่ะ) ความคิดตอนนั้นคือ เขาก็น่าจะรับทุกคนเพราะคงอยากหาเด็กมาเรียนเยอะๆไว้ก่อน ก็เลยปล่อยเลยค่ะ ไปแบบชิวๆ เช้าวันนั้นเมื่อไปถึงตึกคณะ ตึกคณะเป็นสีๆค่ะ ห้องต่างๆถูกแบ่งตามสีห้องเช่น ห้องGREEN ห้องBLUE เรียกว่าสีสันสดใสค่ะ เป็นตึกเรียนที่สวยจริงๆค่ะ นี่คือสิ่งแรกที่ประทับใจ การสอบรอบแรกเริ่มต้นด้วยการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษสองเรื่องค่ะ ต้องบอกว่าเป็นการเขียนที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดในชีวิตเพราะเราไม่ทราบเลยไงคะว่าคณะนี้สอนอะไร เลยไม่มีส่วนไหนของเรียงความเราที่เกี่ยวข้องอะไรกับคณะนี้เลย ซึ่งข้อสอบอาจจะถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น .. ตอนสายทุกคนก็ขึ้นไปที่ห้อง workshops ค่ะ เพื่อไปทำกิจกรรมกลุ่ม เป็นการสอบสัมภาษณ์ที่แปลกมาก มีการให้เราเอาเส้นพาสต้าแข็งๆมาต่อกันให้สูงที่สุดแล้วให้เอามาร์ชเมลโล่ไว้บนยอดโดยที่ห้ามล้มลงมา เป็นช่วงที่ทุกคนปล่อยของแบบสุดๆ สรุปวันนั้นทีมเราก็ชนะค่ะ หลังจากนั้นก็พักแล้วกลับมาสอบสัมภาษณ์เดี่ยว ด้วยความที่เราเป็นคนที่เพิ่มเข้ามาที่หลังเพราะขอเปลี่ยนวันสอบทำให้เราได้สอบเป็นคนสุดท้าย จนทุกคนกลับหมดแล้ว เราเพิ่งจะได้เข้าไปสอบค่ะ พอเข้าไปถึงก็มีอาจารย์สัมภาษณ์ 2 ท่าน สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษค่ะเพราะว่าเป็นหลักสูตรนานาชาติ อาจารย์ก็ทักทายและพูดคุย คือรู้สึกเหมือนเป็นการพูดคุยมากกว่าการสอบ อาจารย์ชมว่าเรียงความของเราดีอ่านแล้วอิน แล้วถามเราเรื่องผลงานที่เคยทำ (เขาเรียกเก็บ portfolio ตั้งแต่เช้าที่ลงทะเบียน) สิ่งที่เข้ามาในหัวคือ ที่นี่อ่านเรียงความของเราก่อนที่จะสัมภาษณ์เราต่างจากที่อื่นที่เราเคยไปสอบเพราะเขาไม่ได้เปิดข้อมูลหรือประวัติของเราเลย แต่ที่นี่ผู้สัมภาษณ์ใส่ใจเรามากๆ นี่คือความประทับใจที่2 ค่ะ ระหว่างการสอบก็มีช่วงดราม่าค่ะ เรานี่แหละค่ะร้องไห้ออกมา ตอนพูดคุยกับอาจารย์ คือมันเป็นการสอบที่เป็นตัวของตัวเองมากจริงๆค่ะ

อ่ออีกเรื่องนึงคือ self-service ค่ะ ที่คณะนี้ มีการขายของแต่ให้บริการตัวเองค่ะคือหยิบเองทอนเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนโกงมากๆค่ะ แต่ก็ถือเป็นการพิสูจน์ใจคนซื้อด้วยว่าคนขายไว้ใจขนาดนี้ คุณกล้าจะโกงเขาจริงๆหรือ? จนวันที่ 18 เราได้รับวิดีโอจากทางคณะ เป็นวิดีโอประกาศผลสัมภาษณ์ค่ะ (วิดีโอน่ารักมากๆ) ก็คือเราสอบติดค่ะ ใจตอนนั้นไม่ได้ดีใจนะคะ มันเป็นความรู้สึกเฉยๆ แต่ก็ตัดสินใจเรียนที่นี่เพราะไม่มีที่เรียนค่ะ เลยไปลองเรียนซัมเมอร์ดู

วันแรกของซัมเมอร์ คุณพระ! มีเด็ก 30 คน 30 คน! น้อยไปนะ.. สรุปคือเขาไม่ได้รับทุกคนอย่างที่เราคิด เขารับเฉพาะคนที่เหมาะสมจริงๆค่ะ ซึ่งพอเรียนๆไปกลับรู้สึกดีที่คนน้อยเพราะมันทำให้เราได้มีส่วนร่วมในห้องอย่างมาก และไม่วุ่นวายด้วยค่ะ ในตึกเรียนมีห้องครัว คือเราอยู่กันเหมือนอยู่บ้าน เหมือนทุกๆวันเรามานั่งคุยงานกันมากกว่ามาเรียน เป็นการ learning by doing จริงๆค่ะ เราได้ออกไปข้างนอกไปลงพื้นที่ เราเรียนเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่คำนึงที่ส่วนรวมเพราะสังคม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่