[CR] บันทึก One Month Trip ตอน แก๊งค์ OMT บุกอีสานตอนบน ขึ้นภูทอก+ดูบั้งไฟพญานาค

บันทึก One Month Trip
กระทู้นี้ เป็นบันทึก ของแก๊งค์เพื่อนๆที่ทำงานด้วยกัน
และแชร์ความสนุกสนานในทริปเท่านั้นนะคะ  ผิดพลาดประการใด ขออภัยค่ะ


คุณเคยคิดอยากออกไปสัมผัสโลกกว้างสักกี่ครั้งในชีวิต?

ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทีม OMT (One Month Trip) ชวนกันไปสัมผัสบรรยากาศ ทะเลหมอก บนภูทอก และดูบั้งไฟพญานาคกัน ณ ริมแม่น้ำโขง จ.บึงกาฬ  แน่นอน..เป้าหมายงอกเงยได้เสมอ เมื่อเราเริ่มค้นหารีวิวต่างๆ ใน Pantip , เพจท่องเที่ยวอื่นๆ และรวมไปถึงคำแนะนำจากใครก็ตามที่สนับสนุนให้เราไป..
และเลี่ยงไม่ได้เลยว่า ทริปนี้เป็นทริปบ้าพลัง ของจริง ... 4 วัน 3 คืน เรา ขึ้นเขากันจนปวดหน้าขาแทบทุกวัน
ความฮาไม่ได้อยู่ที่หน้าขาซึ่งปวดตุ๊บๆ  เวลาเดินขึ้นลงเขา แต่ทริปนี้เรามีเพื่อนร่วมทีมหลายคน  ชาย 4 หญิง 5  นั่นล่ะ...ความฮาบังเกิดขึ้น  เมื่อ....
“ชายอก 3 ศอก ทั้ง 4 คน” นั้นนนนนน  ย้ำอีกทีว่า ทั้ง 4 คน  ดันไม่ถูกกับความสูงงงงงง  โอ้ยยยยย!!  มันคือความผิดพลาด ที่เราคิดจะฝากชีวิตให้พวกนางดูแล ไม่ต้องสืบเลยค่ะ  คนเขียนเรื่องนี้  เป็นผู้หญิง  และข้าพเจ้า  จะเผาไม่ให้เหลือ  55555+  

คนถูกถ่ายก็เกาะ คนถ่ายก็ต้องเกาะ 😂😂


    เริ่มกันที่ภูทอกก่อน  จุดนี้หินสุด  คืนก่อนหน้านี้ เวลานอนของเราคือตี1 แต่ที่พักของเราห่างจากภูทอก พอสมควร เลยจำต้องตื่นตอน ตี 3  “...อ่ะ...  ไปหลับกันบนรถละกัน ” เราถึงภูทอกตอนประมาณ ตี 5 ครึ่ง  ไม่รอช้า รีบขึ้นไปทันที  ตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทางจึงสลัวๆหน่อย  บวกกับตรงนั้นเป็นเขตวัด ตลอดสองข้างทางจะมีป้ายเขียนตลอดว่า  “ห้ามส่งเสียงดัง” และประโยคเด็ดคือ  “อย่าก้าวลงจากรถ หากคุณแต่งกายไม่เรียบร้อย”
    อู้วววว!! อ่านแล้วยิ่งทำให้รู้สึกถึงความขลัง  ที่สำคัญต้องสำรวมคำพูดและกิริยากันมากขึ้นด้วย ...
    การขึ้นไปบนภูทอกถือว่าไม่ได้ลำบากมาก  เพราะมีขั้นบันได้ซึ่งทำจากไม้ แถมมีราวจับให้  ถือว่าอุ่นใจได้พอควร  ที่สำคัญต้องขึ้นไปกันเอง  ไม่มีใครนำขึ้นไป  จะมีก็แต่ น้องตูบ  เจ้าถิ่น ทั้งสามตัว  วิ่งนำทางเราไปตั้งแต่บันไดขั้นแรกจนขั้นสุดท้าย
    แต่มีความฮาเกิดขึ้นก็คือ  ผู้ชายในทริปเรานั้นนนนน  กลัวความสูง  ทุกครั้งที่หนุ่มๆ  หยุดพัก  หรือใครหยุดพัก  น้องหมาที่วิ่งนำเราขึ้นไปแล้วก็จะวิ่งย้อนกลับมา  แล้วทำเสียง งี๊ดๆ อยู่ใกล้ๆ ประหนึ่งจะปลอบประโลมพวกเราว่า  “ ไม่เอาน่าพวกกกก  ใจหน่อยดิ่  ไม่เห็นน่ากลัวเลย”  5555+   ก็แหม ทั้งขาสั่น  เหงื่อตกกันเบอร์นั้น  อยากลงแค่ไหนก็ลงไม่ได้อ่ะ ต้องเดินหน้าพิชิตความกลัวต่อไป... 😂😂😂😂

