JJNY : เจาะลึกเกณฑ์คุม ‘สินเชื่อบ้าน’ ‘แบงก์ชาติ’...ห่วงอะไร? / อสังหาฯ วูบ 10% !! เซ่นพิษ ศก.จีน

กระทู้คำถาม
เจาะลึกเกณฑ์คุม ‘สินเชื่อบ้าน’ ‘แบงก์ชาติ’...ห่วงอะไร?
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/817804

โดย ศรัณย์ กิจวศิน

เร็วๆนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) น่าจะประกาศ “มาตรการ” ที่ชัดเจน เกี่ยวกับเกณฑ์ควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินออกมา หลังจากได้ร่าง “ข้อเสนอ” คร่าวๆ พร้อมกับเปิดรับฟังความเห็น(เฮียริ่ง) จากผู้เกี่ยวข้องไปเมื่อไม่นานมานี้

ข้อเสนอของ ธปท. ที่ร่างขึ้นมาเป็นตุ๊กตามี 2 ส่วนหลักๆ คือ กรณีบ้านหลังแรก(สัญญาแรก) ธปท. ยังกำหนดให้ใช้มาตรการวางเงินดาวน์ที่ 5-10% ของมูลค่าบ้าน หรือมีสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าบ้าน(แอลทีวี) 90-95% แต่การปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม หรือ “ท็อปอัพ” ต้องไม่เกิน 100%ของมูลค่าบ้าน(หลักประกัน)

ส่วนกรณีบ้านหลังที่สอง(สัญญาที่สอง) และ บ้านที่มีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ข้อเสนอของ ธปท. กำหนดให้ ผู้ซื้อต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% หรือ ธนาคารพาณิชย์ปล่อยแอลทีวีได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าบ้าน

แน่นอนว่า การออกกฎเกณฑ์ลักษณะนี้ ย่อมต้องมี “ผู้ไม่เห็นด้วย” โดยเฉพาะฝั่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพราะกระทบต่อยอดขาย “บ้าน” และ “คอนโด” โดยตรง

ขณะที่ภาครัฐเองก็คงไม่ชอบใจนัก เนื่องจากมาตรการดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจพอสมควร

..ดังนั้นการออกเกณฑ์ดังกล่าว ธปท. จำเป็นต้องตอบคำถามชัดๆ ว่า เพราะเหตุใดจึงต้องออกมาตรการเหล่านี้!!?

กรณีดังกล่าว ธปท. อธิบายในเอกสารที่เปิด “เฮียริ่ง” ว่า ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันปล่อยสินเชื่อบ้านรุนแรง จนทำให้มาตรฐานการให้สินเชื่อหย่อนยานลง หลักเกณฑ์ที่ ธปท. เตรียมร่างขึ้นมา จึงเพื่อดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงิน ให้มีมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้ประชาชนก่อหนี้จนเกินตัว และป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันในตลาดสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์จนเกินพอดี

นอกจากนี้ เชื่อว่าอีกสาเหตุที่ ธปท. ต้องออกมาตรการดังกล่าวขึ้นมา เนื่องจากปัจจุบัน “หนี้ครัวเรือน” เริ่มกลับมาเป็นประเด็นที่น่ากังวล

ข้อมูลในรายงานนโยบายการเงินของ ธปท. ฉบับล่าสุดเดือนก.ย.2561 ระบุว่า ภาคครัวเรือนมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลง และความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจเริ่มลดลง และจากการวิเคราะห์นัยของหนี้ครัวเรือนต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย พบว่า มี “ความเสี่ยง 3 ประเด็น” ที่ต้องพิจารณา


ประเด็นแรก หนี้ครัวเรือนเริ่มมีสัญญาณกลับมาขยายตัวเร่งขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2560 เมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวแบบไตรมาสต่อไตรมาส ในสินเชื่ออุปโภคบริโภคทุกหมวด และเมื่อพิจารณาด้านรายได้ พบว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือนยังกระจายตัวไม่เต็มที่

ประเด็นที่สอง ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนบางกลุ่มยังมีทิศทางด้อยลง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง สะท้อนจากสัดส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 มาอยู่ที่ 2.72%ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2561และเมื่อแบ่งตามกลุ่มรายได้ พบว่า สัดส่วนภาระชำระหนี้รายเดือนต่อรายได้รายเดือน ปรับสูงขึ้นในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและกลุ่มเกษตรกร

ประเด็นที่สาม ครัวเรือนมีความสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจน้อยลง โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเงิน รวมทั้งฐานะทางการเงินของครัวเรือนอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย และรายได้มากขึ้น โดยครัวเรือนสามารถรองรับความเสี่ยงทางการเงินได้น้อยลง เนื่องจากมีหนี้สูงเมื่อเทียบกับเงินออม

ข้อมูลของ ธปท. ระบุด้วยว่า ครัวเรือนที่มีหนี้อาจมีปัญหาสภาพคล่องในการชำระหนี้มากขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์โดยกำหนดให้ปัญหาสภาพคล่อง คือ ครัวเรือนมีรายได้หลังหักรายจ่ายอุปโภคบริโภคและภาษีแล้วไม่เพียงพอจ่ายภาระหนี้รายเดือนได้เต็มจำนวน พบว่า สัดส่วนมูลค่าหนี้ที่อาจมีปัญหาสภาพคล่องดังกล่าวสูงถึง 46.8%

นอกจากนี้เมื่อทำแบบทดสอบภาวะวิกฤต(Stress test) โดยสมมติให้รายได้ของแต่ละครัวเรือนลดลง 20% แต่คงระดับการใช้จ่ายไว้เท่าเดิมเพื่อวิเคราะห์ความทนทานของครัวเรือน พบว่า สัดส่วนมูลค่าหนี้ที่อาจมีปัญหาสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเป็น 72.5%และเพิ่มขึ้นสูงในทุกกลุ่มอาชีพ สะท้อนถึงความเปราะบางของภาคครัวเรือน

ดังนั้นหากครัวเรือนได้รับผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจ จนทำให้รายได้ลดลงรุนแรง อาจเห็นการปรับตัวของภาคครัวเรือน เช่น การปรับลดการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคหรือการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังการขยายตัวของเศรษฐกิจได้

แม้ ธปท. จะมีความเป็นห่วงในเรื่องเหล่านี้ แต่จากกระแสทัดทานที่มีเข้ามาค่อนข้างมาก ทำให้ ธปท. อาจต้องชั่งน้ำหนักของการออกมาตรการในครั้งนี้อย่างถี่ถ้วน ...โจทย์ท้าทาย จึงอยู่ที่ ธปท. จะวางน้ำหนักเรื่องนี้อย่างไรระหว่าง “การขยายตัวทางเศรษฐกิจ” กับ “เสถียรภาพระบบการเงิน” ในระยะข้างหน้า
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่