. ท่ามกลางอากาศร้อนระอุในช่วงพักเที่ยงกลางเดือนเมษายน ความร้อนช่วยขับเหงื่อจากผู้คนที่เดินฝ่าเปลวแดด แม้หลายคนจะเดินถือร่มบดบังแสงอาทิตย์ แต่ทว่าสีหน้าคนเหล่านั้นยังแสดงออกถึงความเข็ดขยาดกับอุณหภูมิชวนขนหัวลุกนี้ คงมีเพียงแต่ชายหนุ่มวัยกลางคนที่เดินเลาะริมถนนโดยไม่แสดงออกถึงอาการรังเกียจคลื่นความร้อนนี้ เขาใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำตาลเข้มกับกางเกงแสล็คสีดำและรองเท้าหนังทั่วไป ไม่นานชายหนุ่มก็มาถึงยังจุดหมาย
ร้านอาหารห้องกระจกติดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอต้อนรับลูกค้าในวันที่ร้อนที่สุดของปี ชายที่เพิ่งมาถึงเปิดประตูเข้ามาในร้านและเดินตรงไปยังโต๊ะที่มีกลุ่มคนนั่งรออยู่แล้ว
“อ้าว... ไท เพิ่งมาถึงเหรอ” ใครคนหนึ่งในโต๊ะพูดขึ้น
“อืมมมม... ขอโทษทีว่ะเอ มาช้าไปหน่อย” ไทตอบก่อนที่จะหันหน้าไปทักทายทุกคนบนโต๊ะ “หวัดดีปุ๊ก เบียร์ เน็ท”
“เออ ๆ มาถึงแล้วดื่มน้ำเย็น ๆ ก่อนเร็ว อากาศร้อนมาก” ปุ๊กพูดขึ้นเพราะยังนึกถึงอากาศที่ร้อนระอุแม้ตอนนี้เธอจะอยู่ในห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำ เธอตะโกนเรียกพนักงานของร้าน “น้องคะ ขอน้ำเย็นเพิ่มอีกแก้วค่ะ”
ด้วยบริการที่รวดเร็วของร้าน พนักงานยกแก้วน้ำมาทันที
“ผมขอโค้กที่นึงครับ” ไทหันไปบอกพนักงาน พนักงานวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะแล้วเดินไปที่บาร์
“ยังกินน้ำอัดลมอยู่อีกหรือ นึกว่าเลิกไปนานแล้ว” เบียร์พูด
“นี่ก็กินแทบจะทุกวันเลย ทำไมเหรอ” ไทยกแก้วน้ำเย็นขึ้นจิบพร้อมพูด
“น้ำตาลในเลือดขึ้นว่ะ หมอสั่งห้าม ไม่ได้กินนานแล้ว” เบียร์พูด
ไทมองไปที่แก้วของทุกคนบนโต๊ะ ทุกแก้วเป็นน้ำเปล่าหมด
“แล้วเอ ปุ๊ก เน็ทก็น้ำตาลขึ้นเหมือนกันเหรอ” ไทพูด
“เปล่าหรอก” เอตอบ
“นั้นสิ นายก็ดูออกจะผอม ๆ” ไทตั้งข้อสังเกต
“ก็เพราะผอมนี่แหละ หมอสั่งห้ามน้ำอัดลมเด็ดขาด เพราะร่างกายขาดสารอาหารไปหมดแล้ว” เจ้าของร่างผอมพูดถึงอาการตัวเอง แต่ก็ยังหัวเราะเป็นเชิงขบขัน
พนักงานยกขวดแก้วที่บรรจุน้ำสีดำเย็นฉ่ำมาพร้อมกับแก้วทรงสูงใส่น้ำแข็งสองสามก้อนในนั้น เขาค่อย ๆ รินน้ำจากขวดลงในแก้วทำให้น้ำโค้กสะท้อนแสงเป็นสีน้ำตาลเย้ายวนใจเหมือนในโฆษณาทางทีวี ทุกคนบนโต๊ะมองภาพนั้นด้วยจิตใจที่สั่นไหว แต่เมื่อทั้งสี่เห็นภาพไทยกแก้วน้ำอัดลมดื่มรวดเดียวหมด ทุกคนต้องรีบดึงสติกลับคืนมา
“แล้วปุ๊กไม่ดื่มเหรอ” ไทพูดพร้อมใช้นิ้วโป้งเช็ดคราบน้ำอัดลมตรงริมฝีปาก
“กระดูกไม่ค่อยดีว่ะไท หมอขอให้งดอีก” ปุ๊กพูดเสร็จก็ส่ายหัวด้วยความเซ็ง
“เออ... พวกนายเชื่อฟังหมอก็ดีแล้ว แล้วเน็ทล่ะ หมอสั่งห้ามหรือเปล่า”
เน็ทกำลังค่อย ๆ กลืนน้ำเปล่าผ่านลำคอ เมื่อได้ยินคำถามจากไทก็แทบจะทำให้สำลักน้ำ
“หมอไม่ได้สั่งห้ามหรอก” เน็ทตอบด้วยท่าทางที่ดูเกร็ง ๆ
“หมอไม่ห้ามแล้วทำไมไม่ดื่มล่ะ”
“ระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี นี่ก็ท้องอืดมาหลายวันแล้วเนี่ย แต่วันนี้เห็นว่าจะมานัดเจอกันหลังจากที่พวกเราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้วก็เลยกินยาแก้ท้องอืดไป”
ไทฟังเหตุผลจากเพื่อน ๆ จากทุกคนแล้วทำให้ไม่กล้าเทน้ำอัดลมที่เหลือก้นขวดมาดื่มอีก อาจจะเป็นเพราะเขาเริ่มจะเกรงใจเพื่อนก็เป็นได้
“เรามาสั่งอาหารกันเถอะ หิวแล้วล่ะ” ไทพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เขาตะโกนเรียกพนักงานมารับออเดอร์ “ผมขอสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าที่นึงครับ”
พนักงานจดสิ่งที่ได้ยินมาลงในกระดาษ
“ผมขอข้าวผัดหมูครับ” เบียร์พูดขึ้นบ้าง สักพักเขาก็รีบเน้นย้ำพนักงาน “อ้อ... ของผมขอไม่ใส่ผงชูรส ลดน้ำตาลครึ่งนึง ไม่เค็มมาก ช่วยย้ำกับพ่อครัวด้วยนะครับ”
พนักงานก้มหน้าจดรายการอาหารพร้อมคำขอของลูกค้าลงไปด้วย
“ผมเอาผัดผักรวมราดข้าวที่นึงครับ” เอพูดกับพนักงาน
“พี่ขอผัดผักคะน้าน้ำมันหอยราดข้าวค่ะ” ปุ๊กพูดกับพนักงาน
ทุกคนบนโต๊ะสั่งอาหารกับครบหมดแล้วจึงหันมาพูดคุยเรื่องทั่วไปกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว คงมีแต่เน็ทที่ยังคงได้แต่ก้มหน้าดูเมนูอาหารในมือ เขาได้แต่เปิดไปมายังตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะสั่งอะไร
เวลาผ่านไปสักพัก ไทจึงหันมาทางเน็ท “ยังเลือกเมนูอาหารไม่ได้อีกเหรอ”
เน็ทเงยหน้ามาทางไทด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ “ทุกวันนี้หาของกินยากน่ะ กินอะไรนิดอะไรหน่อยท้องอืดทรมานตลอดบ่ายเลย”
“แล้วทุกวันกินอะไรมื้อเที่ยงล่ะ”
“สั่งตำไทยข้างออฟฟิศกินทุกวันเลย”
พนักงานได้ยินบทสนทนานี้จึงรีบพูด “ร้านของเราก็มีส้มตำขายด้วยครับ รายการอาหารอยู่หน้าสุดท้ายครับ”
เน็ทได้ยินดังนั้นจึงแสดงสีหน้าผ่อนคลายออกมา เขาไม่ได้พลิกเมนูอาหารไปดูหน้าสุดท้าย แต่เขากลับพับเมนูปิดลง “ถ้าอย่างนั้นผมขอตำไทยไม่ใส่พริก ขอกระเทียมกับมะเขือเทศเยอะหน่อย ขอรสเปรี้ยวนำด้วยนะ อ้อ... อย่าลืมล้างครกด้วยล่ะ ผมกินเผ็ดไม่ได้เลย”
พนักงานจดเมนูอาหารและรายละเอียดยิบย่อยทั้งหมดลงในกระดาษก่อนจะเดินจากไป เมื่อไม่มีใครอื่นยืนอยู่ข้างโต๊ะแล้ว ไทจึงเอ่ยถามเรื่องสุขภาพกับเพื่อน ๆ โดยที่เขาหันไปถามเน็ทก่อน
“กินแค่นั้นจะอิ่มเหรอวะ”
“เมนูนี้สำหรับช่วยย่อยอาหาร ตอนนี้เราไม่สนใจเรื่องรสชาติอาหารแล้ว ถ้าได้ท้องอืดขั้นรุนแรงจะรู้ว่านรกมีจริง”
คำพูดของเน็ทเหมือนจะสร้างความตลกขบขันให้กับคนทั้งโต๊ะ แต่เบียร์ เอ ปุ๊กแค่แสยะยิ้มออกมาเล็กน้อยก็ทำสีหน้าเจื่อนลง เพราะต่างรู้ตัวเองดีว่าสุขภาพของตัวเองก็แย่พอ ๆ กับเน็ท
“เฮ้อ...” เสียงปุ๊กถอนหายใจ “นี่เราก็ต้องกินแต่อาหารที่เสริมกระดูก เมนูที่หมอแนะนำก็ซ้ำ ๆ จะกินหมูก็ต้องกินกระดูกอ่อน ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งกะปิ ผักก็กินได้แค่บางอย่าง”
“เออ...” เอส่งเสียงเรียกความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะ “ของเราหมอก็สั่งว่าให้กินแต่ของที่มีสารอาหารและวิตามินเยอะ ๆ แล้วของอร่อย ๆ ก็มักจะไม่ค่อยมีประโยชน์ด้วยสิ ที่กินได้ก็มีแต่ผัดผัก”
