เรื่องสั้น "ผมกับเขาเรากับนาย" ตอน2

ลิงค์ก่อนหน้า   https://pantip.com/topic/38241468/comment1
    
       รถยนต์ของเขาขับผ่านเข้ามาภายในคอนโดหรู มันทุรักทุเรมากพอกว่าที่ร่างของพีทจะแบกชายหนุ่มอีกคนขึ้นห้องพักไปได้
เขาวางร่างของนัทลงบนโซฟา ยามหลับนัทก็ดูน่ารักไปอีกแบบ ร่างของนัทขยับพยายามจะลุกขึ้นมานั่ง นัทมองรอบๆดวงตาพร่ามัวมองเห็นแสงริบหรี่แต่ก็จดจำได้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านตนเอง พีมเดิมออกมาพร้อมผ้าเย็นผสมโคโรญจ์หอมๆยื่นมือและลูบหน้าลูบตาชายอีกคนตรงหน้าเหมือนเด็กๆ นัทหน้าแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

    “ค่อยยังชั่วหรือยัง” พีมเอ่ยถามเบาๆสายตาจับจ้องที่นัท

    “ดีขึ้นแต่ปวดหัวตุบๆไม่หาย” นัททุบหัวซ้ายขวาเบาๆเป็นการเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา

    “เป็นอะไร ทำไมหน้าตาบูดบึ้งแบบนั้น” เขามองใบหน้าเพื่อนหนุ่มที่เคยสนิท

    “ไม่ได้เป็น” นัทเบี่ยงหน้าหนี

    “โกรธเราหรอ” พีมเอ่ยเขาขยับลงไปนั่งชันเข่าด้านล่างพื้น ปล่อยให้นัทนั่งบนโซฟา

    “ยิ้มหน่อยน่า ทำตัวไม่น่ารักเหมือนเมื่อก่อนเลยอะ”

    “เราจะไม่น่ารักเหมือนแฟนของพีมหรอก” นัทพูดออกไปด้วยอาการน้อยใจ

    “ตัวพูดแบบนี้แสดงว่างอน” เหมือนพีมจะไม่สนใจแต่ลุกขึ้นมานั่งข้างๆนัทเบี่ยงตัวหันไปอีกข้างทำเป็นนางเอกเจ้าน้ำตา จริตมารยาทร้อยเล่มเกวียน

    “เลิกงอนเราซะทีเถอะตัวก็รู้ว่ามันเป็นอย่างไร” พีมหน้าเศร้าลงไป เขาไม่ทันเห็นน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาจากเบ้าตา อาการแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร บรรยากาศตอนนั้นมันบีบรัดแน่นทรวงความรู้สึกของคนสองคนซะเหลือเกิน ก็เพราะพีมจำเป็นต้องแต่งงานความจำเป็นที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ มันเหมือนความจำเป็นที่บอกออกไปไม่ได้

    “ไปส่งเรากลับบ้านเถอะพีม เราไม่อยากอยู่แบบนี้กับพีมสองคน” นัทเบี่ยงหน้าปาดน้ำตาที่ไหล
    “นัทยังโกรธเราอยู่ใช่มั้ย”

    “เราไม่มีความจำเป็นต้องโกรธพีมหรอก พีมทำถูกต้องแล้ว”

แม้ความรักที่มีต่อเขาจะต้านทานความเป็นจริงของกฎเกณฑ์มนุษย์ไม่ได้ นัทก็พร้อมยอมรับความเป็นจริง นัทพยายามฝืนลุกขึ้น พีมดึงแขนเอาไว้
    “ปล่อยเราเถอะพีม เราอยากกลับบ้าน”

    “เราจะปล่อยก็ต่อเมื่อนัทบอกเราด้วยความจริงใจว่านัทไม่โกรธเรา”