    เวลาล่วงเลยมาจนถึง 6 โมง กว่า  พระอาทิตย์กำลังขึ้น  และเราขึ้นไปถึงด้านบนสุดของภูทอกแล้ว  บอกเลยว่า ต้นทุนหลัก 0 แต่ วิว หลักล้าน มาก!! สวยจับใจ   ที่บอกว่าวิวหลัก 0 เพราะ  เราไม่เสียค่าใช้จ่ายในการขึ้นไปเลยแม้แต่บาทเดียว รถก็จอดในวัด  ไม่ต้องเสียค่าจอด อากาศดีมากๆ  โชคดีที่เราตัดสินใจไปกันแต่เช้า  เช้าถึงขนาดว่า  เป็นกลุ่มแรกที่ขึ้นไป แล้วพบแต่ความเงียบ สงบ ลมเย็นพัดมาเอื่อยๆต้องผิวเนื้อ

    ทางเดินขึ้นเป็นบันได้ไม้ว่าเสียวแล้ว  แต่ตอนที่เดินรอบๆเขาเสียวกว่า  เพราะเป็นตัวไม้กระดานที่ยื่นออกมานอกตัวเขา แบบนี้แหละที่ทำให้หนุ่มๆในทริปเราถึงกับก้าวขาไม่ออก กวามกว้างของทางเดินก็ไม่ได้กว้างมาก  ถ้าเดินคู่กัน 2 คน กำลังพอดี แต่คิดว่า เดินทีละคนน่าจะเสียวน้อยกว่า ดูภาพประกอบที่ใส่ไว้ให้นะคะ บางช่วงกว้าง บางช่วงแคบ  แต่นับถือคนสร้างจริงๆ  กว่าจะได้แบบนี้คงใช้เวลานานมาก  ถ้าจำไม่ผิดพี่ที่ร่วมทริปด้วยกันบอกว่า  พระอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นคนริเริ่มสร้างทางเดินพวกนี้ด้วยตัวคนเดียวก่อน เพื่อขึ้นไปแสวงบุญหาความสงบด้านบนภูทอกแห่งนี้  แล้วภายหลังจึงมีผู้ศรัทธาเข้ามาช่วยกันต่อเติมจนสมบูรณ์
    ตอนขึ้นว่าลำบากแล้ว  ตอนลงยิ่งกว่า  ทางค่อนข้างชัน จังหวะตอนลง ขาสองข้างจึงสั่นระรัว  โดยเฉพาะพี่สุดของทริปนี้  ถึงกับต้องเดินถอยหลังลงเพราะทนมองความชันไม่ไหว  และแน่นอน  ผู้ชายอกสามศอกเช่นเคย  ในขณะที่สาวๆเค้าลงกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว


    ระหว่างทางลงตอนนั้น ประมาณ 8 โมงเช้า  เริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินสวนขึ้นมา  และแน่นอน  เราคือผู้พิชิตกลุ่มแรกของวัน  ทุกคนจึงโดนนักท่องเที่ยวที่พึ่งมาถามตลอดทาง  ว่า  อีกไกลมั้ยลูก?  ใช้เวลานานมั้ยจ้ะ? สูงมากมั้ยข้างบนนั่น?  บลา ๆ ๆ ๆ  ซึ่งเราก็บอกไปว่าสูงค่ะ  ใช้เวลาขึ้นไปประมาณ  ชม.นึงค่ะ  ไกลเหมือนกันค่ะ  เพราะเดินขึ้นมันเหนื่อยอยู่แล้ว  แต่ก็จบประโยคด้วยการบอกว่า  ขึ้นเถอะค่ะ  คุ้มกับความเหนื่อยแน่นอน