“แต่ทุกคนยังดี” เบียร์พูดขึ้นบ้าง “อาหารยังได้ปรุงรสพอให้ลิ้นได้รับรส แต่ของเรานี่เครื่องปรุงก็ไม่ได้ ของหวานก็ต้องงด ของหวานก็ต้องกินอะไรที่ใส่พวกหญ้าหวาน กินได้แต่พวกธัญพืช ถั่วเขียวต้มน้ำตาลใส่น้ำตาลน้อย ๆ เครื่องดื่มก็เป็นพวกลูกเดือย นี่ก็กินจนเลิกกินไปแล้ว”
ไทยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาจิบ ๆ เขาไม่พูดอะไรต่อ สักพักพนักงานก็ยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ จากนั้นทุกคนก็กิน
หลังจากทั้งโต๊ะจัดการกับจานอาหารของตัวเองเสร็จ เน็ทยกแก้วน้ำดื่มและทำท่าลุกขึ้นจากโต๊ะ ไทเห็นดังนั้นจึงรีบถาม
“จะไปห้องน้ำเหรอเน็ท”
เน็ทไม่ตอบ แต่เขาทำสัญลักษณ์โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางยกขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก ไทเข้าใจความหมายนั้นโดยทันที
ในบริเวณของร้านที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับสูบบุหรี่ มีเพียงแค่ชายสองคนที่จับจองตำแหน่งที่ใกล้ถังเขี่ยบุหรี่ ไทควักบุหรี่ซองใหม่และค่อย ๆ แกะเอาบุหรี่ออกมา ในขณะที่ซองบุหรี่ของเน็ทเหลือบุหรี่เพียงแค่ตัวเดียว
“อ้าว... เหลือตัวเดียวเหรอ จะพอสูบมั้ยนี่” ไทพูดขณะที่ยัดมวนบุหรี่ใส่ปากและจุดไฟตาม
“มวนนี่จะเป็นมวนสุดท้ายแล้วล่ะ คิดว่าคงจะต้องเลิกบุหรี่จริง ๆ จัง ๆ แล้ว”
“ทำไมล่ะ” ไทอุทานเหมือนเรื่องเลิกบุหรี่ของเพื่อนนั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
“ก็เพราะสูบบุหรี่ไงถึงทำให้ไม่หายท้องอืดท้องเฟ้อซักที บุหรี่ก็อยากสูบ อยากหายทรมานก็อยากหาย แต่คงต้องเลือกซักทางว่ะ”
ไทไม่ถามอะไรต่อ ได้แต่สูบบุหรี่เงียบ ๆ
“แล้วนายไม่คิดจะเลิกเหรอ” เน็ทถาม
“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะยังไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพมั้ง ก็ดูดไปเรื่อย ๆ ปีที่ผ่านมาก็มาตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัท ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลยเรื่องปอด”
เน็ทแสยะยิ้ม “นายนี่โคตรโชคดีเลยว่ะ จะกินจะเสพอะไรก็ได้หมดไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพ น่าอิจฉาจริง ๆ”
“ก็คงงั้นมั้ง ไม่รู้สิ” ไทรับคำแบบงง ๆ โดยที่ไม่รู้จะตอบอะไร
“แต่การมีปัญหาสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป” เน็ทพูด
“ยังไง”
“มีญาติผู้ใหญ่คนนึง ก่อนหน้าที่จะรู้ว่าป่วยก็ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ทำงานเสร็จก็กินเหล้าเมาจนคนในครอบครัวเริ่มระอา ต่อมาพอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งก็ไปรักษาจนหาย หลังจากนั้นกลับมาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
“เป็นไปได้ยังไง”