         นัทหันหน้ามา จมูกแดง ตาแดง เพราะผ่านการสูญเสียน้ำตา นัทค่อยๆเบ้ปากน้ำตาพรั่งพรูลงมาจากตามันเอ่อล้นเหมือนเขื่อนแตก ไม่รู้หรอกว่าใครโผกอดใคร นัทซุกใบหน้าลงบนแผ่นอกกว้างของชายหนุ่ม น้ำตาเอ่อไหลลงบนแผ่นอก เสียงสะอื้นร่ำไห้ของนัทซึมผ่านไปในโสตประสาทของพีม ร่างสองคนกอดกัน พีมไม่รู้หรอกว่า ณ ตอนนั้นจิตใจของเขาคิดอะไร แบบไหน อย่างไรกับนัทอยู่ จะด้วยความรักแบบเพื่อน แบบคนรู้จัก หรือ แบบความเสน่หา?

    “พีมไม่รักเราแล้ว พีมไม่รักเราแล้วใช่มั้ย” นัทร้องไห้ฟูมฟายเหมือนไม่ได้สติ พรั่งพรูความรู้สึกภายในใจออกมา  

    “จะรักตัวได้อย่างไรก็ตัวเป็นผู้ชายนี่”

นัทร้องไห้ดังกว่าเก่า แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของเขาก็ตาม นัทผลักออกเขาถอยห่างออกไป

    “ใครบอกล่ะว่าเขาชอบผู้หญิง ใครบอกว่าเขาเป็นผู้ชาย รู้ไว้มั่งซีว่าเขาไม่นอนกับผู้หญิงหรอก เขานะรักพีมรักพีม พีมได้ยินเรามั้ย”

น้ำตาไหลพรั่งพรูความรู้สึกของตนเองออกมาจนหมดสิ้น พีทเห็นพีมยืนนิ่งไป

    “พีม พีมนะรู้มั้ยว่าเรารอพีม รอเวลาตั้งแต่ห่างกันสิบปี เราไม่อยากให้พีมได้กับใคร ไม่อยากเห็นพีมมีคู่แต่งงาน เพราะเราหึง เราหวง เราไม่ชอบให้ใครยุ่งกับพีม”

         พีมตัวเย็น ชาไปทั้งตัว นัทนะสารภาพออกมา แม้เขาจะมองออกว่านัทนะไม่ได้แมนเต็มร้อย แต่ก็ไม่รู้ว่านัทจะชื่นชมและคาดหวังในตัวเขามากน้อยเท่าใด พีมนะทำตัวไม่ถูกเพราะว่าไม่คาดคิด นัทร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเด็กๆตอนอายุสามสิบ แต่นิสัยก็ยังเป็นแบบเดิมไม่มีผิด

    “ตัวก็รู้ว่าตัวนะจะอยู่เป็นคู่ชีวิตมันผิดธรรมชาติ”

    “ธรรมชาติ ธรรมชาติงั้นหรอพีม” น้ำตาไม่ยอมหยุดไหล มันไหลออกมาจากความรู้สึกนึกคิดของเขาจนหมดสิ้น

         “เรารักตัวนะนัท  แต่เรารักแบบ....”

         “เพื่อน  เพื่อนใช่มั้ย”

เขาหลบตาต่ำ  นัทมองตายังแดง

          “ทำไมพีม  ไม่รู้อะไรบ้างเลยหรอไง  ว่าเราไม่ได้คิดแบบนั้น เราคิด.......”  นัทเสียงสั่น  ทั้งพีมและนัทมองหน้ากัน  หากจะบอกว่าเวลานั้นมันช่างอึดอัดและทรมานเป็นอย่างยิ่ง  ช่วงเวลาที่โครตอึดอัดของคนทั้งสองคน

    “เราจะกลับบ้าน” นัทตัดบท

    “เรากับพีมคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว” นัทสะบัดร่างของเขาเดินออกโซซัดโซเซออกไปจากห้องปล่อยให้พีมเคว้งอยู่เดียวดายตรงนั้นเพียงคนเดียว พีมปลดปล่อยความรู้สึกทุกอย่าง ดวงตาของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับนัทหรอก เพียงแต่นัทไม่ทันได้เห็นว่าเขาก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน

    นัทเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง เขานั่งแท็กซี่ออกมาจากคอนโดพีมมุ่งตรงมาที่บ้านของทิม ทิมไม่ได้เมาเขาเอาตัวรอดเก่งแม้จะดื่มแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ นัทไม่ได้กลับบ้านอย่างที่บอกกับพีมเอาไว้ ทิมก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเพื่อน นี่มันผ่านกันมาสิบปีแล้วแต่นัทก็ไม่เคยที่จะลืมพีมได้เลย นัทหน้าเศร้า ทิมจึงเดินมาตบบ่าเพื่อนเบาๆแม้นัทจะหันมายิ้มแต่รอยยิ้มนั้นมันช่างเศร้านัก

    “เลิกเศร้าโศกเสียใจเถอะนัท”

        “เคยอกหักแบบกูหรือเปล่าวะ” นัทเอ่ยเสียงเรียบๆเหมือนน้ำตาจะไหลแต่ก็พยายามฝืนความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้

         “เอาน่า ก็คิดซะว่าเขาไม่ใช่เนื้อคู่เรา คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก กูรู้ กูนะเพื่อนแค่อ้าปากก็เห็นตับไตใส้พุงแล้ว กูขอเตือนสติไว้เลยนะนัทประเภทอย่างเราๆไม่มีคำว่ารักแท้กับผู้ชายหลอก”

         “แต่กูรัก  ก็รู้ไม่ใช่หรอ ตลอดเวลาสิบปีที่กูรอพีม”

         “บางทีความรักมันก็ไม่ได้สมหวังอย่างในเทพนิยายหรอกนะนัท  เขาถึงบอกไงล่ะว่า  รักบางทีก็ต้องยอมเสียสละเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข”

    ทิมตบบ่าเบาๆด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนสนิทแม้จะมีคนเตือนสติแต่จิตใจตอนนี้ของนัทมันบอกไม่ถูก มันแปรปรวน อาการแบบนี้มันเหงา ว้าเหว่ไปหมด ในสมองมีแต่คำว่าพีม นัทก็รู้ทั้งรู้ว่าอีกไม่นานพีมจะต้องแต่งงาน ใครกันนะจะเป็นเจ้าสาวของพีม ผู้หญิงคนนั้นที่มาคว้าหัวใจ ตลอดจนค่อนคืนของวันนั้นนัทมิอาจะหลับตาสนิทลงได้เสียงเพรียกหาแต่เขาก้องกังวาลอยู่ร่ำไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดสิ้นพันธนาการของคำว่ารักไปเสียที

    ทิมขับรถมาส่งนัทที่บ้าน มารดาของเขาออกมาแต่ไม่ทันทิมขับกลับไปก่อน นัทสาวเท้ายาวๆขึ้นมา คนรับใช้สองคนเดินผ่านหยิบถังน้ำ ไม้กวาด ไม้ถู เดินขึ้นไปทำความสะอาดข้างบนเดินเลยผ่านมาตรงมุมนั่งเล่นน้องสาวเพิ่งแต่งตัวเสร็จลงมานั่งรอรับประทานอาหารในยามเช้า

    “ไปนอนบ้านหนุ่มที่ไหนมาจ้ะพี่ชาย” แนนเอ่ยขึ้นเป็นแกมหยอกล้อ แม้ใบหน้าของพี่ชายจะดูไม่เล่นด้วย

    “แกก็นะยัยแนน ชอบไปแกล้งพี่เขาอยู่เรื่อย” มารดาเดินเข้ามาพอดีเอ็ดเป็นการใหญ่

    “หนูไปนอนบ้านทิมมาฮะคุณแม่” นัทหันมาทางน้องสาว แนนแม้จะอายุยี่สิบกว่าแล้วแต่ก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆ

    “เดี๋ยวหนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะฮะคุณแม่ ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน เหม็นตัวจะแย่”

    “ทานข้าวมาหรือยังลูก เดี๋ยวแม่ให้เด็กทำข้าวต้มทะเลให้”

นัทหันมาพยักหน้า “อย่างนั้นก็ได้ฮะ” ก่อนจะเลยเดินขึ้นไปด้านบนบ้าน น้องสาวจอมจุ้นมองตามจนลับสายตาไป มารดามองมาที่บุตรสาว
    “พี่นัทเขาเป็นอะไรไป”