    และเมื่อตกเย็นเราจึงเริ่มเป้าหมายที่ 2 คือ เตรียมตัวไปดูบั้งไฟพญานาค นี่แหละที่อยากมาที่สุด เพราะตั้งแต่โตมาก็ได้ยินเรื่องนี้มาตลอด แถมช่วงนั้นกระแส นาคี 2 กำลังมา  พวกเราเลยยิ่งอยากไปดูด้วยตาตัวเองว่า  บั้งไฟที่ลอยขึ้นจากน้ำ หน้าตาเป็นยังไง  แต่พอไปถึง  แม่เจ้า!!!! คนมารอกันจนเต็มพื้นที่  นี่มันพึ่งจะ 6 โมงเย็นเองนะ  ไม่รอช้ารีบเข้าไปจับจองพื้นที่ทันที.....
    เวลาผ่านไปราว ครึ่งชั่วโมงเสียงเฮดังขึ้น  แต่จุดที่เรานั่งไกลเกินกว่าที่จะมองเห็นสาเหตุของเสียงเฮนั้นได้  สมาชิกในทีม 2-3 คนจึงเดินเข้าไปให้ใกล้กว่านี้อีกสักนิด เผื่อจะมีโชค  ไปยืนดูได้สักพัก  ผู้คนทยอยลุกฮือขึ้น  ห๊ะ!! กลับแล้วหรอ? บั้งไฟหมดแล้วหรอ? นี่คือคำถามที่ดังขึ้นในหัว  เราจึงตัดสินใจลงไปที่บันได ริมแม่น้ำโขง  สมาชิกในทีมเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านจนได้ความว่า  ก่อนหน้าที่เราจะมา  บั้งไฟขึ้นไป 20-30 ลูกแล้ว  คนที่ลุกออกไปคงมากับทัวร์  มีเวลาจำกัด  ได้เห็นแล้ว  สบายใจแล้วจึงทยอยกลับ  เห้อออออ!! ใจชึ้นขึ้นมาหน่อย
    เรานั่งเฝ้าอยู่ประมาณนึง  จู่ๆเสียงเฮก็ดังขึ้นอีก  “เค้าเฮอะไรกันคะพี่” ฉันหันไปถามพี่คนที่นั่งใกล้ๆ “เวลาบั้งไฟขึ้นเค้าจะเฮกัน  เมื่อกี้ขึ้นตรงฝั่งลาว”  โห!! เราก็นั่งจ้องอยู่นะทางนั้น  ทำไมไม่เห็น  555+ เรื่องของเรื่องคือ  ทางฝั่งลาวมีการจุดพลุ  ดอกไม้ไฟ กันตลอด เพื่อเฉลิมฉลองประเพณีออกพรรษา  เราซึ่งไม่เคยเห็นบั้งไฟมาก่อน  จึงแยกไม่ออกว่า  อันไหนพลุ  อันไหนบั้งไฟ  พี่เค้าเลยบอกว่า  ลูกกลมๆ สีแดงสด ลอยขึ้นจากน้ำไม่กี่วินาที ก็จางหายไป...
    พวกเราใจจดใจจ่อนั่งเฝ้ามอง  จนในที่สุดก็ได้เห็น  คราวนี้เห็นติดๆกันหลายลูกเลย  ถือว่าคราวนี้  นอนหลับฝันดี เพราะได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว  ดีใจจัง แต่แล้ว.....ทุกอย่างก็ต้องสะดุด!!  จนทำให้เราต้องละสายตาจากลูกบั้งไฟในแม่น้ำโขง  มามองกระติ๊บข้าวเหนียวใบใหญ่  ที่กลิ้งตกลงมาจากด้านบนจนมาโดนพวกเรา  ตกใจก็ตกใจ  ขำก็ขำ นึกว่าจะโดนลอบสังหารซะละ ><  ไม่กินแล้วก็น่าจะบอก  เดี๋ยวเรากินต่อให้  เอร้ยยยยย!! 555+  คุณน้าเจ้าของกระติ๊บใบนั้น  รีบวิ่งลงมาขอโทษเรายกใหญ่ “ไม่เป็นไรค่าาาาาาาาา”
    เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกเกินทางต่อไปยัง  “ภูสิงห์” เพื่อขึ้นไปที่ “ผาสามวาฬ” ที่นี่เป็นอีกโลเคชั่นนึงที่ หลายคนมักเคยเห็นในละคร  ซึ่งเราก็มองว่ามันสวยดี ใช้เวลา  ไม่ถึง  ชม. ก็ขึ้นไปถึง  เพราะเรานั่งรถไป 555+  จ้างรถของเจ้าหน้าที่อุทยานขึ้นไป เพราะว่าทางค่อนข้างเป็นหลุม และเป็นทางที่เกิดจากร่องรอยน้ำไหลผ่าน เล่นเอาหลังกระแทกจุกกันไปเลย อีกอย่างพวกเราเองก็ไม่คุ้นเส้นทางที่นี่ด้วย ... ค่ารถขึ้น  ผาสามวาฬ  อยู่ที่  500 บาท ก็ถือว่าไม่ได้หนักหนามาก  เพราะพี่เจ้าหน้าที่พาเราแวะทุกจุดที่  ถ่ายภาพแล้วได้แบ็คกราวด์สวยปิ๊ง
    ผาสามวาฬ เป็นอีกจุดที่เหมาะกับการดูพระอาทิตย์ขึ้นมากๆ สวยจับใจอีกแล้ววววววว ><  เชื่อว่าใครได้ไปก็คงจะหลงเสน่ห์ที่นี่แหละ