“ก็ลุงแกว่าพอป่วยเข้าโรงบาลก็จะไปเจอคนที่ป่วยเหมือนกัน ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้เพื่อนได้มิตรในยามที่สิ้นหวัง พอแกรักษาหายก็ออกไปคอยให้ความรู้กับผู้ที่มีความเสี่ยง ตอนนี้กลายเป็นอาสาสมัครคอยให้ความรู้กับคนในหมู่บ้าน มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ครอบครัวแกก็ชื่นชม ชีวิตกลับมามีความหมายอีกครั้ง”
“ไม่น่าเชื่อ”
เน็ทสูดควันเข้าปอด และพยายามอมควันไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะนี่เป็นบุหรี่มวนสุดท้ายแล้ว เขาคงคิดถึงกลิ่นฉุน ๆ ของควันบุหรี่และยากที่จะลืมไปอีกนาน
“ดูดอีกสองทีก็หมดมวน” น้ำเสียงที่ฟังดูละห้อยดังขึ้นจากปากเน็ท
“เฮ้ย... แค่เลิกบุหรี่เองไม่ได้ไปตายซักหน่อย”
ภาพของชายหนุ่มค่อย ๆ พ่นควันออกมาจากปากอย่างค่อยเป็นค่อยไป กลุ่มควันที่จางหายไปทีละน้อย ๆ เผยให้เห็นร้อยยิ้มของผู้ที่กำลังจะเลิกบุหรี่ เน็ทขยี้ก้นบุหรี่ลงบนทรายเหนือถัง เขาหยิบกระเป๋าเงินออกมาและควักแผ่นกระดาษออกมาหนึ่งใบ จากนั้นก็คลี่กระดาษที่ถูกพับและโชว์ให้เพื่อนเห็น
“อะไร” ไทเพ่งสายตาไปที่กะดาษ “ตั๋ววิ่งมาราธอน เอ๊ะ... แต่วันที่เริ่มงานมันผ่านมา 5 ปีแล้วนี่”
“เมื่อ 5 ปีที่แล้วเราเคยฝึกวิ่งเพื่อจะไปลงมาราธอน แต่ว่าก่อนจะถึงวันงานแค่วันเดียวเราโดนรถชน ต้องนอนโรงบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายเลยทำให้ไม่ได้ไปวิ่ง โชคดีที่ตอนนั้นแค่มีอาการฟกช้ำนิดหน่อยไม่เป็นอะไรมาก แต่ว่าหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับไปฟิตร่างกายอีกเลย”
ไทรับตั๋วใบเก่าที่สภาพเริ่มจะเปื่อยยุ่ยมาถือไว้ในมือ เขามองภาพนักวิ่งที่อยู่ในนั้น
“หรือว่านี่คือเหตุผลหนึ่งที่นายอยากจะเลิกสูบบุหรี่”
“ใช่... เผื่อว่าบางทีอาจจะได้วิ่ง”
ผู้ที่กำลังคีบมวนบุหรี่อยู่ในมือยังเพ่งมองไปที่ตั๋วใบเก่า เขาเผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก ผ่านไปสักพักไทเลือกที่จะดับมวนบุหรี่ที่เหลือกว่าครึ่ง
“ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จ”
“ขอบใจมากเพื่อน” เน็ทตอบพร้อมรอยยิ้ม เหมือนเขานึกอะไรขึ้นได้จึงหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้คนตรงหน้า “เผื่อนายจะได้ใช้”
ไทรับกระดาษที่เน็ทยื่นให้มาพิจารณาดู
หลังจากแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อน ไทกลับมายังห้องพักของตัวเอง เขานั่งลงบนชุดโซฟาและกำลังคิดทบทวนเรื่องอะไรบางอย่าง บนโต๊ะตรงหน้ามีที่เขี่ยบุหรี่รูปปอดสีแดงวางอยู่และมีก้นบุหรี่ที่ถูกสูบแล้ววางทับถมกันอยู่ในนั้น ข้าง ๆ มีรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดวางอยู่ ในภาพเป็นภาพเก่า ๆ ถ่ายรูปหมู่คณะของกลุ่มคน 5 คน แต่ละคนสวมชุดเสื้อกันหนาวหนา ๆ และมีเสื้อกันลมคลุมทับอีกชั้น เบื้องหลังกลุ่มคนเป็นภูเขากว้างใหญ่ถูกปลกคลุมด้วยหิมะสีขาวตัดกับสีของท้องฟ้า ไทหยิบภาพนั้นขึ้มมาพิจารณาดูก่อนจะพลิกดูข้างหลังภาพก็พบข้อความ
‘ถึงยอดเขาหิมาลัยเมื่อ 2538’