    “ยัยแนนแกก็ช่างสอดรู้นักนะ” มารดาบ่นแต่แอบยิ้มไปในความอยากรู้ของบุตรสาว

    “ทะเลาะกับพี่พีมแน่ๆ” แนนพูดเบาๆมารดาหันมามองบุตรสาว

    “พีม ใช่พีมเพื่อนสมัยเรียนมัธยมหรือเปล่า” มารดเอ่ยพลางนึงหน้าตาคนที่ถูกถาม

    “ไม่รู้สิคะ แม่อยากรู้ก็ถามพี่นัทเอาเอง” แนนตอบหน้าตาย เธอรู้ดีว่าจะเจออะไรหลังจากพูดจบ เธอจึงรีบหยิบกระเป๋าทำงานวิ่งออกไปจากห้องนั้น มารดาหันมาค้อนยกใหญ่มองเห็นลูกสาวเดินลับตาไป

    ขวดบรรจุยาที่สาวหล่นลงพื้น เม็ดยาหลากหลายสีกระจายเกลื่อนเต็มพื้นห้องไปหมด ร่างของนัทล้มตึงลงที่พื้นเสียงดัง มันวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย หายใจไม่สะดวก คล้ายอากาศจะลดลงไป นัทตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย เขาลืมคิดถึงคนข้างหลัง หน้าของพีมลอยเด่นอยู่ในห้วงอากาศ ดูเหมือนว่าจิตใจจะกระสับกระส่าย แม้ดวงตาจะริบหรี่ลงไปเรื่อยๆก็ตาม สติสัมปชัญญะทั้งหมดกำลังจะดับวูบลงไป น้ำตาไหลอาบลงและภาพทุกอย่าง ความทรงจำต่างก็ดับวูบลงไปคล้ายว่าใครมาปิดสวิตซ์ไฟจนมืดมิดเหมือนยามรัตติกาล

    ภาพต่อมา สาวใช้วิ่งกันให้วุ่นเมื่อได้ยินเสียงเหมือนอะไรล้มตึงจนน่าตกใจ ความโกลาหลวุ่นวายภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ก็พลันอึกกะทึกคึกโครม ทุกคนต่างขวัญเสียกันไปตามๆกัน

    พีมสะดุ้งตื่นมาเขาเห็นม่านในห้องปลิวไปมาเพราะไม่ได้ปิดประตูเลื่อน ภาพฝันร้ายทำให้เขาผวาตื่นขึ้นมา เขากระวนกระวายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียแล้ว นึกถึงภาพ ภาพของนัทที่กินยาฆ่าตัวตายร่างของนัทล้มลงนอนที่พื้น หายใจรวยริน ดวงตาเบิกโพลงก่อนจะค่อยๆริบหรี่ลงไป ช่างเป็นความฝันที่น่ากลัวที่สุด ภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องจริงเลย ขอให้แค่คิดไปเอง เขาพยุงกายลุกขึ้นเหนื่อยหอบ อากาศภายในร้อนเหมือนเตาอบแม้จะมีเครื่องปรับอากาศเปิดแช่อยู่ก็ตาม เอามือลูบหน้าเลยไปเสยผม จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคิดซะว่าเขาคงกังวลกับเรื่องเมื่อคืนจนมากเกินไปเลยเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำเอาใจสั่น ตกใจเหมือนฟ้าผ่าลงมาเขารับสาย ปลายสายกรอกเสียงมาตามสาย เขาไม่รู้ว่าเขาวางสายลงไปตอนไหนเพราะเขาจดจำคำพูดได้แค่ว่า “นัทฆ่าตัวตาย” ทำเอาเขาใจสั่นทำอะไรไม่ถูกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าขอให้พระเจ้าคุ้มครองนัท พระเจ้าคุ้มครองนัท ก่อนจะรีบไปหานัทที่โณงพยาบาล
    (อ่านต่อตอนต่อไป)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่