    ส่วนเทคนิคในการถ่ายภาพให้ได้ภาพสวยคือ เหล่านางแบบต้องยืนที่ วาฬพ่อ  ตากล้องต้องไปยืนที่ วาฬแม่ ถึงจะสวย  แต่เชื่อมั้ยว่า  หนุ่มๆของเราบางคน  ก็ยังกลัวสถานที่นี้  เพราะถ้าชะโงกหน้าลงไปมอง  ก็สูงไม่น้อย  สรุปทริปนี้  สาวๆต้องดูแลผู้ชาย  555+
โดยรวมแล้ว  ถือเป็นการเที่ยวภาคอีสานตอนบนไปเลย  เพราะเราแวะอีกหลายที่และเจออะไรหลายอย่าง  ทั้งขำ  ทั้งตกใจ  ทั้งได้เรียนรู้ ไม่นับรวมที่คุณ  “สิริ”  ชี นำทางเราเข้าป่าเข้าดง  โผล่ซอยนั้นทะลุซอยนี้  จนหลงอ่ะนะ   ก็นับเป็นทริปที่แฮปปี้เลยล่ะ
บางทีความสุขของการเดินทาง อาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไปหรอก มันอาจจะอยู่ที่ระหว่างทางก็ได้  เราได้เจอพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า..เราตัวเล็กลงไปอีกแค่ไหนเมื่อได้สัมผัส  กอดของแสงแดด  กอดของสายน้ำสายลม  มันไม่เคยทำให้เราหนาวใจ  บางทีแค่ดอกหญ้าริมถนนที่เราผ่าน  ก็สร้างเรื่องราวดีๆในใจเราได้  การได้ออกไปเที่ยว  ไปเปิดหูเปิดตาให้ตัวเอง เราต้องเชื่อมั่นก่อนว่า  มันจะชาร์จพลังให้เราจริงๆ  ไม่ใช่ออกไปเพราะว่า ที่นั่นดัง  ที่นั่นมีคนรู้จักเยอะ  หรือแค่อยากไปเช็คอินเหมือนคนอื่นๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น  ต่อให้ออกไปกี่ครั้งมันก็รู้สึกเหมือนเดิม  แต่ถ้าเราไปเพื่อเรียนรู้  เพื่อสัมผัสมันจริงๆ  อาจไม่ต้องเก็บภาพถ่ายเอาไว้ทั้งหมด  ให้มันอยู่ในความทรงจำของเราไปตลอดก็ได้  ถ้าเป็นแบบนั้น  ต่อให้มันเป็นการท่องโลกกว้างเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต  มันก็คุ้ม......

ออกไปสัมผัสโลกกว้างเพื่อที่จะรู้ว่า ความจริงแล้วเราตัวเล็กแค่ไหน 😊😊
ชื่อสินค้า:   ทริปทัวร์อีสาน บึงกาฬ หนองคาย
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่