เขาหยิบนามบัตรที่ได้รับจากเพื่อนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ บนกระดาษเขียนว่า ‘สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600’ ไม่รอช้าไทกดหมายเลขสายด่วนและโทรออก
เลิกบุหรี่ : เรื่องสั้นเพื่อรณรงค์เลิกสูบบุหรี่
ร้านอาหารห้องกระจกติดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอต้อนรับลูกค้าในวันที่ร้อนที่สุดของปี ชายที่เพิ่งมาถึงเปิดประตูเข้ามาในร้านและเดินตรงไปยังโต๊ะที่มีกลุ่มคนนั่งรออยู่แล้ว
“อ้าว... ไท เพิ่งมาถึงเหรอ” ใครคนหนึ่งในโต๊ะพูดขึ้น
“อืมมมม... ขอโทษทีว่ะเอ มาช้าไปหน่อย” ไทตอบก่อนที่จะหันหน้าไปทักทายทุกคนบนโต๊ะ “หวัดดีปุ๊ก เบียร์ เน็ท”
“เออ ๆ มาถึงแล้วดื่มน้ำเย็น ๆ ก่อนเร็ว อากาศร้อนมาก” ปุ๊กพูดขึ้นเพราะยังนึกถึงอากาศที่ร้อนระอุแม้ตอนนี้เธอจะอยู่ในห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำ เธอตะโกนเรียกพนักงานของร้าน “น้องคะ ขอน้ำเย็นเพิ่มอีกแก้วค่ะ”
ด้วยบริการที่รวดเร็วของร้าน พนักงานยกแก้วน้ำมาทันที
“ผมขอโค้กที่นึงครับ” ไทหันไปบอกพนักงาน พนักงานวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะแล้วเดินไปที่บาร์
“ยังกินน้ำอัดลมอยู่อีกหรือ นึกว่าเลิกไปนานแล้ว” เบียร์พูด
“นี่ก็กินแทบจะทุกวันเลย ทำไมเหรอ” ไทยกแก้วน้ำเย็นขึ้นจิบพร้อมพูด
“น้ำตาลในเลือดขึ้นว่ะ หมอสั่งห้าม ไม่ได้กินนานแล้ว” เบียร์พูด
ไทมองไปที่แก้วของทุกคนบนโต๊ะ ทุกแก้วเป็นน้ำเปล่าหมด
“แล้วเอ ปุ๊ก เน็ทก็น้ำตาลขึ้นเหมือนกันเหรอ” ไทพูด
“เปล่าหรอก” เอตอบ
“นั้นสิ นายก็ดูออกจะผอม ๆ” ไทตั้งข้อสังเกต
“ก็เพราะผอมนี่แหละ หมอสั่งห้ามน้ำอัดลมเด็ดขาด เพราะร่างกายขาดสารอาหารไปหมดแล้ว” เจ้าของร่างผอมพูดถึงอาการตัวเอง แต่ก็ยังหัวเราะเป็นเชิงขบขัน
พนักงานยกขวดแก้วที่บรรจุน้ำสีดำเย็นฉ่ำมาพร้อมกับแก้วทรงสูงใส่น้ำแข็งสองสามก้อนในนั้น เขาค่อย ๆ รินน้ำจากขวดลงในแก้วทำให้น้ำโค้กสะท้อนแสงเป็นสีน้ำตาลเย้ายวนใจเหมือนในโฆษณาทางทีวี ทุกคนบนโต๊ะมองภาพนั้นด้วยจิตใจที่สั่นไหว แต่เมื่อทั้งสี่เห็นภาพไทยกแก้วน้ำอัดลมดื่มรวดเดียวหมด ทุกคนต้องรีบดึงสติกลับคืนมา
“แล้วปุ๊กไม่ดื่มเหรอ” ไทพูดพร้อมใช้นิ้วโป้งเช็ดคราบน้ำอัดลมตรงริมฝีปาก
“กระดูกไม่ค่อยดีว่ะไท หมอขอให้งดอีก” ปุ๊กพูดเสร็จก็ส่ายหัวด้วยความเซ็ง
“เออ... พวกนายเชื่อฟังหมอก็ดีแล้ว แล้วเน็ทล่ะ หมอสั่งห้ามหรือเปล่า”
เน็ทกำลังค่อย ๆ กลืนน้ำเปล่าผ่านลำคอ เมื่อได้ยินคำถามจากไทก็แทบจะทำให้สำลักน้ำ
“หมอไม่ได้สั่งห้ามหรอก” เน็ทตอบด้วยท่าทางที่ดูเกร็ง ๆ
“หมอไม่ห้ามแล้วทำไมไม่ดื่มล่ะ”
“ระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี นี่ก็ท้องอืดมาหลายวันแล้วเนี่ย แต่วันนี้เห็นว่าจะมานัดเจอกันหลังจากที่พวกเราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้วก็เลยกินยาแก้ท้องอืดไป”
ไทฟังเหตุผลจากเพื่อน ๆ จากทุกคนแล้วทำให้ไม่กล้าเทน้ำอัดลมที่เหลือก้นขวดมาดื่มอีก อาจจะเป็นเพราะเขาเริ่มจะเกรงใจเพื่อนก็เป็นได้
“เรามาสั่งอาหารกันเถอะ หิวแล้วล่ะ” ไทพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เขาตะโกนเรียกพนักงานมารับออเดอร์ “ผมขอสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าที่นึงครับ”
พนักงานจดสิ่งที่ได้ยินมาลงในกระดาษ
“ผมขอข้าวผัดหมูครับ” เบียร์พูดขึ้นบ้าง สักพักเขาก็รีบเน้นย้ำพนักงาน “อ้อ... ของผมขอไม่ใส่ผงชูรส ลดน้ำตาลครึ่งนึง ไม่เค็มมาก ช่วยย้ำกับพ่อครัวด้วยนะครับ”
พนักงานก้มหน้าจดรายการอาหารพร้อมคำขอของลูกค้าลงไปด้วย
“ผมเอาผัดผักรวมราดข้าวที่นึงครับ” เอพูดกับพนักงาน
“พี่ขอผัดผักคะน้าน้ำมันหอยราดข้าวค่ะ” ปุ๊กพูดกับพนักงาน
ทุกคนบนโต๊ะสั่งอาหารกับครบหมดแล้วจึงหันมาพูดคุยเรื่องทั่วไปกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว คงมีแต่เน็ทที่ยังคงได้แต่ก้มหน้าดูเมนูอาหารในมือ เขาได้แต่เปิดไปมายังตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะสั่งอะไร
เวลาผ่านไปสักพัก ไทจึงหันมาทางเน็ท “ยังเลือกเมนูอาหารไม่ได้อีกเหรอ”
เน็ทเงยหน้ามาทางไทด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ “ทุกวันนี้หาของกินยากน่ะ กินอะไรนิดอะไรหน่อยท้องอืดทรมานตลอดบ่ายเลย”
“แล้วทุกวันกินอะไรมื้อเที่ยงล่ะ”
“สั่งตำไทยข้างออฟฟิศกินทุกวันเลย”
พนักงานได้ยินบทสนทนานี้จึงรีบพูด “ร้านของเราก็มีส้มตำขายด้วยครับ รายการอาหารอยู่หน้าสุดท้ายครับ”
เน็ทได้ยินดังนั้นจึงแสดงสีหน้าผ่อนคลายออกมา เขาไม่ได้พลิกเมนูอาหารไปดูหน้าสุดท้าย แต่เขากลับพับเมนูปิดลง “ถ้าอย่างนั้นผมขอตำไทยไม่ใส่พริก ขอกระเทียมกับมะเขือเทศเยอะหน่อย ขอรสเปรี้ยวนำด้วยนะ อ้อ... อย่าลืมล้างครกด้วยล่ะ ผมกินเผ็ดไม่ได้เลย”
พนักงานจดเมนูอาหารและรายละเอียดยิบย่อยทั้งหมดลงในกระดาษก่อนจะเดินจากไป เมื่อไม่มีใครอื่นยืนอยู่ข้างโต๊ะแล้ว ไทจึงเอ่ยถามเรื่องสุขภาพกับเพื่อน ๆ โดยที่เขาหันไปถามเน็ทก่อน
“กินแค่นั้นจะอิ่มเหรอวะ”
“เมนูนี้สำหรับช่วยย่อยอาหาร ตอนนี้เราไม่สนใจเรื่องรสชาติอาหารแล้ว ถ้าได้ท้องอืดขั้นรุนแรงจะรู้ว่านรกมีจริง”
คำพูดของเน็ทเหมือนจะสร้างความตลกขบขันให้กับคนทั้งโต๊ะ แต่เบียร์ เอ ปุ๊กแค่แสยะยิ้มออกมาเล็กน้อยก็ทำสีหน้าเจื่อนลง เพราะต่างรู้ตัวเองดีว่าสุขภาพของตัวเองก็แย่พอ ๆ กับเน็ท
“เฮ้อ...” เสียงปุ๊กถอนหายใจ “นี่เราก็ต้องกินแต่อาหารที่เสริมกระดูก เมนูที่หมอแนะนำก็ซ้ำ ๆ จะกินหมูก็ต้องกินกระดูกอ่อน ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งกะปิ ผักก็กินได้แค่บางอย่าง”
“เออ...” เอส่งเสียงเรียกความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะ “ของเราหมอก็สั่งว่าให้กินแต่ของที่มีสารอาหารและวิตามินเยอะ ๆ แล้วของอร่อย ๆ ก็มักจะไม่ค่อยมีประโยชน์ด้วยสิ ที่กินได้ก็มีแต่ผัดผัก”
“แต่ทุกคนยังดี” เบียร์พูดขึ้นบ้าง “อาหารยังได้ปรุงรสพอให้ลิ้นได้รับรส แต่ของเรานี่เครื่องปรุงก็ไม่ได้ ของหวานก็ต้องงด ของหวานก็ต้องกินอะไรที่ใส่พวกหญ้าหวาน กินได้แต่พวกธัญพืช ถั่วเขียวต้มน้ำตาลใส่น้ำตาลน้อย ๆ เครื่องดื่มก็เป็นพวกลูกเดือย นี่ก็กินจนเลิกกินไปแล้ว”
ไทยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาจิบ ๆ เขาไม่พูดอะไรต่อ สักพักพนักงานก็ยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ จากนั้นทุกคนก็กิน
หลังจากทั้งโต๊ะจัดการกับจานอาหารของตัวเองเสร็จ เน็ทยกแก้วน้ำดื่มและทำท่าลุกขึ้นจากโต๊ะ ไทเห็นดังนั้นจึงรีบถาม
“จะไปห้องน้ำเหรอเน็ท”
เน็ทไม่ตอบ แต่เขาทำสัญลักษณ์โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางยกขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก ไทเข้าใจความหมายนั้นโดยทันที
ในบริเวณของร้านที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับสูบบุหรี่ มีเพียงแค่ชายสองคนที่จับจองตำแหน่งที่ใกล้ถังเขี่ยบุหรี่ ไทควักบุหรี่ซองใหม่และค่อย ๆ แกะเอาบุหรี่ออกมา ในขณะที่ซองบุหรี่ของเน็ทเหลือบุหรี่เพียงแค่ตัวเดียว
“อ้าว... เหลือตัวเดียวเหรอ จะพอสูบมั้ยนี่” ไทพูดขณะที่ยัดมวนบุหรี่ใส่ปากและจุดไฟตาม
“มวนนี่จะเป็นมวนสุดท้ายแล้วล่ะ คิดว่าคงจะต้องเลิกบุหรี่จริง ๆ จัง ๆ แล้ว”
“ทำไมล่ะ” ไทอุทานเหมือนเรื่องเลิกบุหรี่ของเพื่อนนั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
“ก็เพราะสูบบุหรี่ไงถึงทำให้ไม่หายท้องอืดท้องเฟ้อซักที บุหรี่ก็อยากสูบ อยากหายทรมานก็อยากหาย แต่คงต้องเลือกซักทางว่ะ”
ไทไม่ถามอะไรต่อ ได้แต่สูบบุหรี่เงียบ ๆ
“แล้วนายไม่คิดจะเลิกเหรอ” เน็ทถาม
“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะยังไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพมั้ง ก็ดูดไปเรื่อย ๆ ปีที่ผ่านมาก็มาตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัท ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลยเรื่องปอด”
เน็ทแสยะยิ้ม “นายนี่โคตรโชคดีเลยว่ะ จะกินจะเสพอะไรก็ได้หมดไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพ น่าอิจฉาจริง ๆ”
“ก็คงงั้นมั้ง ไม่รู้สิ” ไทรับคำแบบงง ๆ โดยที่ไม่รู้จะตอบอะไร
“แต่การมีปัญหาสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป” เน็ทพูด
“ยังไง”
“มีญาติผู้ใหญ่คนนึง ก่อนหน้าที่จะรู้ว่าป่วยก็ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ทำงานเสร็จก็กินเหล้าเมาจนคนในครอบครัวเริ่มระอา ต่อมาพอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งก็ไปรักษาจนหาย หลังจากนั้นกลับมาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
“เป็นไปได้ยังไง”
“ก็ลุงแกว่าพอป่วยเข้าโรงบาลก็จะไปเจอคนที่ป่วยเหมือนกัน ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้เพื่อนได้มิตรในยามที่สิ้นหวัง พอแกรักษาหายก็ออกไปคอยให้ความรู้กับผู้ที่มีความเสี่ยง ตอนนี้กลายเป็นอาสาสมัครคอยให้ความรู้กับคนในหมู่บ้าน มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ครอบครัวแกก็ชื่นชม ชีวิตกลับมามีความหมายอีกครั้ง”
“ไม่น่าเชื่อ”
เน็ทสูดควันเข้าปอด และพยายามอมควันไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะนี่เป็นบุหรี่มวนสุดท้ายแล้ว เขาคงคิดถึงกลิ่นฉุน ๆ ของควันบุหรี่และยากที่จะลืมไปอีกนาน
“ดูดอีกสองทีก็หมดมวน” น้ำเสียงที่ฟังดูละห้อยดังขึ้นจากปากเน็ท
“เฮ้ย... แค่เลิกบุหรี่เองไม่ได้ไปตายซักหน่อย”
ภาพของชายหนุ่มค่อย ๆ พ่นควันออกมาจากปากอย่างค่อยเป็นค่อยไป กลุ่มควันที่จางหายไปทีละน้อย ๆ เผยให้เห็นร้อยยิ้มของผู้ที่กำลังจะเลิกบุหรี่ เน็ทขยี้ก้นบุหรี่ลงบนทรายเหนือถัง เขาหยิบกระเป๋าเงินออกมาและควักแผ่นกระดาษออกมาหนึ่งใบ จากนั้นก็คลี่กระดาษที่ถูกพับและโชว์ให้เพื่อนเห็น
“อะไร” ไทเพ่งสายตาไปที่กะดาษ “ตั๋ววิ่งมาราธอน เอ๊ะ... แต่วันที่เริ่มงานมันผ่านมา 5 ปีแล้วนี่”
“เมื่อ 5 ปีที่แล้วเราเคยฝึกวิ่งเพื่อจะไปลงมาราธอน แต่ว่าก่อนจะถึงวันงานแค่วันเดียวเราโดนรถชน ต้องนอนโรงบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายเลยทำให้ไม่ได้ไปวิ่ง โชคดีที่ตอนนั้นแค่มีอาการฟกช้ำนิดหน่อยไม่เป็นอะไรมาก แต่ว่าหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับไปฟิตร่างกายอีกเลย”
ไทรับตั๋วใบเก่าที่สภาพเริ่มจะเปื่อยยุ่ยมาถือไว้ในมือ เขามองภาพนักวิ่งที่อยู่ในนั้น
“หรือว่านี่คือเหตุผลหนึ่งที่นายอยากจะเลิกสูบบุหรี่”
“ใช่... เผื่อว่าบางทีอาจจะได้วิ่ง”
ผู้ที่กำลังคีบมวนบุหรี่อยู่ในมือยังเพ่งมองไปที่ตั๋วใบเก่า เขาเผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก ผ่านไปสักพักไทเลือกที่จะดับมวนบุหรี่ที่เหลือกว่าครึ่ง
“ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จ”
“ขอบใจมากเพื่อน” เน็ทตอบพร้อมรอยยิ้ม เหมือนเขานึกอะไรขึ้นได้จึงหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้คนตรงหน้า “เผื่อนายจะได้ใช้”
ไทรับกระดาษที่เน็ทยื่นให้มาพิจารณาดู
หลังจากแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อน ไทกลับมายังห้องพักของตัวเอง เขานั่งลงบนชุดโซฟาและกำลังคิดทบทวนเรื่องอะไรบางอย่าง บนโต๊ะตรงหน้ามีที่เขี่ยบุหรี่รูปปอดสีแดงวางอยู่และมีก้นบุหรี่ที่ถูกสูบแล้ววางทับถมกันอยู่ในนั้น ข้าง ๆ มีรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดวางอยู่ ในภาพเป็นภาพเก่า ๆ ถ่ายรูปหมู่คณะของกลุ่มคน 5 คน แต่ละคนสวมชุดเสื้อกันหนาวหนา ๆ และมีเสื้อกันลมคลุมทับอีกชั้น เบื้องหลังกลุ่มคนเป็นภูเขากว้างใหญ่ถูกปลกคลุมด้วยหิมะสีขาวตัดกับสีของท้องฟ้า ไทหยิบภาพนั้นขึ้มมาพิจารณาดูก่อนจะพลิกดูข้างหลังภาพก็พบข้อความ
‘ถึงยอดเขาหิมาลัยเมื่อ 2538’
เขาหยิบนามบัตรที่ได้รับจากเพื่อนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ บนกระดาษเขียนว่า ‘สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600’ ไม่รอช้าไทกดหมายเลขสายด่วนและโทรออก